แม้ว่า จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ดนตรีทำให้เรียนคณิตศาสตร์เก่งขึ้น หรือมี IQ สูงขึ้นจริงหรือไม่ ก็ตาม แต่เราก็ไม่ได้อยากจะเก่งคณิตศาสตร์ หรือ อยากจะความฉลาดเท่านั้น เรายังต้องการดนตรีเพื่อความสุนทรีย์และความสุขในชีวิตไม่น้อยกว่า เช่นกัน
เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคมนี้ ดิฉันนอนอ่านหนังสือพร้อมเปิดเพลงฟังเบาๆจากวิทยุ ที่จัดเพลงฮิตจาก London Symphony Orchestra มีเพลงที่ชื่นชอบอยู่หลายเพลง เช่น Stairway to Heaven ,II. Sunday Morning เป็นต้น
พลันก็นึกขึ้นมาถึง เรื่องของความนิยมของพ่อแม่ปัจจุบันที่ มักเปิดเพลงคลาสสิคให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง (เอาสายที่ถ่ายทอดเสียงเพลงไปแปะไว้ที่ท้องดังที่มีขายกัน) หรือในช่วงแบเบาะจนโตเข้าอนุบาล หวังว่าจะให้มีพัฒนาการที่เร็วขึ้นกว่าธรรมดา และมีอารมณ์ดีโดยเฉลี่ยเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กทั่วไป โดยอ้างอิงจาก Mozart Effects ของ Dr. Alfred A. Tomatis แพทย์ทางหู คอ จมูก ซึ่งเขาใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาในเรื่องของการออกเสียง และการได้ยินเป็นต้น
ในปี 2001 องค์การ College Board เคยรายงานว่า นักเรียนที่เล่นดนตรีเป็น และบางคนก็เก่งด้วย สอบได้คะแนนเฉลี่ยคณิตศาสตร์สูงกว่าพวกที่ไม่มีพื้นฐานดนตรี ประมาณ 41 แต้ม ในส่วนที่เป็นคณิตศาสตร์ของการสอบ Sat
(คะแนน Sat เป็นข้อมูลสำคัญประกอบการสมัครเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และโครงการนานาชาติของไทยThe SAT Reasoning Test is a standardized test forcollege admissions in the United States)
แต่ บางคนก็ค้านว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพ่อแม่ที่สนใจให้ลูกเรียนดนตรี มักเป็นผู้ที่สนใจสนับสนุนผลักดันลูกอยู่แล้วในเรื่องวิชาการด้านอื่นๆ ดังนั้น การสอบคณิตศาสตร์ได้ดีจึงไม่ใช่เป็นเพราะเรียนดนตรีหรอก
นอกจากนี้พวกที่มีพื้นฐานดนตรีเหล่านี้ ก็ยังสอบวิชาอื่นๆ ในส่วนที่ไม่ใช่คณิตศาสตร์ ได้ดีอีกด้วยเช่นกัน ดังนั้น ดนตรีจึงไม่น่าจะใช่สาเหตุแต่อย่างใด
เมื่อ August 1, 2004 ในการแข่งขัน Siemens Westinghouse Competition ในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ผู้เข้ารอบสุดท้าย 3 ใน 4 เป็นนักดนตรี "อัจฉริยะ" (Gifted Musicians)
For the past 70 years the annual Siemens Westinghouse Competition in math, science, and technology has showcased the talents of the brightest high school students in the U.S.
มีข่าวเพิ่มเติมจาก HighBeam Research เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า.....
This year, however, organizers of the contest took note of a striking fact: No fewer than 60 percent of the 70 finalists were highly proficient on one or more musical instruments.
มีการเล่าขานกันว่า...อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เล่นไวโอลินได้เก่งมาก แต่ไม่แน่เสมอไป เพราะนักดนตรีเก่งๆ จำนวนมาก ก็ไม่เก่งในเรื่องคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์เลย
แต่ อีกด้านหนึ่ง ก็มีบทความที่ได้ ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Psychological Science เดือนสิงหาคม 2004 ระบุว่า
New Research Provides the First Solid Evidence that the Study of Music Promotes Intellectual Development
เขามีการแบ่งเด็ก 144 คนอายุ 6 ขวบ เป็น 4 กลุ่ม เพื่อจะดูการพัฒนาทางสมองและทางการเข้าสังคมคือ กลุ่มที่ใช้เครื่องดนตรีจำพวกคีย์บอร์ด จำพวกใช้เสียงร้อง จำพวก ศิลปะการแสดง และพวกที่ไม่ได้ทำอะไรเลย สรุปว่า จำพวกที่อยู่ในMusic Group ได้ IQสูงกว่าพวกอื่น
The participating children were given IQ tests before and after the lessons. The results of this study revealed that increases in IQ from pre- to post-test were larger in the music groups than in the two others.
ถึงแม้จะมีผลงานวิจัยนี้ออกมา แต่ก็ยังไม่ได้ฟันธงว่า ว่าดนตรีทำให้คนเรียนคณิตศาสตร์เก่งขึ้นหรือฉลาดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ความเชื่อว่าดนตรี คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มีความผูกพันสัมพันธ์กันก็มิได้หายไป ผู้คนยังปักใจเชื่อว่าดนตรีกับคณิตศาสตร์สัมพันธ์กันมากกว่า ดนตรีกับวิทยาศาสตร์
การสอนเด็กๆ เรื่อง ระดับเสียง pitch เป็นพื้นฐานแรกที่สำคัญในการเรียนดนตรีเช่นเดียวกับเรื่องของจังหวะ ซึ่งนักดนตรีศึกษาต่าง ๆ พยายามคิดหาวิธีการสอน เรื่องระดับเสียงใ ห้เด็กสามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุด
เด็กบางคนจะเรียนรู้ได้ไวมาก เหมือนมีพื้นฐานอยู่ในตัวแล้ว แต่เด็กบางคนจะต้องใช้เวลาฝึกนานหน่อย ทุกๆ หลักสูตรต่างมุ่งเน้นให้นักเรียนมีโสตประสาทที่ดี มีการความสามารถในการได้ยินภายใน (inner hearing)
ซึ่งเป็นความสามารถขั้นสูงของนักดนตรี ที่เพียงแค่ตามองเห็นตัวโน้ตดนตรีก็สามารถได้ยินเสียงของโน้ตนั้นบรรเลงอยู่ภายในสมองอย่างถูกต้องตามระดับเสียง จังหวะ รวมถึงการประสานเสียงต่าง ๆ ครบถ้วน







พอดีดิฉันไปเห็นบทความของ ศาสตราจารย์ น.พ.ดร.วิจิตร บุณยะโหตระ จึงได้เดินไปขออนุญาตคุณหมอ ขอนำมาเผยแพร่ด้วยค่ะ....ซึ่งก็เป็นการศึกษาเรื่องของดนตรี กับ มนุษย์
o เซลล์ของทุกอวัยวะในร่างกายจะมีกระแสไฟฟ้าเล็กๆ
ซึ่งรวมกันเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
เหมือนคลื่นวิทยุ
ร่างกายคนเราจึงเป็นสถานีวิทยุ BBC
Body Broadcating Center
o อวัยวะของเราเองสามารถสร้างคลื่นวิทยุเป็นเสียงดนตรีได้
เราทุกคนจึงมีเสียงดนตรีในหัวใจ
o คลื่นจากเสียงดนตรีจึงสามารถช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของระบบต่างๆ
ของร่างกาย รวมทั้งสมองของคนเราได้ ( Vibration Therapy ) โดยไม่
จำเป็นต้องหัดเล่นดนตรีเอง เพียงแต่ฟังเสียงเพลงที่ชอบที่สมองส่วนหน้าและ สมองส่วนอารมณ์ ( limbic cortex )
ระบบการทำงานของสมองมี 5 ระบบด้วยกันคือ.....
1. ระบบการคิด ( Cognitive system )
เกี่ยวกับ IQ คณิตศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาษา ภาพมิติ สมองส่วน
คณิตศาสตร์ ( Matharea ) อยู่ทางด้านซ้ายของสมอง ( ส่วน tenporallobe )
มีงานวิจัยพิสูจน์ว่า คนเล่นดนตรีเก่ง น่าจะเก่งคณิตศาสตร์ด้วย
เพราะดนตรีมีโครงสร้างทางคณิตศาสตร์
2. ระบบอารมณ์ ( Emotional system )
ดนตรีกระตุ้น และพัฒนาให้เกิดความฉลาดทางอารมณ์ EQ
ก่อให้เกิดจิตใจสงบผ่อนคลาย และมีสมาธิ รู้จักตัวเองเข้าใจตนเองมากขึ้น
กระตุ้นให้เกิดความสนใจ กระตือรือร้น
การให้ทารกในครรภ์ได้ฟังดนตรี นอกจากพัฒนาให้สมองเจริญเติบโตแล้ว เด็ก
คลอดมาจะ ส่วนใหญ่ มักจะมีอารมณ์สงบ เลี้ยงง่ายไม่กวน แต่ก็ไม่ใช่ทุกรายไป
สงสัยว่าดนตรี classic หรือ progressive rock ที่มีหลาย movement นั้น เป็น pattern ที่แปรเปลี่ยนออกนอกแบบแผน (แต่ไม่นอกทฤษฎีดนตรี) อาจจะ corelate กับกระบวนการฉุกคิด ซึ่งนำไปสู่ความช่างสังเกต และความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ครับ
3. ระบบการรับรู้และการเคลื่อนไหว ( Perceptual – Motor system )
ดนตรีช่วยเสริมสมรรถภาพการเรียนรู้ ในหลายรูปแบบโดยเฉพาะการฟัง การอ่าน การพูด ที่มีจังหวะ เป็นนักพูดที่ดี จะทำให้เป็นนักอ่าน นักพูดที่ดีได้ด้วย
ดนตรีทำให้สมองส่วนการได้ยิน (auditory cortex ) มีความหนาขึ้น
กลุ่มนักดนตรีมัก มีขนาดของส่วนประสาทที่เชื่อมสมองซีกซ้ายขวา ( corpus
collosu ) รวมทั้งสมองน้อย ( cerebellum ) ซึ่งควบคุมกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง
และการเคลื่อนไหวต่างๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น
การฝึกให้แกนกลางเชื่อมสมอง 2 ซีก ( corpus collosum ) แข็งแรง
จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างสมองซีกซ้ายขวา
ซึ่งจะทำให้ชีวิตดีขึ้น
สามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายที่มีการผ่านส่วนกลางของร่างกาย ( midline crossing ) เช่น กับตัวใช้มือแตะเท้าตรงกันข้าม
สวัสดีค่ะ คุณConductor
เป็นข้อสังเกตที่ดีมากค่ะ เพราะตัวพี่เอง ชอบฟังเพลงจังหวะเร็วๆนะคะ มากกว่าจังหวะช้าอีก
เลยไม่ทราบว่า นี่จะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ใครๆบอกว่า เป็นคนช่างสังเกตไหม แถมยังเรื่องมากอีกต่างหาก คือ ไม่ค่อยยอมจำนนหรือเชื่ออะไรง่ายๆ มักมี เอ๊ะ ทำไมๆๆๆ หรือ ทำไม เป็นอย่างนี้ ทำไมไม่เป็นแบบนั้นล่ะ อยู่เสมอค่ะ...
นี่สังเกตตัวเอง+คนอื่นวิจารณ์พี่ค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
- แวะมาเก็บเกี่ยวความรู้ค่ะ
- ไม่มีเหตุและผลว่าสิ่งใดเกื้อหนุนกัน แต่คนเป็นแม่ส่วนใหญ่ปรารถนาให้ลูกเป็นคนเก่ง ย่อมพัฒนาตามเขาว่า เขาเห็น เขาทดลอง ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ
ลืมถามไป
เข้าใจว่าคุณConductor ชอบดนตรี และเล่นเก่ง เล่นอะไรคะ และมีใครในครอบครัวเล่นไหม เพราะถ้ามีใครในครอบครัวเก่งดนตรี ลูกจะเก่งไปด้วย อย่างที่มีการศึกษาเรื่อง Perfect Pitch น่ะค่ะ
สวัสดีครับ...
ตอนน้องดินยังซุกตัวนอนในท้องของเพื่อนชีวิต ... เวลานั่งรถไปด้วยกันผมมักจะเปิดเพลงลูกทุ่ง ฟังสบาย ๆ ให้เขาฟัง จนโตมาเขาก็ชอบฟังลูกทุ่งและชอบเล่นเครื่องดนตรีประเภท แคน, ขลุ่ย, กลองยาว, โหวต ฯลฯ ... ซึ่งออกแนว "อีสาน" ล้วน ๆ แต่ทั้งปวงนั้นก็ไม่เคยซื้อเครื่องฟังเพลงมาให้คุณแม่ได้เปิดให้คุณลูกฟังอย่างสัมคมยุคใหม่ ...
.....
ก็น่าแปลกครับ..
น้องดินโตมาเห็นชัดว่าชอบเล่นดนตรี โดยเพาะแคนมาตั้งแต่ขวบเศษ ๆ ..ชอบเอาจริงเอาจัง ซึ่งหมายความว่า ชอบมาจนบัดนี้ แคนที่ซื้อให้ระยะแรกจะเล็ก ๆ ... จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ...จนบัดนี้ต้องซื้อแคนจริงมาให้เล่น ..
พฤติกรรมเช่นนี้, ... ยืนยาวมาจนปัจจุบัน ขณะที่คนน้อง ยังเอาแน่ไม่ได้ ซึ่งผมก็อดสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ..
....
ทุกวันนี้น้องดินชอบเรียนคณิตศาสตร์มาก ... ผลการสอบคณิตศาสตร์จะออกมาเต็มตลอด ซึ่งตรงกันข้ามกับผมอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญก็คือ แกค่อนข้างชอบวิชาวาดรูปมาก ..
นี่เป็นข้อมูลส่วนตัวที่น่าจะสัมพันธ์กับคำกล่าวที่ว่า ดนตรีกับคณิตศาสตร์สัมพันธ์กันมากกว่า ดนตรีกับวิทยาศาสตร์ ...
หรือเปล่าครับ..
ปล.. ผมเรียนคณิตศาสตร์ไม่ได้เรื่องเลย... และเล่นดนตรีไม่ได้สักชิ้น , ฟ้อนไม่เป็น ร้องเพลงไม่ได้ ...
4. ระบบตอบสนองความเครียด + ภูมิคุ้มกัน stress & Immune Response system
เสียงดนตรีช่วยบรรเทาและคลายเครียด ทำให้สงบผ่อนคลายมีสมาธิ และเพิ่มภูมิคุ้มกันมีการหลั่งสารสุข ( endorphine )
และลดระดับ ฮอร์โมนเครียด ( cortisol ) ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิด ความจำ และสติปัญญา และป้องกันโรคสมอง เช่น แอลไชเมอร์
5. ระบบความจำ ( Memory system )
ดนตรีทำให้ความทรงจำดีขึ้น อย่างยิ่งถ้าได้เรียนตั้งแต่เด็กเล็ก โดยเฉพาะคำศัพท์ และการจำด้วยภาพ ( visual memory )
พี่ศศินันท์ #7: คุณพ่อเล่นไวโอลินได้ ซึ่งผมเคยพยายามเมื่อตอนเป็นเด็ก แต่ไปไม่รอดครับ (คุณหนูเจ็บนิ้ว) ที่บ้านคุณแม่ฟังเพลงครับ เสียงดังเชียว
ตัวผม เล่นหลายอย่างครับ มีรางวัลระดับประเทศด้วย มี perfect pitch สามารถ transcribe โน๊ตดนตรีได้ (แต่มักจะเขียนไ่ม่ทัน) อ่านโน๊ตแล้วเล่นได้เลย และเรียนทฤษฎีดนตรีด้วย -- เลิกไปหลายสิบปีแล้วครับ ตอนนี้ไม่ได้แตะเครื่องดนตรีมาเป็นสิบปี ฝีมือคงคืนครูบาอาจารย์ไปหมดแล้วเพราะไม่ได้ซ้อมเลยครับ แต่ทฤษฎีดนตรีกับหูนักดนตรียังอยู่
ดนตรีช่วยพัฒนาสมอง
oดนตรีทำให้มีการเปลี่ยนแปลงประจุไฟฟ้าในร่างกาย ซึ่งมีอิทธิพลต่อการไหลเวียนของเลือด
ชีพจร และความดันโลหิต การหลั่งของฮอร์โมนและสารเคมีภายในรวมทั้งพลังของกล้ามเนื้อ
o ดนตรีมีผลต่อสมองทั้งสองซีก ไม่ใช่เฉพาะซีกขวาซีกเดียวอย่างที่เคยเชื่อกัน
เสียงดนตรีก่อให้เกิดการสร้างเส้นใยสมอง ( dendrites ) เพิ่มขึ้น ดนตรีกระตุ้นให้เกิด .....
จินตนาการ เชื่อมโยงความคิดเป็นภาพดนตรีเพิ่มการคิดจินตนาการที่เป็นเหตุผล เรียกว่า
“ เหตุผลเชิงมิติสัมพันธ์ ” ( spartial reasoning ) ซึ่งการคิดแบบนี้ น่าจะนำไปสู่พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการคิดชั้นสูงต่อไป
สวัสดีค่ะ คุณเพชรน้อย
ดีใจที่มาเยี่ยมค่ะ และที่บอกว่า....คนเป็นแม่ส่วนใหญ่ปรารถนาให้ลูกเป็นคนเก่ง ย่อมพัฒนาตามเขาว่า เขาเห็น เขาทดลอง ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ
นั่นคือสิ่งที่ คนเป็นแม่ทุกคนคิดและทำเพื่อลูกค่ะ
ดิฉันเอง ให้ลูกเรียนดนตรีตั้งแต่ 5 ขวบเศษ พร้อมๆลูกพี่ลูกน้องของเขา ซึ่งพี่ใหญ่นำทีมคือ ดร.จิรเดชฯ ในปัจจุบัน
หลานชายคนที่มีพรสวรรค์ทางดนตรีมากๆ ที่กล่าวถึงในบันทึก น่ะค่ะ เล่านิดนึงว่า เขาไปประกวดเล่นดนตรีที่ต่างประเทศ ได้รางวัลเสียจน เขาห้ามเข้าประกวดอีก เสียใจใหญ่ เหมือนนักมวยไม่ได้ขึ้นเวที ไม่สนุกเลย แต่พอไปอยู่ต่างประเทศ สนุกมาก ได้เล่นตลอด
ไปเรียนต่างประเทศ มีรายได้เอง พ่อแม่ ไม่ต้องส่งเงินเลย เพราะที่อเมริกา อาชีพนักดนตรีรุ่งเรื่องกว่าบ้านเรามาก
แต่ถ้า ถามว่า เด็กหัวสมองดีขึ้นไหม ดิฉันตอบไม่ได้เต็มปากค่ะ เพราะลูกชายชอบเรียนคณิตศาสตร์อยู่แล้ว ถึงไม่เรียนดนตรี ก็น่าจะยังเรียนได้ดีอยู่
แต่ที่แน่ๆคือ ทำให้มีสมาธิมากขึ้น การเคลื่อนไหวนิ้วมือรวดเร็วคล่องแคล่ว สมองซีกซ้ายขวา ทำงานเร็ว และสัมพันธ์กันดี เขาเล่นเปียโนค่ะ และความจำดี เพราะเล่นโดยไม่ดูโน้ตได้เป็นเพลงๆเลย
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า พอเข้ามหาวิทยาลัย เด็กจะไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นดนตรีบ่อยๆแล้ว เพราะไม่มีเวลาซ้อมเลย พอไปต่อเพลงกับครู ก็โดนต่อว่าทุกที เลยราข้อกันไปหมด แค่เล่นเวลาว่างๆเท่านั้นค่ะ
แล้วเรื่องดนตรี พอไม่ได้เล่นนานๆ นิ้วจะแข็ง แต่ไม่ลืมโน้ตค่ะ และยังชอบเพลงอย่างสม่ำเสมอมาจนบัดนี้ค่ะ
o ดนตรีกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการด้านภาษา เพราะดนตรีมีการจัดระบบคล้ายภาษา
o ไอน์สไตน์ เรียนไวโอลินก่อนอายุ 6 ขวบ
ดนตรีในช่วงวัยเด็ก จะช่วยสร้างพื้นฐานของระบบประสาทเกือบทั้งหมด ช่วงอายุตั้งแต่แรก
เกิดจนถึง 12 ขวบ
จึงเป็นโอกาสทองในการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ โดยเฉพาะ 0 – 6 ขวบ
สมองเด็กจะเจริญเติบโตเร็ว ( = 80% ของผู้ใหญ่ ) จะทำให้เด็กเจริญเติบโตอย่างโดดเด่น
ไม่ว่าด้านภาษาดนตรีศิลปะและคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะกีฬา ต้องฝึกฝนตั้งแต่เด็กเล็ก
o ทารกเคลื่อนไหวตามเสียงเพลงตั้งแต่ อายุ 4 เดือน เด็กทารกมีประสบการณ์ ด้านดนตรี ตั้งแต่
ได้ฟังเพลงกล่อมเด็กมาแล้ว
Mozart Effect : ดร.อัลเฟรด โทมาทิส ( 1950 ) เป็นคนแรกที่นำบทเพลงของโมสาร์ทมา ทดลองกับเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ และแสดงให้เห็นว่าการฟังดนตรีคลาสสิกจะช่วยเพิ่มพูนความจำสติปัญญา และศักยภาพของสมอง
โดยเฉพาะบทเพลง sonata for Two Pianos in D major K 44 ของโมสาร์ท ซึ่งมีจังหวะซ้ำอย่างสม่ำเสมอทุก 20 – 30 วินาที ซึ่งตรงกับความยาวของคลื่นสมอง
o ดนตรีจากธรรมชาติ ( natural sound , green music ) เช่น เสียงนก เสียงคลื่นจมน้ำไหล ฯลฯ
ซึ่งมีคลื่นเสียงใกล้กับคลื่น แองฝ่าของสมอง ทำให้เกิดสมาธิ ผ่อนคลาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน และ ใช้ในการบำบัดได้
ตอนนี้เป็นบทความที่เกี่ยวกับเรื่องคลื่นเสียงของคุณหมอวิจิตรฯค่ะ
คลื่นเสียงมี 2 ลักษณะ คือ
1. ความถี่ ( frequency ) = จำนวนของช่วงคลื่นในเวลา 1 นาที
หน่วยความถี่ = Herth ( Hz )
เสียงที่คนรับรู้ได้อยู่ในช่วง 20 – 20,000 Hz
2. ความสูง ( amplitude ) = ความดัง
หน่วยความดัง = เดซิเบล
ความช้าเร็วของจังหวะดนตรีอยู่ระหว่าง 50 – 120 BPM ( Beat Perminute )
อัตราความเร็วที่จังหวะที่ฟังแล้วรู้สึกสบายอยู่ระหว่าง 60 – 80 BPM
คลื่นเสียงดนตรีที่มีอิทธิพลกระตุ้นสมองส่วนต่างๆ
1. ดนตรีประเภทเบส เครื่องเคาะจังหวะ กระตุ้นก้านสมองและไขสันหลัง
2. ดนตรีประเภทเครื่องเป่า เครื่องสาย กระตุ้นสมองส่วนอารมณ์ ( limbic system )
3. ดนตรีประเภทเครื่องสาย เสียงสูง พิณ ออร์แกน ระฆัง กระตุ้น neo - cortex
เสียงเปียโน = กระตุ้นสมองทุกส่วน เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นโน้ตได้ครั้งละหลายๆ ตัว
เรื่องของคลื่นสมอง
เซลล์สมองมีประมาณ 1 แสนล้านเซลล์ แต่ละเซลล์
สร้างกระแสไฟฟ้าเล็กๆ ขึ้นซึ่งรวมกัน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ คลื่นสมอง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของจิตใจ
1. เคลต้า ( 1 – 4 รอบ / วินาที ) = ภาวะหลับลึก
2. เทตร้า ( 4 – 7 รอบ / วินาที ) = ภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ทำให้เกิด
ความคิดสร้างสรรค์ , การหยั่งรู้ (insight )
3. แอลฟ่า ( 8 – 12 รอบ / วินาที ) = ภาวะร่างกายจิตใจสงบผ่อนคลายเป็นภาวะที่ เหมาะสมกับการเรียนรู้ รับข้อมูล
4. เบต้า ( 12 – 25 รอบ / วินาที ) = ภาวะตื่นตัวมาก เช่น ทำกิจกรรม เล่นกีฬา
o ขณะที่เราสบายใจ อามรณ์ดี จะมีคลื่นสมองต่ำ ทำให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้รวดเร็ว
การทำสมาธิจึงถูกนำมาใช้ฝึกให้คลื่นสมองต่ำ
เพียงแต่เปิดเพลงเบาๆ เสียงต่างๆ ผ่านอวัยวะมีรูปร่างคล้ายก้นหอย ( cochlesr ) ในหู
ภายในนั้นมีเซลล์ประสารทรับรู้เสียง ประมาณ 30,000 ตัว คอยแยกแยะความถี่ของคลื่นเสียง และส่งข้อมูลไปยังก้านสมอง ต่อไปยังศูนย์ข้อมูลที่เปลือกสมอง ((auditory cortex )
และยังมีส่วนสมองเกี่ยวกับเสียงอีก 12 ส่วนกระจายอยู่ในเปลือกสมอง ทั้ง 2 ซีกทำงานประสานกันเมื่อได้ยินเสียงดนตรี
สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์
ตัวเองเป็นคนชอบคณิตศาสตร์มาก ทำได้ดีพอควร ส่วนเรื่องเครื่องดนตรีนั้นเล่นอะไรแบบนักดนตรีไม่ได้สักอย่าง แต่ที่ทำได้ดี(กว่า)คือร้องเพลง เป็นคนที่ฟังเพลงแล้วจับได้ว่าเพี้ยนหรือไม่เพี้ยน ใครร้อง/เล่นดนตรีตรงคีย์หรือไม่ แต่แบบนี้คงไม่ใช่ perfect pitch
ตอนเด็กๆ พ่อแม่เคยให้เรียนกีตาร์ คีย์บอร์ด แต่ก็เอาดีไม่ได้สักอย่าง ดูตัวโน็ตเป็นแต่ transcribe ได้ช้า คงเป็นเพราะไม่ได้ฝึกเนี่ยแหละค่ะ ^ ^
แลกเปลี่ยนเล่าให้ฟังค่ะ ^ ^
ตามมาจากokaynation มาอ่าน ได้ความรู้ดีมาก ไม่รู้มาก่อนเลย และขอบคุณที่ไปเยี่ยมและอ่านที่บล็อกผม
Sasinanda
บันทึกนี้ น่าสนใจยิ่งสำหรับอาตมา เพราะตอนเด็กๆ ชอบคณิตศาสตร์ แม้พยายามหัดดนตรีอยู่บ้าง ก็ไปไม่ถึงไหน (คงทำนองเดียวกับอาจารย์ กมลวัลย์ ... แต่อาตมาร้องเพลงก็ไม่เป็น ตอนวัยรุ่น เมื่อถูกบังคับให้ออกกลางที่ประชุมชน มักจะขออนุญาตเปลี่ยนจากร้องเพลงเป็นเล่านิทานแทน...)
ตามที่คุณโยมว่ามาและความเห็นอื่นๆ... นับว่ายังชี้ชัดไม่ได้ว่า อย่างไหนเป็นเหตุหรือเป็นผลกันแน่... ทำให้อาตมานึกถึงคาถาหนึ่งในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า
เมื่อถือเอาตามนัยนี้ การที่เราจะถือว่า ความสามารถทางคณิตศาสตร์มีสาเหตุมาจากความสามารถทางดนตรี จึงอาจเลือนลอยเกินไป... เพราะอันที่จริง ความสามารถทางคณิตศาสตร์อาจมาจากสาเหตุหลายอย่าง และความสามารถทางดนตรีก็อาจเป็นสาเหตุของอะไรๆ อีกหลายอย่าง... ประมาณนี้
เจริญพร
สวัสดีค่ะ คุณพี่ศศินันท์
คิดว่าดนตรีน่าสัมพันธ์กับคณิตศาสตร์ เพราะมีตัวอย่างของครอบครัวที่นี่ ซึ่งเก่งคณิตศาสตร์และยังเก่งดนตรีอีกด้วย ซึ่งก็ไม่เคยนึกถึง นำมาคิดจับคู่กัน เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากค่ะ ขอบคุณค่ะ