สำหรับประวัติการออกสลากกินแบ่งฯ ในประเทศไทย ตามประวัติความเป็นมาได้เริ่มมีขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยมีฝรั่งชาวอังกฤษชื่อ ครูอาลบาสเตอร์เป็นผู้นำลักษณะการออกรางวัลสลากแบบยุโรปมาเผยแพร่เป็นคนแรกโดยเรียกว่า "ลอตเตอรี่"

 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกในประเทศ ไทย เมื่อปี พ.ศ. 2417 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือ พ่อค้าต่างชาติที่นำสินค้ามาร่วมแสดงในการจัดพิพิธภัณฑ์ที่ตึกคองคาเดีย ในพระบรมมหาราชวัง

และต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2459 ได้ทรงโปรดให้ยกเลิกการเก็บอากรหวย กข. (มีผลให้ประชาชนต้องเลิกเล่นหวย กข. ไปด้วย จากเอกสารของ จิตร ภูมิศักดิ์ ข้างต้นที่ว่า "อากรหวย กข. อย่างเดียวในปีท้ายสุดก่อนเลิกยังเก็บได้ถึง 3,420,000.-บาท )


เมื่อเลิกหวยแล้ว มีเสียงสะท้อน (feedback) ตามมาคือ ถึงขั้นมีผู้แต่งนิราศเลิกหวยกันเลยทีเดียว เข้าใจกันว่าผู้แต่งชื่อนายเฟื่อง "นิราศเลิกหวย (กข.)" ความว่า

.....................................................................นิราศร้างห่างหายเสียดายหวย
ตั้งแต่นี้ที่ไหนได้จะได้รวย......................เพราะเคยช่วยรอดตายมาหลายที
กินเสียล่อนเลี่ยนเตียนพอเหี้ยนตู้..........ก็ถูกผู้แก้ทุกข์เป็นสุขศรี
ถึงอย่างไรรอพักอีกสักปี..........................พอให้พี่รวยมากจึงจากกัน
ถึงจะได้เงินอื่นสักหมื่นแสน..................ก็ไม่แม้นเหมือนเงินเจ้าเฝ้ากระสัน
จะกินพี่ปี้ป่นจนอ่วมครัน.........................ก็ไม่หวั่นแก่เจ้าเฝ้ารำพึง
มาจากกันยามเข็ญจนเช่นนี้.....................ที่ไหนพี่จะหายวายคิดถึง
จะมีแต่โหยไห้ใจคนึง...............................เพราะเคยพึ่งตัว ก. พอบรรเทา
แสนเสียดายหวยโป พุธโธ่เอ๋ย................มาพลอยเลยเลิกลับไปกับเขา
แม่ชื่นจิตของพี่ดีไม่เบา............................เคยถูกเจ้าหลายหนจนรอดมา
ถึงจะเตือนไทยเราที่เมาหวย...................อย่านึกรวยหมายมั่นของมันหนา
เหมือนดำเข็มในสมุทรสุดปัญญา..........กว่าจะหาเห็นเข็มก็เต็มดัน
ได้มาสัก หนึ่งชั่ง เสียตั้งร้อย..................เงินเราน้อยหมดก่อนเหลือผ่อนผัน
แทงทั้งปีถูกเราเข้าสักวัน.........................ก็ลือกันว่ารวยหวยกระไร
ยามมันกินจนงอมผอมเป็นผี..................จะหามีคนผู้รู้ที่ไหน
ถ้าไม่ขืนเลิกรอมีต่อไป............................คงแย่ใหญ่พวกเราเพราะเมามัว
แต่ฉันเองผู้แต่งแถลงสาร......................มันก็ผลาญเหลือยังแต่หนังหัว
ถึงกระนั้นในใจยังไม่กลัว......................ฝันเห็นตัวแทบถลอกถกออกแทง
นี่หากว่าเลิกไปไม่ได้เล่น........................ก็จำเป็นสอนกันให้ขันแข็ง
ถ้ายังออกอยู่อีกไม่พลิกแพลง.................ต้องเบียดแบ่งเล่นมันจนวันตาย
โดยบุญจอมปฐพินแผ่นดินนี้.................ทรงปราณีกลัวคนป่นฉิบหาย
สู้ทิ้งเงินทางได้ไม่เสียดาย.......................จึงสบายด้วยกันทุกวันมา
น้อยเมื่อไรเงินสยามถึงสามล้าน............เพราะสงสารพวกเราไม่เอาหนา
ขอให้ทรงพระเจริญยิ่งเทอญนา............โปรดพวกข้าพุทธเจ้าฯหายเมาเอย.

ผู้แต่ง : นายเฟื่อง พ.ศ. 2459

(ที่มา แกะจากเสียงอ่านออกอากาศรายการ ผู้หญิงถึงผู้หญิง ไทยทีวีสี ช่อง 3 แกะเสียงโดย Kin ผู้ดูแลเวปไซต์ http://www.kalamare.com)

กระทั่ง เมื่อปี พ.ศ. 2460 ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 พระราชอาณาจักรอังกฤษซึ่งเป็นประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรประสงค์จะกู้เงินจากประเทศไทยเพื่อใช้ในการสงคราม แต่ไม่อาจกู้โดยตรงจากรัฐบาลไทยได้ เพราะจะเป็นการกระทบกระเทือนงบประมาณ สภารักชาติแห่งประเทศอังกฤษ จึงดำเนินนโยบายกู้เงินจากประชาชนด้วยการออกลอตเตอรี่โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

และต่อมาในปี พ.ศ.2466 ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ออก "ลอตเตอรี่เสือป่าล้านบาท" เพื่อหารายได้บำรุงกองเสือป่าอาสาสมัครโดยพิมพ์ จำนวน 1 ล้านฉบับ จำหน่ายฉบับละ 1 บาท

ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2476 รัฐบาลมีนโยบายที่จะลดเงินรัชชูปการ (เงินที่เรียกเก็บจากชายไทยที่มิต้องรับราชการทหาร) ทำให้รัฐขาดรายได้ จึงได้ดำริให้มีการออกลอตเตอรี่รัฐบาลขึ้นโดยเรียกว่า "ลอตเตอรี่รัฐบาลสยาม" โดยพิมพ์ออกจำหน่ายจำนวน 1 ล้านฉบับ ๆ ละ 1 บาท ปีละ 4 งวด

ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยออกสลากกินแบ่งบำรุงเทศบาลโดยกำหนดว่า หากเดือนใดเป็นเดือนที่ออกสลากกินแบ่งรัฐบาล เดือนนั้นให้งดจำหน่ายสลากกินแบ่งของเทศบาล โดยเริ่มจำหน่ายงวดแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2478 แล้วออกสลากเดือนเมษายน พ.ศ. 2479 โดยพิมพ์จำนวน 500,000 ฉบับ ๆ ละ 1 บาท และได้มีการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากบำรุงเทศบาลเรื่อยมา

ในปี พ.ศ. 2482 ซึ่งถือเป็นยุคที่สลากกินแบ่งรัฐบาลเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้โอนกิจการสลากกินแบ่งรัฐบาล และสลากบำรุงเทศบาล มาสังกัดกระทรวงการคลัง และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้น โดยมีพระยาพรหมทัตศรีพิลาส เป็นประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2482 ในวันดังกล่าวจึงถือเป็นวันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจนปัจจุบัน

(อ้างอิงจาก "The Government Lottery Office : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล" http://www.glo.or.th/detail.php?link=history )

จนกระทั่ง 27 มกราคม 2490 อัศนี พลจันทร ภายใต้นามปากกา "นายผี" ได้ แต่งโคลงดั้นวิวิธมาลี "หวยรัฐกับหวยราษฎร" โจมตี นโยบายปราบปรามหวยเถื่อน หรือสลากกินรวบ อย่างจริงจัง (ซึ่ง ในขณะนั้น นายควง อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

(อ้างอิงจาก " ควง อภัยวงศ์ - วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี " http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%87_%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C )

ขณะเดียวกัน นายชาติ เศรษฐทัต เจ้าพนักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าทางกองสลากกินแบ่งรัฐบาลจะออกสลากงวดพิเศษอีกงวดหนึ่งเป็นจำนวน 6 แสนฉบับ

 ("สลากงวดพิเศษ 3 บาท ผู้ซื้ออาจถูกรางวัล 2 ครั้ง" สยามนิกร 23 มกราคม พ.ศ. 2490 หน้า 1)

 ฉะนั้น นายผี จึงโจมตี นโยบายหารายได้เข้ารัฐ ด้วยวิธีการออกสลากกินแบ่งว่าเป็นการชักชวนให้ประชาชนหมกมุ่นอยู่กับการพนัน ซึ่งเป็นอบายมุขอย่างหนึ่งและยังเป็นการฆ่าประชาชนทางอ้อม เพราะประชาชนได้เงินทองมาเท่าไรก็จะนำมาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและตั้งความหวังไว้จนแทบจะเสียจริตไปตามๆ กัน ดังปรากฎ เนื้อความในโคลงดั้นวิวิธมาลี ความว่า

จะซื้อล๊อตตาลี่ล้อ.............รัฐสราญ..เล่นรา
หวยเถื่อนรัฐบาลทอย.........แทบขว้ำ
หวยเถื่อนขาดทุนบาน.........เลยเบื่อ
หวยรัฐเองปล้ำแล้ว............รุ่มรวย

การพนันอย่างหนึ่งนั้น.........พุทธพจน์
ห้ามหากชินมือฉวย............ฉกยื้อ
หมูเม่นเช่นช้างมด.............ใครมุ่ง..ประหารแฮ
แบกบาปตามตื้อตึ้ง.............ต่างไฉน

ชวนชนเอาเบี้ยทุ่ม..............กลางธ รณีรา
ทุ่มบ่รูแรงได......................เรื่อยด้วย
ทุ่มจนบ่นบ้าบอ..................เบือนจริต
จำรัสรัฐ ม้วยล้วน-...............เหล่าชนา

(อัศนี พลจันทร "หวยรัฐกับหวยราษฎร" โดย นายผี (นามแฝง) สยามนิกร 27 มกราคม พ.ศ. 2490)

นายผี กล่าวเป็นโคลงดั้นวิวิธมาลี บทแรก ที่ว่า จะซื้อหวยประชด/ล้อเลียน/เสียดสี รัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลห้ามซื้อหวยเถื่อน หวยเถื่อนจึงขาดทุน ประชาชนไม่กล้าซื้อหวยเถื่อนเพราะกลัวติดคุก หวยรัฐในขณะนั้นจึงขายดิบขายดีเหมือนเทน้ำเทท่า

 โคลงต้นบทนี้ นายผีได้สำแดงภูมิ โดยเลือกใช้ คำโบราณ นั่นคือคำว่า "รุ่มรวย" คำว่า "รุ่มรวย" ปรากฎ อยู่ในหนังสือ Description du Royaume Thai ou siam ของ สังฆราช ปาลเลกัวซ์ (PALLEGOIX Evêque de Mallos, vicaire apostolique de siam) ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อหนังสือว่า "เล่าเรื่องเมืองสยาม" แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร

เมื่อกล่าวถึง สังฆราชปาลเลกัวซ์ (Bishop Jean-Baptiste Pallegoix 1805-1862) ท่านดำรงตำแหน่งเป็นสังฆนายกมิซซังโรมันคาทอลิก ประจำกรุงสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ท่านได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นในปี ค.ศ.1894 (พ.ศ.2397) เนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาระหว่าง เลกกับพระบรมวงศานุวงศ์ ความว่า

"ในกรมหลวงพระองค์หนึ่ง มีคนชื่อสา ขึ้นอยู่ในสังกัด นายสานั้นนอนรำพึงว่า :

เออนี่ กูเป็นขี้ข้าท่านมานานช้าแล้ว ยังไม่มีแก้วแหวนเงินทอง หรือทางทำมาหากินได้อะไรกะเขาเลย ถึงกูจะไม่ "รุ่มรวยสวยกราก" ก็ไม่ได้ปริปากบ่นสักคำ อีกหน่อยก็คงจะไม่มีผ้านุ่งปิดก้นแล้วว่ะ (et je n' aurai pas même ub langouti pour cacher mon Derrière)

อย่ากระนั้นเลยกูจำไปเฝ้าเจ้านายเห็นจะดีแน่ ขอพระอนุญาตพระองค์ท่านปลดจากทาส ออกไปทำไร่ไถนา ตามประสาคนยากจน คิดได้ดังนี้แล้วนายสา ก็ไปเข้าเฝ้าเจ้านาย

เจ้านายรับสั่งถาม : เหวย อ้ายสา เอ็งมาทำไมหวา

นายสา ตอบหมอบลงแล้วกล่าวว่า : ใต้ฝ่าละอองพระบาท ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานอนุญาตออกไปทำไร่ไถนา พะย่ะค่ะ

กรมหลวง : เออ ไปทำไร่ทำนา แล้วเอ็ง หาผักหาปลามาให้ข้าบ้างนะ

นายสาตอบ : พะย่ะค่ะ (ถวายบังคมแล้วขอประทานอนุญาตถอยกลับออกไป)

กรมหลวง : เฮ้ย เอ็งอย่าเพ่อกลับไปเร็วนัก

นายสา : พะย่ะค่ะ

กรมหลวง : ฟังนี่ เมื่อเอ็งออกไปทำไร่ไถนาแล้วนานๆ ก็มาให้ข้าเห็นหน้าบ้าง

นายสา : พะย่ะค่ะ ถวายบังคมแล้วถอยออกไป

(สันต์ ท. โกมลบุตร,2549 :252-253)

จะเห็นได้ว่า จากบทสนทนาข้างบน ซึ่งเป็นบทสนทนาระหว่าง เลกกับพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ว่า "ถึงกูจะไม่ รุ่มรวยสวยกราก ก็ไม่ได้ปริปากบ่นสักคำ" นั้น นายผีเลือกใช้คำว่า "รุ่มรวย" ซึ่งเป็นคำโบราณยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (อย่างน้อยก็ใช้พูดกันใน สมัย ร. 4) แทนที่จะใช้คำว่า "ร่ำรวย" ซึ่งเป็นคำสมัยปัจจุบัน (ในขณะนั้น พ.ศ.2490 )

นายผีจึงอาจมีเจตนา สำแดง ความ "อหังการ์แห่งกาพย์กลอน" ผ่านโคลงดั้นวิวิธมาลี บทนี้เป็นแน่แท้

ในโคลงบทต่อไป นายผีกล่าวว่า "การพนันอย่างหนึ่งนั้นพุทธพจน์ห้าม หากชินมือฉวยฉกยื้อ" หมายความว่า พุทธองค์ท่านทรงห้ามเล่นการพนัน (คงด้วยเหตุเพราะหาก "ชินมือ" หรือเกิดติดการพนันเข้าแล้ว เมื่อไม่มีเงินย่อมจะต้อง ฉกชิงวิ่งราว ฉกฉวยแย่งยื้อทรัพย์สินของคนอื่น มาเป็นของตน มาเพื่อเล่นหรือใช้หนี้การพนัน และย่อมทำให้เกิดทุกข์ตามมา เพราะต้องถูกตำรวจจับ ฯลฯ )

และที่ว่า "หมูเม่นเช่นช้างมดใครมุ่งประหารแฮ แบกบาปตามตื้อตึ้ง ต่างไฉน" นั้น ก็คงหมายความว่า การเข่นฆ่าสัตว์  เช่น มด เม่น หมู และ ช้าง ก็ล้วนแล้วแต่บาปด้วยกันทั้งสิ้น 

 เพราะการฆ่าสัตว์ คือ การฆ่าสิ่งที่มีชีวิตให้ตายไปก่อนที่จะหมดอายุ ไม่ว่าจะเป็น ฆ่าด้วยตนเอง  ใช้คนอื่นฆ่า  ปล่อยอาวุธ ขว้าง ปา  ใช้อาวุธปืน มีด ขุดหลุมพราง ใช้อาคมคุณไสยศาสตร์ หรือใช้ฤทธิ์  องค์ประกอบของ อกุศลกรรมบถ ในการฆ่าสัตว์มี 5 ประการ คือ

1. สัตว์มีชีวิต
2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
3. มีจิตคิดจะฆ่า
4. พยายามฆ่า
5. สัตว์นั้นตายลงเพราะความพยายามนั้น

การทำบาปที่เข้าลักษณะ ๕ ประการ ชื่อว่า เป็นการทำบาปที่ครบองค์แห่งปาณาติบาต จะเป็นสัตว์ที่เป็นอาหาร หรือ สัตว์ที่ไม่เป็นอาหาร เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ก็ตาม ล้วนเป็นบาปทั้งสิ้น เมื่อใกล้จะตายถ้าคิดถึงบาปที่เคยฆ่าสัตว์ไว้ บาปนั้นก็สามารถนำให้ไปเกิดใน อบายภูมิ ได้ 

 การฆ่าสัตว์ จะบาปมาก หรือ บาปน้อย นั้น ขึ้นอยู่กับการใช้ความพยายามในการฆ่า ถ้าใช้ความพยายามมากก็บาปมาก ใช้ความพยายามน้อยก็บาปน้อย ฆ่า สัตว์มีคุณมาก ก็บาปมาก เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ถ้าฆ่าสัตว์ที่มีคุณน้อยหรือไม่มีคุณ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ก็บาปน้อย ฆ่าสัตว์ตัวใหญ่บาปมาก ฆ่าสัตว์ตัวเล็กก็บาปน้อย ถ้าฆ่าคนที่มีคุณธรรมมาก บาปมาก ถ้าเป็นคนที่มีคุณธรรมน้อย ก็บาปน้อยตามลำดับ


(อ้างอิงจาก " พระอภิธรรมโชติกวิทยาลัย " http://www.buddhism-online.org/Section07A_02.htm )

อุปมาเหมือนกับการเล่น หวย ไม่ว่าจะเป็นหวยรัฐ หรือหวยราษฎร์ (หวยเถื่อน) เมื่อลองได้มีเจตนาเล่นแล้ว หรือเล่นสำเร็จแล้ว ก็ล้วนแต่ผิดศีลธรรมและเป็นบาปด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น 

และที่นายผีกล่าวว่า "ชวนชนเอาเบี้ยทุ่มกลางธรณีรา ทุ่มบ่รู้แรงไดเรื่อยด้วย" หมายถึง นโยบายหารายได้เข้ารัฐ ด้วยวิธีการเชิญชวนประชาชนให้ซื้อ สลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะถูกกฎหมาย นั้น เป็นการชักชวนให้ประชาชนหมกมุ่นอยู่กับการพนัน ซึ่งเป็นอบายมุข เมื่อประชาชนลงทุนทุ่มเงินซื้อหวย บางคนมือเติบ ทุ่มเงินซื้อหวยโดยไม่ประมาณตน "ทุ่มบ่รู้แรงได เรื่อยด้วย"

(ได ภาษาเขมรแปลว่ามือ อ้างอิงจาก "เครือข่ายพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน " http://rirs3.royin.go.th/ridictionary/lookup.html)

"ทุ่มจนบ่นบ้าบอ เบือนจริต" หมายถึง ประชาชนเมื่อซื้อหวยแล้วก็ตั้งความหวัง บ่นบ้าบอว่าจะถูกหวยรวยกันยกใหญ่ และที่ว่า "จำรัสรัฐ ม้วยล้วนเหล่าชนา" นั้น ก็คงหมายถึง รัฐบาลเองก็มีแต่จะ จำเริญจำรัส รุ่งเรืองร่ำรวย ขึ้นเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ที่มอดม้วยก็ล้วนแต่เหล่าประชาชนา นั่นเอง

แนวคิดของนายผี สอดคล้องกับแนวคิดของ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ที่ว่าหวยเป็นการพนันชนิดที่ผู้เล่นมีโอกาสถูกรางวัลน้อยมากแต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่หวยกลายเป็นการพนันที่มีผู้นิยมเล่นกันมากที่สุด

ซึ่งรางวัลที่ 1 ชุดใหญ่ 30 ล้าน บาท มีโอกาสถูกรางวัลเพียง 0.00000333% เท่านั้น และรางวัล เลขท้าย 2 ตัว มีโอกาสถูกรางวัล เพียง 1% หากยิ่งตะบี้ตะบันซื้อสลากแบบติดปลายนวมติดต่อกัน 100 งวด โดยหวังว่า อย่างน้อยๆคงจะถูกรางวัลสัก 1 ครั้ง นั้นก็เป็นความคิดที่ผิดเพราะ ยิ่งซื้อมากกว่าหนึ่งครั้ง ในที่นี้คือ 100 ครั้ง โอกาสถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว จะยิ่งลดลงเหลือเพียงแค่ 0.634% นั่นเพราะใน 100 ครั้งที่ซื้อสลาก สลากก็มีโอกาสที่จะออกรางวัลซ้ำกันได้ด้วย ค่าเฉลี่ยนี้คำนวณ โดยสูตรการกระจายแบบ ไบนอร์เมียล (Binomial Distribution) )

เพราะการพนันทุกชนิดมีกำไรคาดหวังเป็นลบทั้งสิ้น ผู้เล่นการพนันมีโอกาสที่จะได้กำไร-ขาดทุน มากหรือน้อยแค่ไหนก็ได้แต่ที่สุดแล้วเมื่อเล่นการพนันชนิดนั้นติดต่อกันในระยะยาวกำไรเฉลี่ยของผู้เล่นจะต้องมีค่าเข้าใกล้กำไรคาดหวังของการพนันชนิดนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (หวยมีกำไรคาดหวังติดลบ -40% )

เราเรียกกฎข้อนี้ของการพนันว่า กฎของความบ่อย (the law of large number) หรือพูดเป็นสำนวนนายเฟื่องก็คือ

ได้มาสัก หนึ่งชั่ง เสียตั้งร้อย..................เงินเราน้อยหมดก่อนเหลือผ่อนผัน
แทงทั้งปีถูกเราเข้าสักวัน.........................ก็ลือกันว่ารวยหวยกระไร

ถ้าบังเอิญคุณโชคดีถูกรางวัลที่หนึ่งจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพียงงวดเดียว สิ่งที่คุณควรทำอย่างยิ่งคือ เลิกซื้อสลากกินแบ่งไปเลยตลอดชีวิต เพราะถ้าขืนคุณยังซื้อสลากกินแบ่งต่อไป กำไรเฉลี่ย ของคุณจะต้องลดลงเรื่อยๆ จนขาดทุนในระยะยาวตามกฎของความบ่อย

อย่างไรก็ตามคนที่เคยถูกรางวัลที่หนึ่งมาแล้วมักไม่สามารถหักห้ามใจ ไม่ให้กลับไปซื้อสลากกินแบ่งได้อีก ความเชื่อเรื่องเลขเด็ดเลขดัง จากที่ต่างๆ พฤติกรรมงมงายที่พยามจะหาวิธี เอาชนะเจ้ามือพนัน เราเรียกว่า ความหลงผิดของนักพนัน (Gambler's fallacy ) (นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ,2549 :12-119)

จากที่กล่าวมาทั้งหมดอย่างยืดยาว จะเห็นได้ว่า หวยมีคุณูปการต่อระบบเศรษฐกิจของสยามประเทศ หลายครั้งหลายหน เช่น

ครั้งแรก พ.ศ.2378 รัฐาธิปัตย์ อนุญาตให้มีการเล่นหวย กข. เนื่องมาจากเหตุ ทุพภิกขภัยสองปีซ้อน พ.ศ.2374 น้ำมาก ข้าวล่ม พ.ศ. 2375 น้ำน้อยข้าวไม่งาม

และในคราวที่ 2คือ ช่วง พ.ศ. 2460 ซึ่งประเทศสยามอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 พระราชอาณาจักรอังกฤษซึ่งเป็นประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรประสงค์จะกู้เงินจากประเทศไทยเพื่อใช้ในการสงคราม แต่ไม่อาจกู้โดยตรงจากรัฐบาลไทยได้ เพราะจะเป็นการกระทบกระเทือนงบประมาณ สภารักชาติแห่งประเทศอังกฤษ จึงดำเนินนโยบายกู้เงินจากประชาชนด้วยการออกลอตเตอรี่โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า แม้ หวยจะมี "คุณานันต์" แต่ก็มีโทษมหันต์ต่อประชาชน ภิกษุ และสามเณร ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ท้ายที่สุดนี้ขอให้ พุทธบริษัท จำกัด (มหาชน) จงมีสติพิจารณาไตร่ตรอง และปองประหารกิเลสคือความ โลภ โกรธ หลง อันเกิดจากหวย จงถ้วนด้วยทุกคนทุกท่านเทอญ เจริญพร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้