
โลกนิติคำโคลง
จระเข้
คับน่านน้ำ
ไฉนหา..ภักษ์เฮย
รถใหญ่
กว่ารัถยา
ยากแท้
เสือใหญ่ กว่า
วนา
ไฉนอยู่..ได้แฮ
เรือเขื่องคับชเลแล้
แล่นโล้ไปไหน
จระเข้ ใหญ่กว่าคลอง
จะหาอาหารที่ไหนกิน
รถใหญ่กว่าถนน จะขับไปมาก็ยากลำบาก
เสือใหญ่กว่าป่า หมายถึงทำตัวเกเร ออกมากินคน คงจะอยู่ได้ไม่นาน
เรือใหญ่ๆ คับทะเล จะแล่นไปไหนก็ลำบาก
หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งก็จะพบว่า
จระเข้+เสือ/สิงห์ คือสัญลักษณ์ของ ข้าราชการ ที่บ้าอำนาจ+โกงกิน
และเมื่อข้าราชการหากบ้าอำนาจ+โกงกิน
ก็จะไม่มีแผ่นดินแผ่นน้ำที่จะอยู่อาศัย สำหรับ รถ+เรือ
คือสัญลักษณ์ของ กริยาท่าทาง +การใช้อำนาจในทางที่มิชอบนั่นเอง
โคลงโลกนิติบทนี้ ขยายความด้วยกลอน เพลงยาวว่าพระมหาเทพ (ทองปาน) ดังนี้
เขาชมบุญ
เรียกเจ้าคุณ ราชามาตย์
แต่ร้ายกาจ เกือบยักษ์ มักสัน
ลงนั่ง ยังนาวา
เหมือนชาละวัน
ขึ้นบก ตกมัน
เหมือนสิงห์ทอง
..................................................................................................
ถนนกว้าง สี่วา
มาไม่ได้
กีดหัวไหล่ ไกวแขน ให้ขัดข้อง
พวกหัวไม้ เหนกลัว
หนังหัวพอง ยกสอง
มือกราบ อก ราบดิน
จะเห็นได้ว่าคนโบราณเปรียบเทียบข้าราชการที่บ้าอำนาจ
ว่า ยามลงนั่งบนเรือดูฮึกเหิมเหมือน จระเข้ ยามขึ้นบนบก ดูฮึกเหิมเหมือน
เสือ/สิงห์ ถนนกว้างสี่วา ก็คับแคบ ไม่พอให้สัญจรเดินทาง
(อีกหน่อยก็จะไม่มีแผ่นดินแผ่นน้ำให้อาศัย
เพราะใหญ่จนคับที่)
เพลงยาวว่าพระมหาเทพ (ทองปาน)
ซึ่งมีลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์นี้ มีผู้ลอบนำมาปิดไว้ ณ
ที่ทำการของพระมหาเทพ เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็น จมื่นราชามาตย์ ปลัดกรมพระตำรวจในซ้าย ในรัชกาลที่ ๓
โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้แต่งเพลงยาวนี้คือ พระมหามนตรี (ทรัพย์) ปลัดกรมพระตำรวจในขวา นั่นเอง
ข้อความเป็นเพลงยาว นี้ได้รับการพิมพ์ลงในหนังสือ วชิรญาณวิเศษ (พิมพ์โดยคงรูปอักษรวิบัติ)
มีความว่า
มิเสียที ที่เขามี
วาศนา
แต่ เหนๆ ได้เป็น
ขุนนางมา
ไม่เหมือน ราชามาตย์
ในชาตินี้
ประกอบหมด ยศศักดิ์
แลทรัพย์สิน
เจ๊กจีน กลัวกว่า ราชาเสรษฐี
เมื่อชาติก่อน
ได้พร
ของหลวงชี
จึงมั่งมี
ดูอัศจรรย์ครัน
เขาชมบุญ เรียกเจ้าคุณ
ราชามาตย์
แต่ร้ายกาจ เกือบยักษ์ มักสัน
ลงนั่ง ยังนาวา
เหมือนชาละวัน ขึ้นบก
ตกมัน เหมือนสิงห์ทอง
จะเข้าวัง ตั้งโห่
เสียสามหน
ตรวจพล อึกทึก กึกก้อง
ห่อผ้า กาน้ำ
มีพานรอง
หอก สมุด ชุดกล้อง ร่มค้างคาว
นุ่งปูม เขมรใหม่
วิไลเหลือ
สวมเสื้อ ได้ประทาน ห่มส่านขาว
ลงจาก หอ กลาง
หางหงส์ยาว
เมียชมว่า งามราว กับนายโรง
(สมัยก่อนที่ยังไม่มีระบบบำเหน็จความดีความชอบด้วย
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ข้าราชการ จะได้รับพระราชทาน ห่อผ้ากาน้ำ
พานทอง หอก สมุด ชุดกล้อง/ยาสูบ ร่มค้างคาว เรือกัญญา
ฯลฯ จากพระเจ้าแผ่นดิน
สิ่งของเหล่านี้จึงใช้นำมาอวดกันในหมู่ข้าราชการ )
ช่างหมดจด งดงาม
ถึงสามอย่าง
จะไว้วาง กิริยา ก็อ่าโถง
แต่ใจโต กว่าตับ
คับซี่โครง
เมื่อเดินโคลง โยกย้าย หลายทำนอง
ถนนกว้าง สี่วา
มาไม่ได้
กีดหัวไหล่ ไกวแขน ให้ขัดข้อง
พวกหัวไม้ เหนกลัว
หนังหัวพอง
ยกสอง มือกราบ อก ราบดิน
ด้วยอำนาจ ราชศักดิ์
นั้นหนักหนา
ถ้าเข้า(ขื่อ)คา แล้วแต่ล้วน เปนสัตย์สิ้น
มีทหาร ชาญชัย
ใจทมิฬ
ดังจะกิน เนื้อมนุษย์ สุดภิภพ
"ไชยภักดี" ว่าที่
ขุนต่างใจ
ทั้งนอกใน ไว้เวร ก็เจนจบ
"ศรีสังหาร" พนักงาน
การ(จอง)จำคบ (ขื่อคาคบไม้)
"แสนใจรบ" รับเรียก ค่า
ฤชา
ทั้งสามนาย ยอมตาย
ในใต้เท้า
มิเสียที มีบ่าว คราววาศนา
เคยเชื่อใจ ไว้วาง
ต่างหูตา
รู้อัทธยา อาไศรย น้ำใจนาย
หยุดที่ทิม กรมวัง
นั่งสูบกล้อง
ดูทำนอง กรุ้งกริ้ง หยิ่งใจหาย
พวกลูกความ ตามหมอบ เที่ยวยอบกาย
กลัวกว่า พระยานาย บ้านเมืองดี
หมอจีน ดูไว้
ในตำรา
ดวงชะตา ขึ้นเมษ ราษี
คงจะถึง (เจ้าพระยา) พานทอง
ในสองปี ถ้าเต็มที ผิดคาด
ราชรองเมือง
ข่าวนอก พูดกัน
ขันเต็มที
ว่ากลางคืน รัศมี สีเนื้อเหลือง
ดูในเรือน เหมือนแสง
แมงคาเรือง คนฦาเลื่อง
พูดมาก ปากวัดวา
พระยา บำเรอบริรักษ์
ได้ซักถาม
ว่าเดิมความ โด่งดัง ขึ้นวังน่า
สมภาร วัดลิงขบ
คบภรรยา
ไปพูดจา กันที่วัด น่าอัศจรรย์
ครั้นพิเคราะห์ ดูความ
เหนงามแน่
จนชาวแพ โลงเล่า เหล่าบางยี่ขัน
ต่างนิยม ชมชื่น
ตื่นกันครัน
ว่าเหมือนพระ พิมพ์สวรรค์ ผู้รุ่งฟ้า
"วัดลิงขบ" เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกัน ชื่อทางราชการคือ "วัดบวรมงคล" เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชั้นราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี ใกล้กับโรงงานสุราบางยี่ขัน ท้องที่บางพลัด กทม. ในแผ่นดินของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีชาวรามัญ (มอญ) อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารมาก และมีพระสงฆ์ติดตามมาด้วยล้นเกล้าฯ จึงทรงกำหนดสถานที่ให้อยู่เป็นที่ๆ รวมทั้งบริเวณ วัดลิงขบ นี้ด้วย ต่อมาสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ (พระเจ้าน้องยาเธอ ในรัชกาลที่ ๒) ได้ทรงสถาปนา วัดลิงขบ นี้เป็นพระอารามหลวง แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดบวรมงคล
ช่างสมบุญ ทั้งเจ้าคุณ
ผู้หญิงใหญ่
งามลักษณะ วิไล ดั่งเลขา
งามละม้าย คล้ายแสง
สุริยา
เทวดา ดลใจ จึงได้กัน
หม่อมชาว สุรินทร์ ชื่อศิลลา เปนเทือกเถา
เหล่าพระยา กุขัน
หม่อมทับทิม ที่ต้องเลือก
เทือกรามัญ
หม่อมลูกจันทร์ เปนลาว
ชาวอัดตะปือ
ตกลงมา อยู่กรุง
พุงโลป่อง
แต่ลงท้อง ตาลอย อยู่น้อยหรือ
รอดด้วยยา เข้าอึ่ง
กับกิ้งกือ
พึ่งจะรื้อ จากไข้ ได้สามเดือน
ซื่อสัตย์ สุจริต
สนิทสนม
คุณชายชม นักหนา หาไม่เหมือน
โปรดให้เปน ที่สอง
รองแม่เรือน
ได้ตักเตือน ดูแล แม่น้อยๆ
ให้คลานศอก คลานเข่า
เคล่าคล่อง
ถูกทำนอง นางใน ไว้ใช้สอย
(ตีเสมอเจ้า ด้วยการให้คนรับใช้
คลานศอกคลานเข่าเข้าหา)
พนักงาน
ของใคร
ก็ใครคอย
ได้ระเบียบ เรียบร้อย ทั้งถ้อยคำ
เวลา เจ้าคุณ
ออกจากเฝ้า
ให้ร้องเรื่อง อิเหนา เมื่อเข้าถ้ำ
ฝ่ายหม่อม ที่คะนอง
ร้องลำๆ
จนท้องน้ำ เลื่องฦา ระบือชา
นั่งอวด **สม**เสีย
ให้เมียกลัว
เกิดเปนตัว กูนี้ มีวาศนา
สมในที่นี้คือ “ผ้าสมปัก” เป็นผ้าทางราชการ
ยศก็ดีสังกัดก็ดีสังเกตได้จากผ้าสี โดยปกติไม่นุ่งกัน
นอกจากเข้าเฝ้าหรือตามเสด็จพระราชดำเนิน แม้แต่นุ่งจาก
บ้านจะเข้าวังก็ใช้ผ้าอื่นนุ่งมาก่อน สมปักให้ทนาย (พลทหาร) ถือตามมานุ่งในวัง
โปรดดูเพิ่มเติมได้ที่ เวปไซต์ กองบัญชาการทหารสูงสุด http://web.schq.mi.th/~afed/history_www/bbb4-7.htm
นั่งอวด **สม**เสีย
ให้เมียกลัว หมายความว่า
แต่งเครื่องแบบตำรวจ นั่งอวดเมีย นั่นเอง
สวัสดดีค่ะ
- ดีใจจังที่ครูพิสูจน์กับครูพรรณาโคจรมาใกล้กัน
- ครูพรรณา แอบไปชม bloggang ของคุณกวินทรากรมาแล้ว
- น่าชื่นชมมาก
- จะให้ดีช่วยย้ายมาอวดที่ G2k ด้วยนะคะ
สวัสดีครับอาจารย์
พรรณา บทความเก่าๆ ใกล้หมดแล้วครับ ตอนนี้กำลังจะเขียนใหม่
ไม่มีอะไรใต้ดวงตะวันที่ตำรวจไทยทำไม่ได้
เคยได้ยินมาบ้างไม่ทราบว่าถูกหรือเปล่านะคะ วีรบุรุษนาแกถูกปลดออกจากราชการไปจริงๆเมื่อวัน 2 วันก่อน
แต่ปัจจุบันบางสิ่งเปลี่ยนไปบ้างแล้วนะคะ เดี๋ยวนี้บางคนเค้าก็ว่าสิบพระยาเลี้ยงก็ไม่อิ่มหมีพีมันเท่ากับการเป็นขี้ข้าของนักการเมืองแล้วค่ะ พวกศักดินาข้าราชการเองก็ต้องเกาะนักการเมืองท้องถิ่นกลุ่มทุนอุปถัมภ์กันทั้งนั้นด้วยค่ะ ประชาชนทำตาปริบๆหวานต้องอมขมต้องกลืน เอื้อกๆๆ อิ อิ
ขอบคุณมากค่ะคุณกวิน ได้ความรู้เพิ่มเติมได้ฟังเพลงเพราะๆด้วยค่ะ
สุดยอดของข้อมูล