บริโภคกลิ่น
  • โทรทัศน์กลิ่น

ไม่แน่ใจว่าใครเคยอ่านเรื่องนี้บ้าง (ถ้าจำไม่ผิด  รู้สึกว่าเขียนโดย มรว. คึกฤทธิ์  ปราโมช)... เรื่องว่า สถานีโทรทัศน์ในประเทศหนึ่งทำการทดลองออกอากาศโทรทัศน์ที่ส่งกลิ่นได้ด้วย โดยเป็นรายการทำอาหาร และหลังจากออกอากาศเสร็จก็มีผู้ชมโทรกลับไปยังสถานีเพื่อรายงานผลว่า กลิ่นที่ส่งมาทางโทรทัศน์นั้นแรงมาก บางคนก็บอกว่าจามเพราะกลิ่นพริกไทย หรือบางคนก็โทรมาบอกว่าน้ำมูกน้ำตาไหลเพราะเครื่องเทศบางอย่างซึ่งโชยมาจากโทรทัศน์ เป็นต้น.... ก่อนจบเรื่องนี้ ผู้ประพันธ์ก็เล่าต่อว่า วันนั้นเป็นวันโกหกประจำปี (ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าประเทศเกาหลี)....

กลิ่น จัดเป็นอารมณ์อย่างหนึ่งตามหลักธรรมพระพุทธศาสนา เรียกว่า คันธารมณ์ (อารมณ์คือกลิ่น) และเป็นอารมณ์ที่รับรู้ได้จากที่ไกล (ทูเร) ต่างจาก รสารมณ์ (อารมณ์คือรส) ซึ่งเรารับรู้ได้ในที่ใกล้ (สันติเก)... อารมณ์คือกลิ่นก็เช่นเดียวกับอารมณ์อื่นๆ (รูป เสียง  รส  โผฎฐัพพะ  ธรรม) ซึ่งเมื่อเราได้รับรู้แล้ว เราก็อาจยินดี ยินร้าย หรือเฉยๆ...

.................

ที่ผู้้้้้เขียนได้ยกเรื่องนี้มา เพราะเมื่อไม่นานนี้ ผู้เขียนได้กลิ่นคล้ายๆ กระเทียมเจียวในกะทะน้ำมัน และหลังจากนั้น รู้สึกว่าจะใส่ผักลงไปผัดในกะทะด้วย (จินตนาการไปเอง 5 5 5) ทำให้ท้องใส้ผู้เขียนรู้สึกปันป่วนขึ้นมาอีกครั้ง ...หลังจากสูดกลิ่นที่ลอยมาจนเต็มท้องเต็มอิ่มแล้ว ผู้เขียนก็ลุกขึ้นไปรินน้ำชามาอีกหนึ่งแก้วเพื่อกำจัดความปันป่วนในท้อง...

กุฏิของผู้เขียนอยู่ติดกำแพงวัดซึ่งตรงข้ามก็เป็นบ้านทั่วไป และห่างออกไปประมาณร้อยหรือสองร้อยเมตร (ระยะทางตรง) ก็จะมีร้านอาหารอยู่... ดังนั้น คราวใดที่กลิ่นทำอาหารโชยมาถึง ผู้เขียนก็จะรู้สึกปันป่วนทุกครั้ง (โดยเฉพาะตอนเย็นๆ ค่ำๆ และเป็นวันที่ผู้เขียนได้ฉันอาหารน้อย)

การบริโภคกลิ่นทำอาหาร ผู้เขียนคิดว่าเป็นความพึงพอใจหรือความสุขอย่างหนึ่งของคนเรา ทำนองเดียวกับ การบริโภครูปของอาหาร ซึ่งผู้เขียนมีประสบการณ์อยู่หลายปีตอนอยู่กรุงเทพฯ...

.............

ตอนอยู่กรุงเทพฯ... ผู้เขียนจะเลิกเรียนประมาณหกโมงเย็นหรือหนึ่งทุ่ม หลังจากนั้นก็เดินจากวัดมหาธาตุข้ามฟากจากท่าพระจันทร์มายังสถานีรถไฟบางกอกน้อย... แล้วก็นั่งรถเมล์สาย๑๔๙ เส้นทางถนนอิสรภาพ เลี้ยวที่สี่แยกบ้านแขก เข้าวงเวียนใหญ่ แล้วก็มาลงรถแถวลาดหญ้าก่อนจะเดินเข้าซอยไปยังวัดทองเพลง...

ตลอดเส้นทางตามเวลาที่ว่ามานี้ จะมีอาหารการกินมากมายสองข้างทาง... บางครั้งรถเมล์ก็ติดนาน ผู้เขียนก็นั่งชมพ่อค้าหรือแม่ค้าปรุงอาหารหรือขายของข้างทางไปพลาง เช่น ผัดไทย ข้าวผัด ราดหน้า น้ำเต้าหู้ ฯลฯ ซึ่งมองไป ผู้เขียนก็กลืนน้ำลายไป (แต่มิใช่ทุกวัน บางวันก็นั่งหลับตากำหนดลมหายใจ)... และเมื่อลงจากรถเมล์ ใครๆ ก็รู้ว่า ถนนลาดหญ้าซึ่งแยกมาจากวงเวียนใหญ่นั้น เป็นแหล่งขายสุกี้ ระดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ ทั้งห้องอาหารและข้างถนน... ผู้เขียนก็รีบเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะที่คนกำลังปรุงสุกี้อยู่ เพื่อเข้าซอย จะได้ถึงวัดเร็วๆ...

แต่...ได้บริโภคเพียงรูปของอาหารเท่านั้น เพราะกลิ่นตลบอบอวลและกลิ่นไม่พึงประสงค์อื่นๆ อีกเยอะ (โดยมากมักเป็นกลิ่นควันจากท่อไอเสียของรถยนต์หลากชนิด) ทำให้การบริโภคกลิ่นที่พึงปรารถนา ไม่เปิดโอกาสให้....

จากประสบการณ์ตอนอยู่กรุงเทพฯ นี้เอง ทำให้ผู้เขียนได้ข้อคิดว่า บางครั้ง อาหารนั้น เราบริโภคด้วยตาหรือจมูก อร่อยกว่าบริโภคด้วยลิ้น... ใครว่าอย่างไรบ้าง ?

.............

อันที่จริง กุฏิที่ผู้เขียนอยู่ตอนนี้ มิใช่ว่าจะมีแต่กลิ่นปรุงอาหารที่ทำให้ท้องใส้ปันป่วนเท่านั้น... บางครั้งก็มีกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาโชยมาด้วย กล่าวคือ ทางทิศตะวันตกจากกุฏิผู้เขียนนั้น ถัดจากบ้านคนแล้วก็จะมีถนนนครใน ถัดไปก็จะเป็นถนนนครนอก... หลังจากบ้านคนริมถนนนครนอกก็เป็นริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งจะมีเรือประมงแล่นเข้าแล่นออกอยู่ตลอด (เพราะลึกเข้าไปอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตรจะมีท่าเทียบเรือประมง) และเส้นทางที่เรือประมงแล่นเข้าออกนี้ ถ้าวัดระยะโดยตรงจากจุดที่ผู้เขียนนั่งอยู่ขณะนี้ น่าจะไม่เกินห้าร้อยเมตร...

เรือประมงบางลำบรรทุกปลาไก่มาด้วย (ปลาไก่ คือปลาเน่าๆ ซึ่งจะขายถูกๆ ส่งโรงงานที่ทำอาหารสัตว์)... ปลาไก่นี้จะมีกลิ่นหมิ่นสุดๆ  และบางครั้งลมก็โชยมาถึงที่ผู้เขียนนั่งอยู่ ซึ่งจะพึงใจหรือไม่พึงใจก็ถูกยัดเยียดให้บริโภคเช่นเดียวกัน...

กลิ่นหมิ่นของปลาไก่นี้ ในคราวที่สุขภาพของผู้เขียนปกติก็พอทนได้ แต่บางคราวที่กำลังอ่อนเพลีย สุขภาพกำลังแย่ ร่างกายก็จะต่อต้านสุดๆ... บางครั้งถ้าไม่ไหวจริงๆ ผู้เขียนก็ใช้น้ำมันทาจมูก หรือใช้ยาดมช่วยให้ทุเลาจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ชนิดนี้....

............

ในโลกปัจจุบัน มีกลิ่นที่พึงประสงค์ขายมากมาย เช่น น้ำหอม มีตั้งแต่ราคาถูกๆ ไม่กิ่สิบบาทจนถึงหลักพันหลักหมื่นต่อขวด... น้ำหอมเหล่านี้ สำหรับผู้นิยมชมชอบก็จัดว่าเป็นการบริโภคกลิ่นเช่นเดียวกัน...

  • ก็เล่าไว้เล่น ๆ เผื่อบางอย่างอาจผุดขึ้นมาในใจของผู้ที่เข้ามาอ่าน...