จากที่กล่าวมาทั้งหมดอย่างยืดยาว จะเห็นได้ว่า หวยมีคุณูปการต่อระบบเศรษฐกิจของสยามประเทศ

 

กิรดัง ได้ยินมา ตฑา กาเล ครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3) เกิดภาวะเงินขาดแคลนท้องพระคลัง จึงทรงสงสัยว่า ไพร่ฟ้าประชาชนนำเงินใส่ไหฝังแผ่นดินก่อให้เกิดภาวะเงินฝืด ไม่มีราชทรัพย์หมุนเวียนในท้องพระคลัง ครั้นทรงนำเรื่องนี้เข้าในที่ประชุมขุนนาง มีขุนนางผู้หนึ่งกราบทูลว่า ประเพณีเมืองจีน ถ้าขัดสนเงินในท้องพระคลังเจ้าแผ่นดินก็โปรดให้เล่นหวยเล่นถั่วกันได้ และจะทำให้เกิดมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยูหัวจึงทรงอนุมัติให้มีการเล่นหวย กข. นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การเล่นหวยอย่างหามรุ่งหามค่ำก็เกิดขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์

สาเหตุที่ สภาขุนนางสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3) ได้มีการนำเสนอ นโยบายหวย กข. ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติเพื่อแก้ไขปัญหา ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจของสยามประเทศ โดยยึดถือประเพณีจีนนั้น อาจมีมูลเหตุเพราะสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2) ได้ทรงมีพระราโชบายใหม่อย่างหนึ่ง คือ

การส่งเจ้านายไปกำกับราชการกรม กระทรวง ต่างๆ ในทำนองเป็นผู้ดูแลเจ้ากระทรวงหรือเจ้ากรม พระองค์เจ้าทับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร (ร.3 ครั้งเมื่อทรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าฯ) ทรงรับมอบหมายให้กำกับราชการกรมท่า ซึ่งในขณะนั้นเป็นกรมเล็กกรมหนึ่ง กรมท่ามีหน้าที่ปฏิบัติเกี่ยวกับชาวต่างประเทศ ที่นำเรือสินค้าเข้ามาค้าขายยังพระนคร พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวว่า "ในขณะนั้น ราชการกรมท่า หาสู้จะมีคนต่างประเทศไปมาค้าขายมากนักไม่ พระราชทรัพย์ซึ่งจะจับจ่ายในราชการแผ่นดิน ที่ได้จากอากรสมพัตรในพื้นบ้านพื้นเมืองก็มีน้อย ไม่พอที่จะจ่ายราชการ เพราะฉะนั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงต้องทรงแต่งสำเภาบรรทุกสินค้าไปค้าขายยังประเทศจีน เมื่อได้ประโยชน์กำไร ก็พอมาเจือจาน ใช้ในราชการซึ่งจะรักษาพระนคร ดังนั้นการแต่งสำเภาไปค้าขายเมืองจีน จึงเป็นพนักงานของพระองค์ (กรมหมื่นเจษฎาฯ) ที่จะต้องทรงขวนขวายหาพระราชทรัพย์ ถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถ ที่จะได้ ทรงจับจ่ายในราชกิจทั้งปวง ถึงแม้ว่าเป็นเวลาที่การค้าขายมิได้สมบูรณ์ พระราชทรัพย์ที่จะได้จากส่วนกำไรการค้าขาย บกพร่องไม่พอจ่ายราชการ พระองค์ก็ทรงอุตสาหะขวนขวาย มิให้ขุ่นเคือง ฝ่าละลองธุลีพระบาท สมเด็จพระบรมชนกนาถ " (จำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา , 2533 :129)

จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวไว้ในหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย ว่า อากรหวย กข. เริ่มเมื่อรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ.2378 สาเหตุที่จะตั้งการเล่นหวย กข. นั้นเนื่องมาจากเหตุ ทุพภิกขภัย สองปีซ้อนกันคือ

  • พ.ศ.2374 น้ำมากข้าวล่ม

  • พ.ศ. 2375 น้ำน้อยข้าวไม่งาม

พวกศักดินา ได้พยามทำพิธีไล่น้ำให้ลด (พิธีไล่น้ำนี้ กษัตริย์โบราณถือเป็นพระราชประเพณีที่จะต้องทรงกระทำ เพราะเมื่อข้าวในนาเริ่มจะแก่ ถ้ายังมีน้ำท่วมอยู่ก็จะเป็นผลเสียหายจึงได้กระทำพิธีไล่น้ำให้ไปเสียหมด) ก็แล้ว ได้ตั้งพิธีพิรุณศาสตร์ (ขอฝน) ก็แล้ว แต่ไม่ได้ผล หงายหลังไปทั้งพิธีพุทธ พิธีพราหมณ์ ผลจึงปรากฎว่าข้าวแพง ต้องซื้อข้าวต่างประเทศเข้ามาจ่ายขาย คนไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน ต้องมารับจ้างทำงานคิดเอาข้าวเป็นค่าจ้าง เจ้าภาษีอากร ก็ไม่มีเงินจะส่ง ต้องเอาสินค้า ใช้ค่าเงินหลวง ที่สุดจนจีนผูกปี้ ก็ไม่มีเงินจะส่งให้ต้องมารับทางานในกรุง (พระนิพนธ์ ร.4)

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ทศพร วงศรัตน์ (ราชบัณฑิต) ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับผลงานของ พระสุนทรโวหาร (ภู่) หรือที่เรารู้จักกันในนาม สุนทรภู่ ผู้รจนา พระอภัยมณีคำกลอน ในตอนที่ 45 หน้าที่ 895 ความว่า

"เพราะปี เถาะ เคราะห์กรรมเกิดน้ำมาก ขึ้นท่วมปากท่วมลิ้นเสียสิ้นหนอ "

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ทศพร วงศรัตน์ (ราชบัณฑิต) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการใน พระอภัยมณีคำกลอน ของสุนทรภู่นั้น อาจ รจนาขึ้นโดยจำลอง วันเวลา เหตุการณ์ และสถานที่ ที่เกิดขึ้นจริงในสมัยของสุนทรภู่ ก็เป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น พระอภัยมณีคำกลอน หน้า 1067 ตอนที่ 52 ท้าวสุวรรณ พระราชบิดาของพระอภัยมณี และศรีสุวรรณ สวรรคต ความว่า

"เดือนแปดปีวอกตะวันสายัณห์ย่ำ
สิบแปดค่ำพุธวันขึ้นบรรจฐรณ์
ฤกษ์อรุณทูลกระหม่อมจอมนคร
สองภูธรเธอสวรรค ครรไล
"

วันเวลา ในคำกลอนตรง กับเหตุการณ์จริง ห้วงเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรคต คือวันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2367 (จ.ศ.1186)

และใน ตอนที่ 26 หน้าที่ 415 (อุศเรนตายแล้วผีไปเข้านางวาลี)

"ชักชะงากรากเลือดเป็นลิ่มลิ่ม
ถึงปัจฉิมชีวาตม์ก็ขาดสาย
เป็นวันพุธอุศเรนถึงเวรตาย
ปีศาจร้ายร้องก้องท้องพระโรง
"

วันเวลา ในคำกลอนตรง กับเหตุการณ์จริง ห้วงเวลาที่ เจ้าอนุวงศ์กบฏเวียงจันทน์ ถูกจับขังกรงส่งมาถึงกรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2371 หลังจากที่ได้รับการแช่งด่าทรมานหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ประมาณ 7 วัน 8 วัน ก็ตาย (พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ร.3) ในกรณีนี้วันพุธของสุนทรภู่เท่ากับได้เพิ่มความชัดเจนให้แก่ประวัติศาสตร์ไทย และสืบเนื่องจากบทกลอนที่ว่า

"เพราะปี เถาะ เคราะห์กรรมเกิดน้ำมาก ขึ้นท่วมปากท่วมลิ้นเสียสิ้นหนอ "

ได้พ้องกับเหตุการณ์ น้ำท่วมปีเถาะ ในหนังสือประวัติวรรณคดีไทยโดย เปลื้อง ณ นคร (พ.ศ.2545) และพบว่า ที่หน้า 372 ภายใต้หัวข้อลำดับเหตุการณ์สำคัญในยุคกรุงรัตนโกสินทร์สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิสหล้านภาลัย ระบุว่า

"พ.ศ.2362 ปีเถาะ น้ำท่วมใหญ่ (ท่วมใหญ่อีกคราวหนึ่งปีเถาะ พ.ศ.2374 ในรัชกาลที่ 3) " ส่วนคำกลอนท่อนหลัง ที่ว่า " ขึ้นท่วมปากท่วมลิ้นเสียสิ้นหนอ " นั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของสุนทรภู่ในต้นปีเถาะ พ.ศ.2350 ที่ตัวเองทะเลาะกับนางจันภรรยา จนพูดไม่ออก เพราะน้ำ "ขึ้นท่วมปากท่วมลิ้นเสียสิ้นหนอ "

และในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ร.3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร พ.ศ.2547 หน้า 46 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมปีเถาะ ตรงกัน ความว่า

"ในปีเถาะนั้นกรมพระราชวังบวรทรงประชวรมานน้ำ ปีนั้นน้ำมากทั่วพระราชอาณาจักร ผู้ใหญ่ว่ามากกว่าปีมะเส็ง สัปตศก แผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ คืบหนึ่ง บางคนสังเกตว่า ที่หน้าพื้นวัดพนังเชิงน้ำพอเปี่ยมตลิ่ง ไม่ท่วมขึ้นไปบนลานหน้าพระวิหาร ว่าเสมอกับน้ำปีมะเส็ง และประเทศทั้งพม่าทั้งญวนได้ข่าวว่ามากเหมือนกัน น้ำครั้งนั้นจะไปข้างไหนก็ลัดไปได้ ในกำแพงพระนครก็ต้องไปด้วยเรือ ที่เล่นผ้าป่ามีเรือผ้าป่าตามธรรมเนียมสนุกมาก ข้าวปีนั้นท่วมเสีย 6 ส่วน ได้ 4 ส่วน ราษฎรซื้อขายกัน ข้าวนาทุ่งเกวียนละ 5 ตำลึงบ้าง 6 ตำลึงบ้าง เกวียนละ 7 ตำลึงบ้าง" (ทศพร วงศรัตน์ , 2549 : 160-165)

จิตร ภูมิศักดิ์ อรรถาธิบาย ไว้อีกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลศักดินาก็เดือดร้อนคิดไปคิดมาก็คิดไม่ตกว่าทำไมเงินไม่มี ทำไมไม่มีเงินเข้าคลัง เงินพดด้วงตราบัว ตราครุฑ ตราปราสาท ได้ทำออกไปก็มากหายไปไหนเสียหมด

ว่าด้วยเรื่อง เงินพดด้วง ตราบัว ตราครุฑ ตราปราสาท นี้ ข้าพเจ้าขอ กล่าวแทรก เกี่ยวกับประวัติและที่มาของสัญลักษณ์เงินตราในสมัยนั้น กล่าวคือ สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ.2352-2367 ทรงใช้ ตราครุฑ เป็นตราประจำรัชกาล แต่ตราประจำแผ่นดินยังคงใช้ ตราจักร เหมือนเดิม สาเหตุที่ใช้ ตราครุฑ เพราะพระองค์มีพระนามเดิมว่า ฉิม ซึ่งหมายถึง ฉิมพลี อันเป็นที่ประทับของ ครุฑ จึงใช้ ตราครุฑ เป็น ตราประจำรัชกาล

ต่อมาสมัย รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2367-2394 ในสมัยนี้เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายมากดังนั้นเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญในการซื้อขายแลกเปลี่ยน พระองค์จึงทรงออก เงินพดด้วง ประจำพระองค์เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนเงินพดด้วงประจำรัชกาลเป็นรูปปราสาท และตราประจำแผ่นดินยังคงเป็น ตราจักร ซึ่งหมายถึงราชวงศ์จักรี เหตุที่ตราประจำพระองค์เป็นรูปปราสาทเพราะพระองค์มีพระนามเดิมว่า ทับ หรือ ที่ประทับ (ปราสาท) ซึ่งแปลว่าที่อยู่อาศัย

เนื่องจากในสมัย ร.3 เป็นยุคที่การค้ารุ่งเรืองมีชาวต่างชาติเริ่มนำ เหรียญแบน มาใช้ให้เห็น ร.3 จึงทรงริเริ่มใช้เหรียญแบนแต่เนื่องจากประเทศเราในขณะนั้นยังไม่สามารถผลิตเหรียญแบนได้จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้คนสนิทนำเหรียญแบนมาจาก ประเทศอังกฤษ เพื่อทดลองใช้ เหรียญที่ทดลองใช้ นำเข้ามามี 2 ชนิดคือ ชนิดแรก ด้านหน้าเป็นรูปช้าง ด้านหลังเขียนคำว่า เมืองไท ชนิดที่สอง ด้านหน้าเป็นรูปดอกบัว ด้านหลังเขียนคำว่าเมืองไท เหรียญทั้งสองชนิดทำมาจากทองแดง สั่งเข้ามาชนิดละ 500 เหรียญเท่านั้น (อนุรัตน์ โค้วคาลัย,2549 : 65-71) 


จิตร ภูมิศักดิ์ อรรถาธิบาย ไว้อีกว่า รัฐบาลศักดินาลืมนึกไปว่าปกติชาวนาปลูกข้าวเอาข้าวมาขายได้เงินไปใช้ ชั่วปีหนึ่งๆ บางที่หรือส่วนมากก็มักไม่พอใช้ เมื่อตัวเองทำนาไม่ได้ (เพราะเกิดทุพภิกขภัย) จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อข้าวกิน มีทางเดียวคือทิ้งนามารับจ้างทำงานในกรุง ทุกคนเข้าแต่มือ หิ้วท้องมาด้วยท้องหนึ่ง เวลารับจ้างก็ขอข้าวไม่รับเป็นเงิน ทั้งนี้เพราะข้าวหายาก แพง ซื้อยาก พอดีพอร้ายได้เงินไปแล้ว เงินก็ไม่มีค่าหาซื้อข้าวไม่ได้ หรือได้ก็แพงเสียจนซื้อได้ไม่พอกิน เงินที่หายไปก็อยู่กับพวกพ่อค้าข้าวที่ซื้อข้าวเข้ามาขายกักตุนไว้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งได้ไหลออกนอกประเทศเพื่อซื้อข้าวเขากิน แล้วจะให้ประชาชนเอาเงินมาจากไหน ?

เมื่อคิดเห็นไปเช่นนี้ ก็ตั้ง หวย กข . ขึ้น ปีแรกได้อากร 20,000.-บาท พวกประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากก็หันหาอาจารย์ บอกใบ้แทงหวย หวังรวยกันยกใหญ่ แทงหวยกันทุกวัน คนละเฟื้องคนละสลึง ยิ่งเล่นประชาชนก็ยิ่งจนลง ผู้ผูกขาดภาษีกับรัฐก็รวยขึ้นเท่าๆ กับที่ประชาชนจนลง อลัชชีฉวยโอกาส ก็มอมเมาเป่าเสกบอกหวย จนประชาชนงอมพระรามไปตามๆ กัน

การเล่นหวยระบาดไปเสียจนกระทั่ง "พอถึง เดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ มีคนเข้ากรุงเทพฯ มากมายหลายร้อยหลายพัน มาทั้งทางรถและทางเรือถึงเพลาค่ำลง คนก็แน่นท้องถนนตั้งแต่หน้าโรงหวยสามยอดไปจนถึงถนนเจริญกรุงทุกปี" (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ประชุมพงศาวดารภาคที่ 17 ตำนานการเลิกบ่อนเบี้ยและเลิกหวย,หน้า 76) ที่พากันลงมามากมายก็เพราะมาแทงหวย เพราะหวยมีแต่ในมณฑลกรุง เทพ ฯ รวมทั้งสิ้น 38 แขวง เคยออกไปตั้งที่ เพชรบุรีและอยุธยาคนจนกรอบไปทั้งเมืองภายหลังจึงต้องเลิก

รัฐบาลศักดินา ได้รายได้จากการเก็บอากรหวย กข. เป็นจำนวนมากมายทุกปี ในสมัย ร.4 ได้ปีละราว 20,000.-บาท ในสมัย ร.5 เงินอากรหวยและอากรบ่อนเบี้ยรวมกันได้ถึงปีละ 9,170,638.-บาท ภายหลังแม้นจะเลิกบ่อนเบี้ยไปมากแล้ว อากรทั้ง 2 อย่างก็ยังรวมกันเป็นจำนวนถึง 6,600,000.-บาท (พ.ศ.2458) เฉพาะอากรหวยอย่างเดียวในปีท้ายสุดก่อนเลิกยังเก็บได้ถึง 3,420,000.-บาท หวย กข. เลิก พ.ศ.2459 (จิตร ภูมิศักดิ์,2549 : 218-219)

จากข้อความข้างต้น ที่ว่า "ตั้งแต่นั้นการเล่นหวยอย่างหามรุ่งหามค่ำก็เกิดขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์ " จึงมิใช่ เป็น อติพจน์ (Hyperbole) ทั้งนี้เพราะประชาชน เมาหวย (lotterism) เสียจนกระทั่ง โงหัวไม่ขึ้น

ดังนั้นใน รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์ทรงผนวชอยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ เป็นระยะเวลานานถึง 27 ปี (พ.ศ. 2367 ตรงกับปีวอก ฉศก จุลศักราช 1186 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระฉายาว่า "วชิรญาณมหาเถระ"

ร.4 ทรงได้เล็งเห็นโทษทัณฑ์ของหวยจึงได้ทรงออกพระบรมราชโองการ ห้ามภิกษุบอกใบ้แทงหวย สำหรับประกาศนั้น มีดังนี้ 

ประกาศห้ามพระสงฆ์ บอกใบ้แทงหวย และประพฤติอนาจาร ณ วัน จันทร์ เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปี วอก โทศก ด้วยพระธรรมการบดีศรีสุทธิศาสนวงศประการ จางวางกรมธรรมการ รับพระบรมราชโองการสั่งว่า อัญเชิญพระราชปุจฉาออกมาเผดียงถามพระพิมลธรรม พระธรรมวโรดม พระราชาคณะผู้ใหญ่ผู้น้อย 16 รูป ประชุมกัน ณ ตำหนัก กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสศรีสุคตขัตยวงศ์ วัดพระเชตุพนมหาวิหาร ว่า

แต่ครั้งก่อนพระราชาคณะผู้น้อยผู้ใหญ่ท่านประชุมกันปรึกษาโทษว่า พระภิกษุสามเณรบอกใบ้แทงหวยเป็นการใกล้ "อทินนาทาน" เหตุให้เขาเสียทรัพย์ทั้งสองฝ่าย ไม่เอาไว้ร่วมสังฆกรรมทำอุโบสถธรรมต่อไป ให้สึกเสีย

แต่ภิกษุที่แทงหวยนั้นเป็น "สเตกิจฉา" เยียวยาได้ จึงปรึกษากันว่าจะรับพระราชทานว่ากล่าวสั่งสอนเอาสัญญาทัณฑ์บนไว้ สักครั้งหนึ่ง ถ้าขืนกระทำกันต่อไป จะให้สึกเสียจากพระพุทธศาสนา ได้ถวายพระพรไว้ครั้งนี้แล้ว ก็ให้หมายประกาศทั่วทุกๆ พระอารามแล้ว

ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้ามีภิกษุสามเณรเป็นนักเลงบอกใบ้แทงหวยเกิดขึ้น ณ พระอารามใดๆ จะให้ลงทัณฑกรรมพระราชาคณะ พระครูฐานานุกรม เจ้าคณะอธิการในพระอารามนั้นๆ และจะถวายทัณฑกรรม เจ้าคุณผู้ใหญ่ที่มาประชุมพร้อมกัน

ด้วยกฎหมายฉบับนี้ก็ประกาศให้รู้ตัวแต่ก่อนครั้งหนึ่งแล้ว ก็บัดนี้ภิกษุสามเณรยังประพฤติขืนหมายขืนอยู่ หาประพฤติตามกฎหมายที่ประกาศไว้หาเอาไม่ ยังบอกใบ้แทงหวยกินเหล้า เล่นเบี้ย ทำอนาจารต่างๆ ตามอำเภอใจ ฝ่ายพระราชาคณะฐานานุกรมผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงเล่า ก็ไม่มีความละอายแก่พระสงฆ์ลังกา พม่า มอญ ซึ่งได้เข้ามาอยู่ในมหานครแลไม่มีความละอาย สัปปุรุษ สีกา ทายก ที่เขามีศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนาจึงละเมิดเพิกเฉยเสีย หาช่วยสั่งสอนห้ามปรามกันไม่ ภิกษุสามเณรจึงกำเริบใจ กระทำการทุจริตต่างๆ ตามอำเภอใจ ทำให้มัวหมองในพระศาสนามีเป็นอันมาก

จนถึงอ้ายสมี "เขียน" อยู่วัดชีปะขาว ไปนอนบอกหวย ที่ในบ้านสีกา 2,3,4 คืน อ้าย มหา "ขัน" อยู่วัดมหาธาตุฯ นุ่งห่มปลอมเพศเป็นคฤหัสถ์ กินเหล้า ถือดาบเที่ยวกลางถนนเพลากลางคืน ราชบุรุษจับได้ทราบถึงเจ้าแผ่นดิน จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระธรรมการบดี ดำเนินพระราชปุจฉามาเผดียงถาม พระราชาคณะผู้น้อยผู้ใหญ่ว่า ภิกษุสามเณรบอกใบ้แทงหวยอย่างอ้ายเขียนแลช่างทำทองรูปพรรณนั้น ควรไว้ร่วมอุโบสถสังฆกรรม ฤาๆ จะมีรังเกียจเป็นประการใด? ให้ถวายพระพรทรงทราบ

พระราชาคณะผู้น้อยผู้ใหญ่ได้ถวายพระพรแล้วว่า ภิกษุบอกใบ้หวยอย่างอ้ายเขียนนี้เป็นบาปสมาจารแลภิกษุสามเณรกินเหล้าปลอมเพศเป็นคฤหัสถ์ อย่างอ้ายขันและเป็นช่างทำทองรูปพรรณ เป็นการจ้างหากินอย่างฆราวาสก็ดี เหล่าจำพวกนี้ ไม่รับพระราชทานเอาไว้ร่วมพระอุโบสถสังฆกรรม ถ้าจับได้จะลงทัณฑกรรม ตี 50 ทีแล้วให้สึกจากสงฆ์แต่นี้สืบไป

พระราชาคณะฐานานุกรมเปรียญเจ้าคุณทุกหมู่คณะ เจ้าอธิการในกรุงนอกกรุงทุกๆ พระอารามทราบหมายประกาศนี้แล้ว ช่วยว่ากล่าวสั่งสอนพระอย่าให้บอกใบ้แทงหวยทำช่างทองรูปพรรณต่างๆ เป็นการจ้างหากินอย่างฆราวาส อย่าให้นุ่งห่มผ้า คฤหัสถ์ เที่ยวกินเหล้าใส่หมวกจีโบแทงโปแทงถั่วตามโรงจีนและประเทศใดๆ ก็ดีอย่าให้มีผิดขึ้นได้ในพระอารามเป็นอันขาด ฯ ประกาศ ณ วันจันทร์ เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปี วอก โทศก (ไพโรจน์ อยู่มณเฑียร,2549 :125-129)

จากประกาศข้างต้นที่ว่า "จะลงทัณฑกรรม ตี 50 ทีแล้วให้สึกจากสงฆ์แต่นี้สืบไป" การโบย/ตี/เฆี่ยน พระที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัยก่อน แล้วให้สึกจากความเป็นพระนี้ มีตัวอย่างให้เห็น นับย้อนขึ้นไปเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2) พ.ศ. 2359

มีความบอกเล่ากันมาว่า มีการทิ้งบัตรสนเท่ห์ชุกชุม สอบได้จาก พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้เมื่อ พ.ศ.2459 ทรงเล่าถึงเหตุการณ์เริ่มแรกที่จะเกิดการทิ้งบัตรสนเท่ห์ไว้ว่า

 "เรื่องพระราชาคณะต้องอธิกรณ์ ในเดือน 12 ปีชวด อัฐศก (พ.ศ.2395) นั้นมีโจทก์ฟ้องว่าพระพุทธโกษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ รูป 1 พระญาณสมโพธิ (เต็ม) วัดนาคกลาง รูป 1 พระมงคลเทพมุนี (จีน) วัดหน้าพระเมรุ กรุงเก่า รูป 1ทั้ง 3 รูปนี้ ประพฤติผิดพระธรรมวินัยบัญญติสำคัญ ต้องเมถุนปราชิกมาช้านาน จนถึงมีบุตรหลายคน

โปรดฯ ให้ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นรักษรณเรศ กับพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร (ร.3) ทรงพิจารณาได้ความเป็นสัตย์สมดังฟ้อง จึงรับสั่งเอาตัวผู้ผิดไปจำคุก"

หลังจากที่มีการสอบสวนเรื่องนี้จนกระทั่งพระราชาคณะทั้ง 3 รูปถูกสึกและติดคุกนั้น ไม่ช้านานก็เกิดการทิ้งบัตรสนเท่ห์ ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า "ทอดบัตรสนเท่ห์" กันขึ้น โดยมีผู้นำไปปักไว้ที่กระถางต้นไม้หวังให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เวลาเสด็จผ่านจะได้ทอดพระเนตรเห็น โคลงบัตรสนเท่ห์ ที่ทอดไว้ มีความว่า

ไกรสรพระเสด็จได้...............สึกชี
กรมเจษฎาบดี..........................เร่งไม้
พิเรนทรแม่นอาวจี.................ไป่คลาด
อาจพลิกแผ่นดินได้.................แม่นแม้นเมืองทมิฬ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรเห็นก็ทรงกริ้ว ทรงพระราชดำริเห็นว่าผู้แต่งโคลงบังอาจกล่าวหยาบช้าตลอดจนถึงแผ่นดิน จึงโปรดฯ ให้สืบเอาตัวผู้ทิ้งบัตรสนเท่ห์นี้ให้ได้

การสอบสวนหาตัวผู้ทิ้งบัตรสนเท่ห์ก็จำต้องพิจารณาสำนวนโคลงและในที่สุดคณะกรรมการก็ปักใจเชื่อว่าผู้เขียนโคลงบัตรสนเท่ห์นี้คือ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นศรีสุเรนทร์ พระอนุชาต่างชนนีนั่นเอง

พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นศรีสุเรนทร์ ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าคันธรส เป็นโอรสองค์ที่ 20 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประสูติเมื่อ พ.ศ.2330 เมื่อทรงเจริญพระชันษาแล้วทรงมีความสามารถในทางกวี มีผลงานกวีหลายเรื่องเช่น โคลงเรื่อง สมโภชพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมวงศ์ (ร.1) ซึ่งทรงนิพนธ์ไว้เมื่อคราวงานพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ และฉันท์กล่อมช้างเผือกเป็นต้น

ก็ด้วยผลงานกวีเก่าๆ นี่เอง คณะกรรมการซึ่งมีสมเด็จพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงเป็นประธาน ประกอบด้วยนักปราชญ์ ราชบัณฑิต ที่เชี่ยวชาญกวีทั้งหลายได้ติดใจโคลงบทหนึ่งที่พระเจ้าน้องยาเธอฯ ทรงนิพนธ์ไว้ ในเรื่อง สมโภชพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมวงศ์ ตอนหนึ่ง ความว่า

สายัณห์ตะวันคล้อยต่ำ............ตกดิน
หนังประนังเภริน....................เร่งไม้
เชิดพระเสด็จทรงศิลป............สอดส่อง..กันนา
เม้ยพากย์กลอนตะโพนให้.....เริ่มเหล้นเฉลิมวัน


คำว่า เร่งไม้ เป็นคำที่สะกิดใจ กรรมการ เพราะพระเจ้าน้องยาเธอฯ ชอบใช้คำว่า เร่งไม้นี้ และคำว่า ไป่ ซึ่งแปลว่า ไม่ ก็เช่นเดียวกัน พอสืบได้เค้าแน่ชัดว่า พระเจ้าน้องยาเธอฯ ทรงฝากตัวเป็นศิษย์ใกล้ชิดกับสมเด็จพระพุทธโกษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ ฉะนั้นเมื่ออาจารย์ของพระองค์ถูกชำระโทษ จึงทรงโกรธแค้นถึงกับทิ้งบัตรสนเท่ห์ดังกล่าว

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงโปรดฯ ให้คุมพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นศรีสุเรนทร์ มาขังไว้ แล้วสอบสวน แต่ก็ไม่ทรงยอมรับจึงถูกลงพระอาญาเฆี่ยนตีเพื่อให้รับสารภาพ พระเจ้าน้องยาเธอฯ ทนพิษบาดแผลไม่ได้ ก็สิ้นพระชนม์ในที่คุมขัง เมื่อ พ.ศ. 2359 (มานิต หล่อพินิจ,2549 : 38-40)

จากเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย "เรื่องพระราชาคณะต้องอธิกรณ์" ทำให้เราได้ทราบความว่า สมัยก่อนเมื่อพระสงฆ์กระทำผิดพระธรรมวินัยขั้นรุนแรง นอกจากจะให้สึกแล้ว พระสงฆ์ผู้กระทำผิดยังต้องถูก โบย/ตี/เฆี่ยน/ โดย ราชมัล

แต่ทว่าในสมัยปัจจุบัน แม้นว่าภิกษุสามเณร จะประพฤติผิดพระธรรมวินัยขั้นอาบัติปราชิก อย่างมากก็แค่ สึก แล้วก็ยังอาจกลับมานุ่งเขียวห่มเขียวถือเพศสมณะได้ใหม่

ว่าด้วยเรื่องการโบย ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้อรรถาธิบายไว้ในหนังสือ กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้ หน้า 96 ความว่า


"การถลกหนังคนทั้งเป็นนั้นไม่เคย ปรากฎ ในประวัติของคนไทยถ้าเคย ทำก็คงมีร่องรอยกล่าวไว้ที่ใดบ้าง แต่การลงพระราชอาญาเฆี่ยนหลังนั้นมีจริง มีตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาลงมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ศัพท์ชาวบ้านเรียกการเฆี่ยนหลังนั้นว่า ถลกหลัง ก็มี เพราะเมื่อถูกเฆี่ยนหลังแล้วหนังของคนที่ถูกเฆี่ยนนั้นก็จะต้องขาดหรือถูกถลกตามรอยหวายที่เฆี่ยนลงเพราะการเฆี่ยนหลังนั้นมิได้ให้ผู้ถูกเฆี่ยนยืนหรือนอนคว่ำแล้วจึงเฆี่ยน แต่ปักหลักลงแล้วเอาคนที่ถูกเฆี่ยนนั้นนั่งหน้าหลักที่ปักไว้ ให้เหยียดเท้ายืดขาตรงไป ผูกข้อเท้าไว้กับหลักแล้วดึงแขนเหยียดตรงไปผูกข้อมือไว้กับหลักนั้นรวมไว้กับข้อเท้า ในลักษณะเช่นนี้หลังของผู้ถูกเฆี่ยนก็ต้องโค้งค่อมหลังตึงเต็มเหยียดเมื่อลงหวายก็ต้องแตกทุกฝีหวายไป หนังก็ถูกถลกตามรอยหวายด้วยประการฉะนี้ จึงเรียกการถูกเฆี่ยนว่าถูกถลกหลัง ไม่ใช่ถลกหนัง" (คึกฤทธิ์ ปราโมช ,2548 :96)



ด้วยเรื่องการโบย/ตี/เฆี่ยน ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้อรรถาธิบายไว้สอดคล้องกับบทบรรยายภาคกวีนิพนธ์ของ นายชิต บุรทัต ที่ได้บรรยายฉากการโบยนักโทษ ไว้ในบทกวีนิพนธ์เรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์ นายชิต บุรทัต ประพันธ์กวีนิพนธ์เรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์ เมื่อปี พ.ศ. 2457 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งข้าพเจ้ายังท่องจำคณะฉันท์ (อินทรวิเชียรฉันท์ 11) ได้อย่างขึ้นใจ ความว่า

๏ พวกราชมัลโดย พละโบยมิใช่เบา
สุดหัตถะแห่งเขา ขณะหวดสิพึงกลัว
๏ บงเนื้อก็เนื้อเต้น พิศะเส้นสรีร์รัว
ทั่วร่างและทั้งตัว ก็ระริกระริวไหว
๏ แลหลังละโลมโล- หิตะโอ้เลอะหลั่งไป
เพ่งผาดอนาถใจ ระกะร่อยเพราะรอยหวาย
๏ เนืองนับอเนกแนว ระยะแถวตลอดลาย
เฆี่ยนครบสยบกาย สิระพับพะกับคา

วกกลับเข้ามาในหัวข้อเรื่อง ประกาศห้ามพระสงฆ์ บอกใบ้แทงหวย ที่ว่า "พระภิกษุสามเณรบอกใบ้แทงหวยเป็นการใกล้ "อทินนาทาน" เหตุให้เขาเสียทรัพย์ทั้งสองฝ่าย ไม่เอาไว้ร่วมสังฆกรรมทำอุโบสถธรรมต่อไป ให้สึกเสีย แต่ภิกษุที่แทงหวยนั้นเป็น "สเตกิจฉา" เยียวยาได้"

คำว่า "อทินนาทาน" นี้ แปลว่า การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ หมายถึง การลักทรัพย์ รวมไปถึงการเบียดบัง ฉ้อ โกง ตระบัด ทำลายทรัพย์ของผู้อื่นให้เสียหาย เป็นต้นการกระทำที่จะเป็นอทินนาทานจะต้องครบองค์ 5 คือ


1. ทรัพย์นั้นมีเจ้าของหวงแหน
2. รู้ว่าทรัพย์นั้นมีเจ้าของหวงแหน
3. มีเจตนาจะลัก
4. มีความพยายามในการลัก
5. ลักทรัพย์นั้นมาได้ด้วยความพยายามนั้น

การกระทำอทินนาทานถือว่าเป็นการละเมิดศีล แสดงถึงความเป็นมีความโลภเป็นเหตุให้ผู้กระทำมัวหมอง เป็นเหตุก่อเวรภัยมีโทษถึงตกนรก และส่งผลทำให้เกิดเป็นคนยากจน ขาดแคลนสมบัติในทุกภพทุกชาติ


(อ้างอิงจาก " ธรรมะประจำวัน " http://www.kalyanamitra.org/daily/dhamma/index.php?option=com_content&task=view&id=1515&Itemid=1 )

ส่วนคำว่า "สเตกิจฉา" สอบจากพระธรรมวินัย ได้เค้าว่าเป็นโทษของอาบัติ หนัก-เบา มีดังนี้คือ

1. ครุกาบัติ คืออาบัติหนัก 2 ประเภท ได้แก่
1.1 ประเภทแก้ไม่ได้ เรียก อเตกิจฉา ได้แก่อาบัติ ปราชิก เมื่อภิกษุล่วงละเมิดหรือต้องเข้าแล้วขาดจากความเป็นภิกษุ

1.2 ประเภทแก้ไขได้ เรียก สเตกิจฉา ได้แก่ อาบัติ สังฆาทิเสส เมื่อภิกษุล่วงละเมิดหรือต้องเข้าแล้วแก้ไขด้วยการประพฤติมานัตและอยู่ปริวาส


2. ลหุกาบัติ คืออาบัติเบา แก้ไขด้วยวิธีการแสดงอาบัติ คือนำความผิดของตนมาแสดงให้เพื่อนภิกษุทราบเรียก สเตกิจฉา (เหมือนครุกาบัติ ประเภทแก้ไขได้ แต่เบากว่า) ได้แก่อาบัติ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ ทุพภาษิต (พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ "สมาน กัลยาณธมฺโม" , 2549 : 26)

จากข้อความข้างต้นที่ว่า "พระภิกษุสามเณรบอกใบ้แทงหวยเป็นการใกล้ "อทินนาทาน" เหตุให้เขาเสียทรัพย์ทั้งสองฝ่าย ไม่เอาไว้ร่วมสังฆกรรมทำอุโบสถธรรมต่อไป ให้สึกเสีย แต่ภิกษุที่แทงหวยนั้นเป็น "สเตกิจฉา" เยียวยาได้" นั้น

จึงพอจับใจความได้ว่า ภิกษุสามเณร สมัยก่อน ท่านห้ามบอกใบ้หวย แต่ถ้า เล่นหวยซะเองก็ไม่เป็นไร แต่ทว่าก็ยังมีมลทินเพราะไม่เหมาะสมต่อ สมณสารูป อันได้แก่ สมณะต้องสงบกาย สงบใจ พจนานุกรมพุทธศาสน์ได้อธิบายไว้เป็นพากย์ภาษาอังกฤษว่า สมณะสารูป : a monk's proper behaviour; the mien and deportment appropriate to a monk.

(อ้างอิงจาก " พจนานุกรมพุทธศาสน์ " http://www.dhammathai.org/bd/thai32_sosua.php. )