ถ้าจะสกัดประสบการณ์ประมาณสองปีที่ได้ศึกษาและทำงานร่วมกับฝรั่งออสเตรเลียออกมาให้สั้นกระชับที่สุดเหลือเพียงสองคำ ผมคงเลือกคำ critical ที่แปลได้ว่า เชิงวิพากษ์ กับ collective ซึ่งหมายถึงเชิงสะสม ทำทีละน้อย อย่างค่อยเป็นค่อยไป สะสมเป็นผลใหญ่
คำ critical แสดงออกในวิธีคิด ส่วนคำว่า collective แสดงออกมาในลักษณะของงานที่ทำ ในความเห็นของผมทั้งสองคำคือรากของวัฒนธรรมการทำงาน (โดยเฉพาะงานวิชาการ) แบบฝรั่ง
การคิดเชิงวิพากษ์ซึ่งมีความหมายไม่เพียงแต่เป็นการใช้ "หลักฐาน" และ "เหตุผล" มาเป็นหลักในการโต้แย้งเท่านั้น การคิดแบบนี้ยังมีลักษณะของการ "เปิดโอกาส" ให้กับการโต้แย้งโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องฐานะทางสังคม อีกด้วย
เราจึงได้เห็น นักศึกษาปีหนึ่ง ปีสอง ลุกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยกับศาสตราจารย์ อย่างไม่ต้องกังวล
สิ่งที่ต้องคิดอยู่ตลอดในการทำงานภายใต้คำ critical คือ ระบบเหตุผลที่รัดกุม และหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และมากพอ
จะทำวิจัยก็ต้องถามตัวเองอยู่ตลอดว่า จะทำกิจกรรมนี้ไปทำไม มีเหตุผลอะไร มีหลักฐานอะไรสนับสนุนบ้าง
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ทำให้ผมเห็นภาพที่ผมเห็นเจนตาเวลาเอางานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาอ่านเพื่อขอคำปรึกษาในเรื่องหนึ่งๆ ก่อนที่จะลงลึกเข้าไปสู่เนื้อหาของการวิจัยนั้น อาจารย์มักจะพลิกไปอ่านส่วนเอกสารอ้างอิง ก่อนเสมอ เพราะส่วนนี้จะบอกให้รู้ว่าหลักฐานที่สนับสนุนงานชิ้นนี้น่าเชื่อถือเพียงใด นอกจากนี้ส่วนที่เรียกว่า อภิปราย (Discussion) ก็ยังได้รับความสนใจพอๆ กับ ส่วนผลการวิจัย เพราะมันเป็นส่วนที่ผู้เขียนใช้อธิบายระบบเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ผลที่ออกมา
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ วิธีการการสอนโดยเฉพาะระดับหลังปริญญาทำวิจัย จึงไม่ใช่การบอกว่า ทำอย่างนี้ไม่ได้ ทำอย่างนี้สิดี แต่คุณครูซึ่งเป็นผู้เข้าใจระบบเหตุผลและผ่านหูผ่านตากับหลักฐานวิชาการมามากกว่า เป็นคนคอยตรวจสอบว่า สิ่งที่เราจะทำ สอดคล้องกับระบบเหตุผลที่เราได้สถาปนาไว้อย่างมั่นคงแล้วหรือยัง
คำ Collective:เชิงสะสม ค่อยๆทำ โดยมีความเชื่อว่า งาน(วิชาการ) ที่ตนทำนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงการ เป็นส่วนเล็กๆ ที่ค่อยๆ เติมไปบนเรื่องใหญ่ ไม่มีการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ใดๆ สร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า ทุกเรื่อง ล้วนอาศัยฐานจากงานชิ้นก่อนๆ ที่มีคนทำมาแล้วทั้งสิ้น วิธีคิดแบบ Collective จึงไม่มี one man show หรือไม่มีแม้แต่ All for One มีแต่ One for All และ All for All
การทำแบบ collective มองในแง่หนึ่งก็ช่วยลดความอหังการ์ของนักวิจัยที่มักจะเริ่มต้นงานด้วยความคิดที่ว่า "ฉันจะเปลี่ยนแปลงโลก" มันช่วยขัดเกลาให้กลายมาเป็น "งานของฉันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเกิดสิ่งดีๆ กับโลก" เป็นการเติมอีกหยดน้ำในมหาสมุทรแห่งความรู้
critical กับ collective กลายเป็นวิธีคิด, วิธีทำที่ติดอยู่ในหัวของผม สนุกที่ได้เทียบเคียงวิธีคิดแบบดังกล่าวกับวิธีคิดในเชิงพุทธที่ผมสนใจ ถ้ามีโอกาสคงจะได้มาเขียนต่อครับ
ยินดีที่ได้รู้จัก และขอบพระคุณที่กรุณาเข้ามาทักทายครับคุณหมอ
จะพยายามเขียนเรื่อยๆ ครับ