วันเวลาที่ผ่านไปจึงไม่ควรให้ผ่านไปเปล่า ไม่ทำประโยชน์น้อยก็ควรให้เป้นประโยชน์มาก

 

                   ตื่นขึ้นเราทำภารกิจส่วนตัว ค่ำก็กลับบ้าน ครบเดือนก็รับเงินเดือน ขณะทำงานอาจเหนื่อยเป็นบางวัน ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานเป็นบางครา สนุกสนุกสนานเป็นบางครั้ง ครบ 60 ปีก็ออกมาอยู่นอกระบบชีวิตหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวันเวลาบางวันก็ดูมีค่ามีความทรงจำที่ดีและบางวันก็แสนโหดร้าย

                     บางครั้งกาลเวลาดูแล้วเป็นเรื่องธรรมดาสามัญสำหรับคนหลายคนเพราะไม่ได้มีอะไรที่น่าพิศวง แต่กาลเวลานั้นถ้าตระหนักให้ดีแล้วมันได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย เราอาจได้ยินพระสอนเรื่องเวลาหลายแง่มุมเช่น สอนให้เรานึกถึงกาลเวลาที่ล่วงไป ๆ เราทำอะไรอยู่และให้นึกถึงเวลาน้อมเข้ามาในชีวิตของตนเองเพื่อจะได้ตั้งตนให้อยู่ในความประมาท

ความเป็นไปแห่งชีวิตของเราเนื่องด้วยกาลเวลา กาลเวลาเป็นเครื่องกำหนดความหมดไปสิ้นไปแห่งอายุ เวลาย่อมบั่นทอนอายุหรือชีวิตของสัตว์โลกให้หมดไปสิ้นไปโดยลำดับจากความไม่มีมาสู่ความมีและจากความมีก็ไปสู่ความไม่มี และตัวกาลเวลาเองก็หมดไปด้วยพระท่านว่าเวลาย่อกลืนสรรพสัตว์และตัวมันเอง ปีนี้มันกินใครไปบ้างและขณะเดียวกันมันกินชั่วโมงกินวันกินสัปดาห์กินเดือนกินปีและกินบางอย่างให้เสื่อมสิ้นไป

          ตามปกติของคนเรานั้น มักมีความประมาทมัวเมาในสิ่งต่าง ๆ เช่น ประมาทมัวเมาในร่างกาย ประมาทมัวเมาในชีวิต ประมาทมัวเมาในทรัพย์สมบัติ ประมาทมัวเมาในยศถาบรรดาศักดิ์ ยามหนุ่มก็ลืมแก่ ยามแก่ค่อยอาลัยสมัยหนุ่มเสียดายถ้าหมุนเวลากลับได้อยากทำอย่างนั้นอย่างนี้  คนไม่ประมาทจึงควรพิจารณาถึงกาลเวลาที่ผ่านไปว่า ไม่ใช่กาลเวลาผ่านไปเพียงอย่างเดียวแต่กาลเวลากำลังกลืนกินเอาอายุและชีวิตของสัตว์ไปด้วย กาลเวลาย่อมกลืนกินตนเองและสรรพสัตว์

          จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เราหลงยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเที่ยงแท้แน่นอนยั่งยืนนั้น กลับถูกกาลเวลากลืนกินหรือชักพาให้หมดไป ถ้าเรารู้ได้ทันอย่างนี้ ก็จะก่อให้เกิดความไม่ประมาทมัวเมาในร่างกายยามผมดำหรือใครจะคิดว่าตนเองจะมีผมหงอก ยามแข็งแรงใครจะคิดว่าเราจะต้องฟันหักร่างกายเสื่อมตามัวมองไม่เห็นจะลุกจะนั่งก็ลุกยาก คนเราประมาทในชีวิต ในทรัพย์สมบัติ  และในยศฐาบรรดาศักดิ์ เพราะลืมคิดไปว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของมีอยู่ชั่วคราว ได้มาก็ต้องมีวันเสียไป เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดจะบังคับบัญชาให้อยู่ในอำนาจของตน ตลอดไป

          ชีวิตคนเรานั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีแก่นสาร ชีวิตย่อมล่วงไปตามกาลเวลาที่ผ่านมา ไม่มีทางหมุนกลับ หรือถอยหลังกลับมาได้ มีแต่จะรุดหน้าไปฝ่ายเดียว เปรียบเสมือนน้ำที่ไหลลงจากยอดภูเขา มีแต่จะไหลลงสู่ที่ราบลุ่ม ไม่มีทางที่จะไหลกลับได้ ฉะนั้น

          กาลเวลาเมื่อหมดไปแล้ว ก็เหลือสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ ซึ่งจะให้ผลเป็นสุขหรือทุกข์แก่ผู้นั้นตลอดไป เมื่อเรารู้ได้อย่างนี้ควรพยายามสร้างคุณงามความดีไว้เช่น ประกอบอาชีพด้วยความขยัน ซื่อสัตย์สุจริต และสร้างคุณงามความดี ให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต

          กาลเวลา เป็นสิ่งที่ไม่มีได้ ไม่มีเสีย คงเป็น และคงอยู่อย่างนั้น แต่ความเป็นไปแห่งชีวิตของคนเรามีความได้ความเสียปรากฏอยู่ เพราะฉะนั้น จึงควรจัดสรรชีวิตของตนให้อยู่ในความดีความไม่ประมาทให้ได้หรือทำชีวิตให้ตั้งอยู่ในฝ่ายดีอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ควรปล่อยชีวิตให้อยู่ในความเสียหรือฝ่ายชั่ว เพราะชีวิตนี้ ถ้าปล่อยให้ ล่วงผ่านกาลเวลาไปเปล่า ๆ ก็เป็นทางเสียประโยชน์ที่จะพึงมีพึงได้

          คุณงามความดีทั้งหลาย เปรียบเทียบได้กับดอกไม้ต่างสี ต่างสัณฐานกัน ถ้าท่านผู้ใดเป็นคนฉลาดก็สามารถที่จะเก็บ หรือประพฤติปฏิบัติ ความดีได้ตามอัธยาศัยของตน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อประพฤติปฏิบัติดีดี ปฏิบัติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ท่านผู้นั้นจะทำให้ชีวิตเป็นชีวิตที่ประเสริฐ เป็นชีวิตที่ไม่สูญเปล่า เมื่อลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว คุณงามความดีทั้งหลายที่สั่งสมมาก็ยังคงปรากฏอยู่ในโลก

          กาลเวลาที่ล่วงเลยไปด้วยการทำแต่คุณงามความดี  ก็จะเป็นกาลเวลาที่ล่วงผ่านไปอย่างมีประโยชน์ มีคุณค่ามีแต่ความรุ่งเรืองเจริญก้าวหน้า และอยู่เย็นเป็นสุข วันเวลาที่ผ่านไปจึงไม่ควรให้ผ่านไปเปล่า ไม่ทำประโยชน์น้อยก็ควรให้เป็นประโยชน์มาก  เลี้ยงลูกก็อย่าให้เสีย ดูแลเมียก็อย่าให้เมียเศร้า เลี้ยงลูกก็อย่าส่งเสริมลูกให้ไม่ดี รักษามีก็ถนอมน้ำใจ เรามาเป็นคนที่ใช้เวลาให้เป็นคุณประโยชน์ก่อนที่เวลาจะกินเรา