สวัสดีค่ะ คุณเพชรน้อย
ดีใจที่มาเยี่ยมค่ะ และที่บอกว่า....คนเป็นแม่ส่วนใหญ่ปรารถนาให้ลูกเป็นคนเก่ง ย่อมพัฒนาตามเขาว่า เขาเห็น เขาทดลอง ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ
นั่นคือสิ่งที่ คนเป็นแม่ทุกคนคิดและทำเพื่อลูกค่ะ
ดิฉันเอง ให้ลูกเรียนดนตรีตั้งแต่ 5 ขวบเศษ พร้อมๆลูกพี่ลูกน้องของเขา ซึ่งพี่ใหญ่นำทีมคือ ดร.จิรเดชฯ ในปัจจุบัน
หลานชายคนที่มีพรสวรรค์ทางดนตรีมากๆ ที่กล่าวถึงในบันทึก น่ะค่ะ เล่านิดนึงว่า เขาไปประกวดเล่นดนตรีที่ต่างประเทศ ได้รางวัลเสียจน เขาห้ามเข้าประกวดอีก เสียใจใหญ่ เหมือนนักมวยไม่ได้ขึ้นเวที ไม่สนุกเลย แต่พอไปอยู่ต่างประเทศ สนุกมาก ได้เล่นตลอด
ไปเรียนต่างประเทศ มีรายได้เอง พ่อแม่ ไม่ต้องส่งเงินเลย เพราะที่อเมริกา อาชีพนักดนตรีรุ่งเรื่องกว่าบ้านเรามาก
แต่ถ้า ถามว่า เด็กหัวสมองดีขึ้นไหม ดิฉันตอบไม่ได้เต็มปากค่ะ เพราะลูกชายชอบเรียนคณิตศาสตร์อยู่แล้ว ถึงไม่เรียนดนตรี ก็น่าจะยังเรียนได้ดีอยู่
แต่ที่แน่ๆคือ ทำให้มีสมาธิมากขึ้น การเคลื่อนไหวนิ้วมือรวดเร็วคล่องแคล่ว สมองซีกซ้ายขวา ทำงานเร็ว และสัมพันธ์กันดี เขาเล่นเปียโนค่ะ และความจำดี เพราะเล่นโดยไม่ดูโน้ตได้เป็นเพลงๆเลย
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า พอเข้ามหาวิทยาลัย เด็กจะไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นดนตรีบ่อยๆแล้ว เพราะไม่มีเวลาซ้อมเลย พอไปต่อเพลงกับครู ก็โดนต่อว่าทุกที เลยราข้อกันไปหมด แค่เล่นเวลาว่างๆเท่านั้นค่ะ
แล้วเรื่องดนตรี พอไม่ได้เล่นนานๆ นิ้วจะแข็ง แต่ไม่ลืมโน้ตค่ะ และยังชอบเพลงอย่างสม่ำเสมอมาจนบัดนี้ค่ะ