มารู้จักกับน้ำมันปาล์มกับไบโอดีเซล
เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าประเทศไทยมิได้มีแหล่งน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นของตนเอง เช่นเดียวกับอีกนับร้อยประเทศในโลกนี้ ซึ่งต้องพึ่งพาประเทศผู้ผลิตน้ำมันปิโตรเลี่ยมไม่กี่ประเทศ ไม่ว่าประเทศเจ้าของบ่อน้ำมันเหล่านั้นจะขายในปริมาณเท่าไรและในราคาเท่าไร โอกาสของการต่อรองมีน้อยมาก เพราะว่าน้ำมันปิโตรเลี่ยมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคนี้
ในขณะเดียวกันก็มีความพยายามผลักดันให้มีการผลิตน้ำมันจากวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น เอทานอล( Ethanol )ซึ่งผลิตจากมันสำปะหลังหรืออ้อย เอทานอลผสมกับน้ำมันเบนซิน เป็นก๊าซโซฮอลที่มีศักยภาพเทียบเท่าน้ำมันเบนซินออกเทน 95 และกำลังเป็นที่สนใจของผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในขณะนี้ เพราะราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินออกเทน 95 และการเผาไหม้ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ
ยังมีน้ำมันจากวัตถุดิบทางการเกษตรอีกชนิดหนึ่งที่กล่าวถึงกันมานานหลายปี แต่ยังไม่มีการผลิตเชิงการค้าอย่างจริงจังเหมือนเอทานอล นั่นคือ ไบโอดีเซล( Biodiesel )มารู้จักกับ ไบโอดีเซลกันสักหน่อยนะครับ
ไบโอดีเซล คือ เชื้อเพลิงเหลว ที่ผลิตจากไขมันสัตว์ หรือไขมันพืช หรือน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว นำมาสกัดยางเหนียว และสิ่งสกปรกออก (Degumming )จากนั้นนำมาผ่านกระบวนการ Transesterification โดยการเติมแอลกอฮอล์ เช่นเมทานอล หรือเอทานอล และมีตัวเร่งปฏิกิริยาเช่น โซเดี่ยมไฮดรอกไซด์ ภายใต้ภาวะอุณหภูมิสูงเพื่อเปลี่ยนเป็นไขมันให้เป็นเมทิลเอสเตอร์ หรือเอทิลเอสเตอร์ ขึ้นอยู่กับประเภทของแอลกอฮอล์ที่ใช้ในกระบวนการผลิต และได้กลีเซอรอล เป็นผลพลอยได้
พืชน้ำมันที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพืชและสภาพภูมิศาสตร์ รวมทั้งความสามรถในการให้ผลผลิตน้ำมันของพืชชนิดนั้นๆ สำหรับประเทศไทยพยายามที่จะผลักดันให้ ปาล์มน้ำมัน เป็นวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล ซึ่งประเทศไทยน้ำมันปาล์มมีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็น ไบโอดีเซลสูงกว่าน้ำมันพืชอื่น เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกที่อยู่ในเขตเหมาะสมปลูกปาล์มน้ำมันของโลก คือ 10 องศาเหนือ-ใต้ จากเส้นศูนย์สูตร ให้ผลผลิตน้ำมันต่อหน่วยพื้นที่สูงกว่า และมีต้นทุนการผลิตน้ำมันต่ำกว่า
สำหรับไบโอดีเซลในประเทศต่างๆ ใช้วัตุดิบที่แตกต่างวกันไป เช่น สเปน และฝรั่งเศส ใช้เรพสีด ( rape seed ) และทานตะวัน อิตาลี่และสหรัฐอเมริกา ใช้ถั่วเหลือง ออสเตรเลีย ใช้นำมันที่ใช้แล้ว เยอรมนี ใช้น้ำมันที่ใช้แล้ว และเรพสีด มาเลเซีย ใช้ปาล์มน้ำมัน
ลองมาทำความรู้จักกับ ปาล์มน้ำมัน กันเถอะ ปาล์มน้ำมัน เป็นไม้ยืนต้นมีชื่อวิทยาศาตร์ว่า Elaeis guineensis มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ปลูกได้ตลอดปี เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 2 ปีครึ่งถึง 3 ปี และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 25 ปี พื้น จำนวน 6.25 ไร่สามารถให้น้ำมันปาล์มได้ถึง 5 ตันต่อปีหรือไร่ละประมาณ 800 กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าพืชน้ำมันอื่นๆ5 เท่า
ผลปาล์มน้ำมัน สามารถให้ผลผลิตน้ำมัน 2 ชนิดคือ 1.น้ำมันปาล์ม ( Palm Oil ) สกัดจากเนื้อปาล์ม 2.น้ำมันเมล็ดในปาล์ม ( Plam Kernel Oil ) สกัดจากเมล็ดปาล์ม
ผลปาล์ม 1 ผลจะมีน้ำมันปาล์ม 9 ส่วนน้ำมันที่สกัดจากผลปาล์มสดจะมี เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene ) โปรวิตามินเอ ( Pro Vitamin A ) และวิตามิน อี (Vitamin E )ในปริมาณสูง
น้ำมันปาล์มประกอบด้วย กรดไขมันไม่อิ่มตัว และกรดไขมันที่อิ่มตัวในสัดส่วนที่สมดุล และด้วยเหตุที่มีวิตามินอีสูง จึงทำให้น้ำมันปาล์มมีเสถียรภาพสูง สำหรับกรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้น ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวพันธะเดี่ยว โอเลอิก (mono unsaturated oleic acid ) 40 % ขณะที่กรดไขมันอิ่มตัว ประกอบด้วย กรมปาล์มมิติก (palmittic acid ) 44 % และกรดสเตียริก (stearic acid ) 5 % ด้วยสัดส่วนของส่วนผสมดังกล่าว ทำให้น้ำมันปาล์มมีคุณสมบัติพิเศษ เหมาะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารหลายประเภท
คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของน้ำมันปาล์มคือสามารถใช้ผลิตเป็นไขมันพืชที่มีสภาพเป็นของแข็ง (Solid -fat )โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation process ) เป็นการหลีกเลี่ยงการก่อตัวของกรดไขมันทรานซ์(Trans fatty acids )ที่เกิดจากกระบวนการซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
คุณสมบัติพิเศษของน้ำมันปาล์ม จึงนำไปใช้ในการปรุงอาหารได้หลากหลาย โดยปราศจากโคเลสเตอรอล และเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้จากน้ำมันปาล์ม ในการนำไปเป็นส่วนผสมของเนยเหลือง หรือมาการีน ว่ากันว่า อาหารที่ทอดด้วยน้ำมันปาล์มจะกรอบ อร่อย ให้รสชาติที่แท้จริงของอาหาร และเก็บได้นาน ผลพลอยอื่นๆยังมีอีกมากมาย โดยเฉพาะใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมสบู่ ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ยาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน และอุตสาหกรรม
น้ำมันปาล์มแดงที่สกัดออกในกระบวนการกลั่น ยังมีปริมาณแคโรทีนสูงถึง 80 % และมีวิตามินอีในสัดส่วนที่สูงมาก จากผลการวิจัยพบว่า มีคุณสมบัติในการป้องกันการเหี่ยวย่นของเซลล์ผิวหนัง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง จึงมีการนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น วิตามินแคปซูลสำเร็จรูป อาหารเสริม เครื่องสำอางเป็นต้น
สำหรับการนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ดีเซลนั้น มีหลายวิธี ดังนี้
วิธีที่1. การใช้น้ำมันปาล์ม ดิบที่สกัดหรือบีบได้จากผลปาล์มสด วิธีนี้ต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเพื่อให้ความร้อนกับน้ำมันปาล์มเพื่อให้น้ำมันละลายเหลว ใส กรองให้สะอาด แล้วใช้แทนน้ำมันดีเซล เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ที่ติดตั้งอยู่กับที่ เครื่องปั่นไฟฟ้า เครื่องปั๊มน้ำ
ปัญหาและข้อจำกัด การใช้ด้วยวิธีนี้มีปัญหาและข้อจำกัดคือ 1.การเปิด-ปิด ต้องใช้น้ำมันใส และไม่ให้น้ำมันปาล์มดิบค้างอยู่ในระบบท่อปั๊มหรือหัวฉีดของเครื่องยนต์ 2. การใช้นำมันปาล์มดิบต้องระวังในเรื่องของน้ำ สิ่งสกปรก กรดไขมัน ยางเหนียว และไขมันที่แข็งตัว
วิธีที่2.ใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือน้ำมันปาล์มที่ผ่านการกำจัดไข กรด สิ่งเจือปน น้ำ และยางเหนียว (Gum ) ออกแล้ว วิธีนี้ใช้แทนน้ำมันดีเซลได้ 100% หรือผสมกับน้ำมันดีเซลในอัตราส่วนต่างๆกัน โดยมีอุปกรณ์เพิ่มความร้อนให้น้ำมันด้วยจะทำให้ดีขึ้น
ปัญหาและข้อจำกัด น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มีความหนืด ( Viscosity )สูงกว่าน้ำมันดีเซล 6-8 เท่า ดังนั้นการใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลบางชนิด ต้องหมั่นตรวจสอบดูน้ำมันเครื่อง และต้องระวังในการนำไปใช้ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาซลเซียส หรือใช้กับไส้กรองน้ำมันดีเซลบางชนิดที่มีความละเอียดสูง
วิธีที่3.การใช้น้ำมันไบโอดีเซล น้ำมันไบโอดีเซล คือ วิธีการทำน้ำมันพืชให้มีคุณสมบัติเหมือนน้ำมันดีเซล โดยนำไปผ่านสารเคมีและแอลกอฮอล์ ซึ่งน้ำมันไบโอดีเซลนี้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น วิธีการใช้คือ ใช้แทนน้ำมันดีเซลได้เลย หรือจะผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วนต่างๆกันก็ได้
คุณภาพน้ำมันไบโอดีเซล การใช้ไบโอดีเซล เป็นเชื้อเพลิง เมื่อใช้โดยตรง 100% ไอเสียที่เกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซล พบว่า ไบโอดีเซล มีคุณสมบัติคือ ลดปริมาณไฮโดรคาร์บอน 20-40 % ลดปริมาณฝุ่นละออง 0- 40 % ลดปริมาณไนโตรเจนออกไซด์ -15ถึง 5 %
ที่มาข้อมูล: พรรณนีย์ วิชชาชู(จดหมายข่าว ผลิใบ ก้าวใหม่การวิจัยและพัฒนาการเกษตร )
มาแวะเยี่ยมคะ
-สวัสดีครับ อ้ายเขียวมรกต
-ได้อ่านเรื่องไบโอดีเซลแล้วเพิ่มเติมความรู้ได้อีกมากเลยครับ....