บันทึกจริยธรรมสัญจร (ตอนจบ)
ทีนี้ก็ถึงวันที่ต้องไปทำกิจกรรมซะที วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 7.00 น. ล้อหมุน แต่นั่นแหละ เลื่อนไปอีกครึ่งชั่วโมงเพราะเราเป็นคนไทยแท้แน่นอนครับ งานครั้งนี้ผมได้แขกที่สำคัญไปด้วยกันหลายคนมากเป็นประวัติการณ์ อ.วีระพล ท่านเป็นหัวหน้าภาควิชา อ.วิศิษฐ์และครอบครัว (ท่านนี้ surprise ที่สุด) อ.อุ่นใจ อ.เรืองศักดิ์และครอบครัว (ท่านนี้ผมใช้วิธีเชิญท่านไปเป็นวิทยากร) อ.พี่จิน อ.พี่หน่วยและอ.สุภมัย พี่เปิ้ลและครอบครัว อ.ชัชปวิตรและอ.พี่หลิง อ.กระแต อ.สกลและอ.เพ็นนี อ.อานนท์ นอกจากนี้ยังได้เชิญคุณหมอศันสนีย์หรือน้องจอยลูกผู้ว่าฯมาร่วมงานอีกครั้ง เพราะเขาจบออกไปทำงานที่โรงพยาบาลมหาราช นครศรีฯ ประมาณ 1 ปีมาแล้ว เขามาพร้อมกับคุณหมอผึ้ง รุ่นน้องที่จบบอร์ดมาจากรามาฯมาใหม่ๆสดๆให้มาร่วมงานกัน แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้านจำนวน 19 คนต้องไปทุกคน เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน พยาบาลไปได้ 8 คน ผมยังได้เชิญพี่สุกุญญา หัวหน้างานสิทธิประโยชน์ของโรงพยาบาลผมไปเป็นวิทยากรด้วย และที่วางแผนมานานก็คือพี่โอ๋ อโณทัย คนดังแห่ง gotoknow มาช่วยเป็นวิทยากรเรื่องการจัดการความรู้ผ่าน website มาเล่าเรื่องราวให้ฟังด้วย และยังมีกลุ่มสนับสนุนของผมก็คือ เจ้าหน้าที่ธุรการภาควิชา ซึ่งนี่จะเป็นโอกาสหนึ่งที่เขาจะได้เดินทางไปพักผ่อนไปด้วย (นี่เป็นแผนเบื้องลึกส่วนตัวของผมเอง) รวมๆแล้วก็ 70 กว่าชีวิตบน 2 คันรถ Scannia ใหม่เอี่ยมของคณะแพทย์
ราวๆ 11 โมงครึ่งเราก็มาถึงโรงแรม ดื่มน้ำมะตูมเย็นๆพอชื่นใจแล้วก็รับกุญแจห้อง ไปกินข้าวเที่ยง แล้วเข้าห้องประชุมทันที
ผมเริ่มด้วยกิจกรรมแก้ง่วง เราเดินทางใช้เวลา 4ชั่วโมง เหนื่อยกำลังดี กินข้าวอิ่ม (ไปนิด) ง่วงกำลังได้ที่ พี่แอน พี่อูฐ พี่เสรีและทีมงานก็มาชวนเราเล่นกันในที่ร่ม งานนี้สนุกมาก เพราะว่าเราไม่เคยเห็นอาจารย์วิศิษฐ์เต้นรำ นวดลูกศิษย์ ส่ายสะโพก เจ๊จินยังหัวเราะดังลั่นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน พี่หน่วยเป็นลม เพราะถูกหมุนตัว 2 รอบ เหงื่อออกพลั่ก เธอบอกว่า เมารถอยู่ก่อนแล้ว ถูกให้เต้นๆหมุนๆเลยวูบ ฮา (เอ๊ะ ทำไมจึงฮากันไอ้พวกนี้ อาจารย์เป็นลมนะเฟ้ย!! เอิ๊ก) เกือบชั่วโมงผ่านไปทุกคนก็ตื่นสนิท
เริ่มต้นการบรรยายด้วยอาจารย์วีระพล ท่านบรรยายเรื่องการสื่อสารในภาพรวม เรามีเบื้องหลังเล็กน้อย นั่นคือ ก่อนหน้านี้ ผมวางแผนให้อ.สุธรรมมาพูดเพราะความคิดรวบยอดของงานประชุมนี้ผมได้ไอเดียมาจากท่าน แต่ท่านเกิดไม่ว่างขึ้นมาเสียนี่ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง อ.วีระพลก็เลยเสนอขึ้นมาว่า "เอางี้ธนพันธ์ ผมขอเป็น last minute.com ก็แล้วกัน" ทำให้ผมโล่งใจไปเลย เพราะว่าอาจารย์ท่านอุตส่าห์ไปเตรียมการพูด ไปนั่งทำสไลด์ ท่านบอกว่า ยิ่งทำยิ่งสนุก ผมก็เลยสบายใจ เนื้อหาที่อาจารย์ได้บรรยายนั้นมีความรู้และสนุกตามสไตล์อ.วีนั่นแหละ อาจารย์ได้เน้นถึงความแตกต่างระหว่า debate และ dialogue วาทะเด็ดที่ได้มาก็คือ "conference ในภาควอชาของเรานั้น มันมักจะเป็นการ debate อาจารย์เปรียบเสมือนหนึ่งหมาป่าไฮยีน่าที่คอยเฝ้าขม้ำเหยื่อ" เมื่อมองเห็นภาพบรรยากาศ conference เหล่านั้น เราก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ผมเป็นคนต่อมาที่นำเสนอ "สุธรรมโพล" ตามด้วยพี่โอ๋มาพูดเรื่องการจัดการความรู้ใน gotoknow งานนี้ท่านเตรียมของที่ระลึกมาแจกผู้ที่ตั้งใจฟังแล้วตอบปัญหาถูก และเมื่อจบก็ถึงเวลาของแรลลี่
รายละเอียดของการจัดแรลลี่นั้นคงเขียนเล่าได้ลำบาก แต่โดยภาพกว้างแล้วนั้น เราถูกแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม อาจารย์และลูกศิษย์อยู่รวมกัน แต่ละกลุ่มต้องมีชื่อกลุ่ม ท่าประจำกลุ่ม แล้วก็เดินออกไปหา RC เข้าฐานเพื่อเล่นเกมเก็บคะแนน ว่าด้วย RC นั้นแสนจะปวดหัว เพราะหายากบ้าง ง่ายบ้าง คำถามกวนบ้าง จริงจังบ้าง เช่น ตาของชิลเดอร์เรลล่าชื่ออะไร ซุปอะไรมีสารอาหารอยู่มากที่สุด วิสัยทัศน์ของภาคสูติฯม.อ.คืออะไร (ตอบได้อยู่ทีมเดียว ก็คือทีมที่มีพี่เอี้ยงอยู่) เป็นต้น บรรดาครอบครัวผู้ติดตามที่เคารพนั้นต่างก็พากันไปลงสระกันตั้งแต่ 4 โมงเย็นเห็นจะได้ โรงแรมนี้เขามีสระว่ายน้ำ 2 แห่ง สระใหญ่นั้นพวกอาจารย์และครอบครัวลงเล่น สระเล็กอยู่อีกด้วนหนึ่ง ลับตากว่า สงบกว่า อยู่ติดห้องพักเลย บรรดาลูกศิษย์เขาลงที่นี่กัน แบบว่าลูกทุ่งมาก เพราะเธอลงกันทั้งชุดแรลลี่อาบเหงื่อกันเลยเชียว ได้ข่าวว่าเสียงดังโหวกเหวงเหมือนลงน้ำคลองยังไงยังงั้น
มื้อเย็นก็จัดงานเลี้ยงกันในห้องอาหารของโรงแรมนั่นเอง งานนี้คุณนายท่านผู้ว่า (ที่มีลูกสาวมาอยู่กับเราด้วยนั่นแหละ) ได้กรุณาส่งมังคุดคัดมาพร้อมด้วยปูสดมาให้นึ่งกินกัน (เช่นเคย) กินกันอิ่มหนำ ประกาศผลการแข่งแรลลี่เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน แต่เหล่าบรรดาลูกศิษย์เขายังอยู่ร้องเพลงคาราโอเกะกันต่ออีกนาน งานนี้แม่ของพี่หลิงถามว่า พวกหมอเด็กๆนี่เขาเครียดกันมากเลยเหรอ เห็นมาปลดปล่อยกันเต็มที่เชียว ที่พูดแบบนี้ เพราะท่านเห็นว่าน้องๆเขาร้องเพลงบ้าง ส่วนสาวๆก็เต้นอยู่ข้างหลังกลุ่มหนึ่ง เขาเต้นกันแบบบนเวทีคอนเสริตน่ะ ส่วนพวกพี่ๆธุรการหลบหายไปตั้งแต่หัววัน เพราะว่าเขามีนัดกันนั่งเป็นวง (ฮา)
ถ้าจะถามว่าใครโชคดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นผม (ฮา) มันมีอะไรเหรอ
ดึกดื่นคืนนั้นผมยังไม่ง่วง เลยออกมานอกระเบียงห้องนอนเพื่อสูดอากาศและฟังเสียงทะเล พลันสายตาผมก็ไปสะดุดอยู่ที่ริมสระน้ำ ผมเห็นแหม่ม 2 สาวใส่ชุดสีดำ หุ่นดี เพรียวบาง เขากำลังให้ผู้ชาย 2 คนถ่ายรูป ก็ไม่น่ามีอะไร แต่เอ๊ะ ทำไมชอบยกเปิดกระโปรงถ่ายรูปจัง หันหน้าบ้างหันหลังบ้าง ว่าแล้วผมก็ไม่กล้ายืนดูนาน กลัวว่าเขาจะเห็นเรา อิ อิ แต่ผมก็กลับเข้าไปในห้อง ปิดไฟ แล้วเปิดม่านดู (ฮา) เพราะเขาเดินมาข้างห้องผมแล้วถ่ายกันอีกนานเลย (เอิ๊ก อีกรอบ)
เช้าวันอาทิตย์ ฝนตกหนักตั้งแต่เมื่อคืนต่อเนื่องมาจนเช้า ลูกสาวผมโวยวายใหญ่เพราะว่าเธออยากว่ายน้ำในสระอีกรอบ แต่ไม่เป็นไร เล่นน้ำให้ห้องก็พอไปได้น่า
เช้าวันนี้เป็นเรื่องของ dialogue ล้วนๆ อ.อานนท์เริ่มด้วยการบรรยายเรื่องหลักการ เหมือนเดิมครับ ท่านนี้มักมาด้วยสไลด์สวยๆ ไฮเทคมากๆ ท่านชอบนำเสนอด้วยโปรแกรม flash ภาพที่เคลื่อนไหวแต่ละภาพมันสามารถสื่อความหมายได้มากทีเดียว ตามมาด้วยการแบ่งกลุ่มผู้ร่วมสัมมนาออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อมานั่งคุยกันแบบ "สุนทรียสนทนา" เราแบ่งเป็น 3 กลุ่มเพื่อพยายามจับประเด็นที่เป็นปัญหามาคุย กลุ่มแรกชื่อกลุ่มว่า "ตามทำไม" เราจับประเด็นเรื่องความขัดแย้งที่หมอกับพยาบาลเกิดกันบ่อยก็คือการรายงานเรื่องผู้ป่วย อันนี้ส่วนหนึ่งเอามาจากการสำรวจมาก่อนหน้านี้นั่นเอง กลุ่มที่ 2 ชื่อว่า "คนไข้กลับบ้าน" เรื่องมันมีอยู่ว่า คนไข้ต้องการกลับบ้านและมาต่อรองกับหมอแล้ว หมออนุญาต แต่เมื่อหมอไป คนไข้ก็มาต่อรองกับพยาบาลว่าจะขอเลื่อนออกไปอีก เพราะเขาจัดงานแต่งงานให้ลูกสาวคนเดียวของเขา พยาบาลเลยรายงานอาจารย์ ซึ่งอาจารย์อนุญาต เมื่อหมอใช้ทุนรู้ เขาเลยโกรธ เราจับเขามาอยู่กลุ่มเดียวกันด้วยความตั้งใจเลย (นี่เป็นกุศโลบายของสุนทรียสนทนาครับ) กลุ่มสุดท้ายชื่อว่า "order ทางคอม" เรื่องนี้ให้เขาคุยกันเรื่องความขัดแย้งทางความคิดในการสั่งการรักษาทางโทรศัพท์บ้าง ทางคอมพิวเตอร์บ้าง
ก็ได้ข้อคิดมากมาย ผมชอบคำพูดของอ.สุภมัย เรื่องความหงุดหงิดขณะอยู่เวรได้ว่า "เมื่อเราอยู่เวร อย่าคิดว่าได้นอนเลย เมื่อเราคิดได้ว่าไม่ต้องนอน ก็ขอให้ทำงานอย่างเดียว ทำงานไปเถอะ ทำไปเรื่อยๆ ความทุกข์ก็ไม่เกิด" ท่านยังยกตัวอย่างชีวิตของท่านที่พยายามกินมังสวิรัติ ช่วงแรกๆท่านต้องใช้ความพยายามมาก ขนาดที่ว่าเห็นเนื้อสัตว์แล้วน้ำลายไหลออกมาเลย ผ่านไปได้ปีเดียวความอดทนที่แสนสาหัสก็ได้ผล มันกลายเป็นเหม็นเนื้อสัตว์แทน ถึงตรงนี้อ.สกลก็บอกว่า เมื่อเราเข้าใจว่าเราคือหมอ ชีวิตเราคือหมอ เมื่อคิดได้ดังนี้ ชีวิตที่เหลือก็เป็นการใช้ชีวิต โอ้โห ผมนี่ซาบซึ้งมาก ชีวิตที่เหลือก็คือการใช้ชีวิตเท่านั้นเอง สุดยอด...
ผมเริ่มไม่สบายในช่วงเวลาของการคุยกันนี้นี่เอง ท้องเสียครั้งแรกและเกิดอาการแน่นท้องอยู่ตลอด แน่นไปจนถึงช่วงที่ต้องกินข้าวเที่ยง กินไม่ลง
เรากลับบ้านกันตอนบ่ายโมงครึ่ง ฝนตกหนักมาตลอดทางตั้งแต่ขนอมมาจนถึงพัทลุง เด็กๆบนรถเริ่มรู้จักกันก็มาสนุกกัน คุณเชอร์รี่ลูกสาวของอ.เรืองศักดิ์ก็มาเป็นหัวโจกในการกินลูกอมและเคี้ยวหมากฝรั่ง "สุนทรียโภชนา" จริงๆ น้องพัฒน์ลูกชายอ.วิศิษฐ์เพิ่งมาเจอกันครั้งแรกก็มาร่วมสนุกในเกมคิดเลข ท่องศัพท์ เสียงดังทั่วรถน่าเอ็นดู น่าสงสารบรรดาคนสูงอายุ ที่ต้องคอยดูห้องน้ำตลอดเวลา เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของคณะที่ซื้อรถที่ไม่มีห้องน้ำมาใช้ ทั้งๆที่รู้ว่า คณะของเรามีคนสูงอายุมากพอประมาณ คนเหล่านี้ฉี่บ่อยใครๆก็รู้ จึงเป็นปัญหาในการต้องหาสถานที่จอดรถเพื่อเติมน้ำมันและปัสสาวะบ่อยเชียว ใครที่เป็นผู้บริหารควรรู้ไว้นะคร๊าบ
ถึงบ้านโดนปลอดภัยเวลา 5 โมงครึ่ง แยกย้ายจากกันด้วยความสุข สวัสดีครับ
ปัจฉิมลิขิต คงมีเพียงผมกระมัง ที่ท้องเสียออกมาร่วม 10 ครั้ง แต่ละครั้งเป็นน้ำล้วนๆ เล่นเอาซูบ ต้องหยุดงานไป 1 วัน แทบตาย สงสัยพระเจ้าลงโทษ ไปแอบดูเขาถ่ายแบบนู้ดนั่นเอง ฮา
อาจารย์ขจิตรูปงามครับ
วันอาทิตย์ 10 กว่าหน วันจันทร์ต้องหยุดงาน
วันอังคารผ่าตัดไป ตดไป
วันพุธ พฤหัส ไปเชียงราย
วันศุกร์ไปกรุงเทพฯ
ถึงบ้านแล้ว สบายท้องแล้วครับ
เกือบตาย
อ.แป๊ะสุดยอดมากๆค่ะ บรรยายได้ละเอียดทุกช็อตเลย ขอปั๊มตรา รับรองความถูกต้องให้เลยค่ะ นี่ขนาดไม่เห็นจดอะไรเลยสักกะนิด เพราะมือไม่เคยว่างเลย 90% จะต้องมีสาวน้อยเกาะอยู่ติดตัว ไว้จะโหลดภาพมาฝากที่บันทึกนี้ค่ะ
อ.แป๊ะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์มากจนนาทีสุดท้ายที่แยกย้ายกันออกจากรถเมื่อถึงรพ.เลยค่ะทั้งๆที่ตัวเองไม่สบาย ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ใครรู้มากมาย ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมจึงเป็นหัวจักรสำคัญ พี่โอ๋เองมักจะเข็ดกับการเดินทางไกลๆ ช่วงที่มีแรลลี่พี่โอ๋ก็สลบคาห้องไปโดยไม่รู้ตัวจนพี่สุกุญญาเข้ามาเลยค่ะ น้องฟุงนั้นออกไปช่วยพี่ๆหมอเล่น RC เข้ามาเล่าจนแม่หูชาทีเดียว แถมมาลากไปเป็นเพื่อนที่สระเล็ก น้องฟุงลงไปลุยกับเขาทั้งชุดด้วยเหมือนกันค่ะ
ขอบคุณที่เชิญไปเก็บพลังใจมากมายกลับมานะคะ แม้สังขารจะไม่ค่อยอำนวย ปกติจะไม่เคยหลับในรถเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกด้วยค่ะ ต้องพิจารณาตัวเองจริงๆ
มีภาพคุณพ่อตัวอย่าง และกิจกรรมที่อ.แป๊ะบรรยายไว้มาฝากกันค่ะ
ขอบคุณพี่โอ๋อย่างแรงครับ
งานนี้จัดทุกปี จนหลังๆนี่ ผมแทบไม่ต้องทำงานมากนัก เจ้าหน้าที่ประสานไปเองได้อย่างยอดเยี่ยม ผมจึงบอกไงว่า งานนี้เจ้าหน้าที่ธุรการไปได้ทุกคนครับ
ไม่มีพวกเขา ธนพันธ์ไม่เกิดครับ
- แค่อ่านก็พลอยสนุกไปด้วย
- อาจารย์ธนพันธ์เขียนบรรยายได้ยอดเยี่ยมจริงๆ
- สำนวนอย่างนี้น่าจะเขียนหนังสือขายนะคะ... รับรองว่ารุ่งเลยล่ะ ^_^
โถพี่จูน
ใครจะมาซื้อ