เมื่อวานนี้ (23/2/51) งงมาก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง ที่อยู่ๆก็มีไข้สูงขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

เรื่องของเรื่องเริ่มจาก ก่อนหน้านั้นสบายดีตลอด  ตลอดกลางวันก็ได้พักเต็มที่ นอนก่อนขึ้นเวร ตื่นขึ้นมาก็สดชื่นดี (มีแค่รู้สึกปวดหลังนิดหน่อย ต้องค่อยขยับตัว ยืดแขนยืดขาให้เลือดไหลเวียนสักพัก แล้วเอียงตัวลุกขึ้น ซึ่งจะเป็นอย่างนี้อยู่บ่อย เวลาที่นอนหลับแล้วตื่นขึ้นมา)  อาบน้ำอาบท่าไปทำงานด้วยความสดชื่น

 

แต่พอรับเวรเสร็จ กำลังจะเริ่มงาน ก็รู้สึกปวดแปลบปลาบ ตามกล้ามเนื้อขา เหมือนมันมีการหดเกร็งขึ้นมาเป็นพักๆ ตอนแรกนึกว่าตะคริว ต่อมามันก็เมื่อยๆ ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอห้าโมงเย็นกว่าๆ รู้สึกทำไมมันปวดเมื่อยไปทั้งตัว เหมือนกับคนเป็นไข้หวัดใหญ่เลย แต่ก็ไม่ได้มีน้ำมูกหรือไอ ไม่มีเจ็บคอหรืออาการหวัดใดใดเลย แค่ครั่นตัวนิดหน่อย แอบไปนั่งบีบๆขาตัวเอง 2-3 นาที ก็ลุกดูคนไข้ต่อ

ทีนี้.. พอเดินมากๆ ขามันก็เหมือนมีอะไรชักขึงอยู่ข้างใน ก้าวขาแทบไม่ออก ปวดอย่างแรง รีบหายาพาราเซตตามอลกิน แล้วลองวัดไข้ดู เพราะรู้สึกเหมือนมีไข้ด้วย  ปรากฏว่ามีไข้ต่ำๆ 37.6 C   จึงคิดว่าคงไม่มีอะไรมาก วันนี้คนไข้ค่อนข้างยุ่ง มีเคสต้องให้เคมีบำบัดด้วย กับเคสรับย้ายมา..เป็นคุณยายแก่มาก  88 ปี มาถึงก็ท้องเสีย คะแนนอยู่ระดับ 4 (หมายถึงต้องใช้เวลาในการให้การพยาบาลในระดับมาก  ถือเป็นคนไข้หนัก) ซึ่งต้องวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่ 2 ห้องนี้ (ห้องอื่นก็มีแต่ไม่ต้องดูแลใกล้ชิดแบบ 2 ห้องนี้)  ดังนั้นด้วยภาระงาน จึงต้องลืมความเจ็บป่วยของตนเองไว้ชั่วคราว

 

หลังกินพาราเซ็ต อาการปวดทุเลาลงนิดหน่อย พอจะสามารถเดินได้ ช่วงที่สลับกันพักกินข้าว น้องพยาบาลสองคนไปพักก่อน  ตนเองอยู่เฝ้าวอร์ดคนเดียว อยู่ๆก็มีห้องหนึ่ง chest pain (เป็นคนไข้ของอีกทีม) ก็ต้องช่วยตามหมอ โทรยืมเครื่องตรวจ EKG  ดีที่อาการเจ็บหน้าอกไม่ใช่จากหัวใจ แต่คงเจ็บ AAA (คนไข้มีเส้นเลือดโป่งพองในท้อง)  ดังนั้นฉีดมอร์ฟีน แล้วยืนลูบอกพูดปลอบให้กำลังใจ สักพักคนไข้ก็ดีขึ้น (คนไข้คนนี้ chest pain ได้ทุกวัน ที่สำคัญ เวลาเดิมด้วย แต่ EKG ก็เหมือนๆเดิมทุกที จนหมอก็จำได้แล้ว)

ดังนั้นพอสลับกัน ให้น้องอีก 2 คนมาอยู่วอร์ด ตนเองไปพักทานข้าวที่ห้องเบรค ก็ทานจนเกลี้ยงห่อด้วยอารามหิวและเหนื่อย ไม่มีอาการว่าจะไม่สบายสักนิด

 

แต่พอซัก 2 ทุ่ม เดินตรวจเยี่ยมคนไข้ แจกยา และให้ยา Pre-med ก่อนให้เคมีบำบัด ก็เริ่มรู้สึกปวดเมื่อยตัวอีกแล้ว ทีนี้เริ่มหนาวด้วย แต่ก็คิดว่า..คงเพราะแอร์ในห้องคนไข้มันเย็น   ระหว่างที่ดูแลคนไข้ พอมีเวลา ก็รีบมาลงบันทึกรายงานต่างๆในคอมพิวเตอร์ ลุกขึ้นลุกลงนับครั้งไม่ถ้วน เพราะนั่งทำไปได้ประเดี๋ยวห้องโน้นห้องนี้ก็กดออดตาม ถึงอย่างนั้นก็ยัง run งานต่อไปได้เรื่อยๆ

แต่แล้วพอซักประมาณเกือบๆสี่ทุ่ม ให้ยาและฉีดยามื้อสี่ทุ่มเสร็จ อาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก ทั้งไหล่ ทั้งแขน ทั้งขาก็เป็นมากขึ้น ความหนาวก็จู่โจมหนักขึ้น ชนิดที่ลมพัดผ่านนิดหน่อย ก็หนาวสะท้านตัวสั่น ลองวัดไข้ดู.. โอ้ย... ไข้ขึ้นมา 38.6 C แบบโดยไม่ทันตั้งตัว

 

นั่งทำงานที่เคาน์เตอร์ต่อไปไม่ไหวแล้ว อย่าว่าแต่ลุกเดินไปเข้าห้องคนไข้เลย  จึงหยิบพาราเซ็ตมากินอีกเม็ดแล้วฝืนตัวเองไปที่ห้องผ้า เอาผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาห่อตัว แล้วนั่งสั่นพับๆเป็นแม่หมาตกน้ำ นั่งอยู่สัก 10 นาทีมันไม่ดีขึ้นเลย เป็นห่วงคนไข้ห้องที่กำลังให้เคมีบำบัด (ให้แบบหยดโดยผ่านเครื่อง แต่ก็ต้องเข้าไปดูคนไข้เป็นช่วงๆ ว่ายามันรั่วออกนอกเส้นไหม แล้วถ้ายาใกล้หมด ก็ต้องตามหมอมาฉีดยาอีกตัว) กับอีกห้องคุณยายที่ท้องเสีย ซึ่งยังตามโทรหมอเวรไม่เจอ แต่พยาบาลสั่นพับๆเสียก่อนยกหูโทรศัพท์โทรตามไม่ไหวเสียแล้ว

ตอนนั้นไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะลุกเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ มันก็ก้าวขาไม่ค่อยออก เพราะหนาวมาก นึกขึ้นมาได้ว่ามีโทรศัพท์มือถืออยู่ในกระเป๋า จึงโทรหาน้องพยาบาลในวอร์ดซึ่งอยู่อีกทีม ให้มาที่ห้องผ้า  น้องมันก็งง พอเห็นพี่สาวนั่งตัวสั่นพับๆอยู่จึงเข้าใจ ดังนั้นช่วยพาไปที่เก้าอี้ยาวที่ห้องหนังสือ บอกให้เรานอนพักก่อน  เราจึงฝาก 2 ห้องนั้นให้น้องช่วยดูแลให้พลางๆ

 

นอนพักอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ดูนาฬิกา ห้าทุ่มแล้ว อาการสั่นพับๆดีขึ้น แต่ยังหนาวอย่างมาก เพียงแต่งานยังเหลืออยู่หลายอย่างไม่ได้ทำ โดยเฉพาะสรุปรายงานคนไข้ในคอม ประเดี๋ยวเวรดึกกำลังใกล้จะมาแล้ว ดังนั้นแข็งใจ ลุกกลับมาที่เคาน์เตอร์  น้องที่รับฝากคนไข้ไว้ บอกว่าคุณยาวที่ท้องเสีย มีหมอเวรมาดูแล้ว บอกว่าไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ถ่ายเป็นน้ำ แค่เละๆ แล้วอาการทั่วไปก็ยังดูดี คงไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม  ส่วนห้องที่ให้ยาเคมีบำบัด ยาขวดแรกยังไม่หมด

ดังนั้นเราจึงรีบพิมพ์สรุปรายงานคนไข้ในคอมพิวเตอร์ กับลุกไปดูคนไข้ที่ให้เคมีบำบัด จนกระทั่งยาหมด ค่อยโทรตามหมอเวร มาฉีดยา  รู้สึกโล่งใจที่เคลียร์งานทุกอย่างไว้เรียบร้อยได้ ไม่เกิดอะไรเสียหาย  จนกระทั่งเหลือสิ่งสุดท้ายที่จะทำ คือการแข็งใจส่งเวรให้กับเวรดึก ที่มารับช่วงงานต่อจากเรา... ส่งจบก็เหมือนยกภูเขาลงจากบ่า ทำให้นึกถึงการสั่งเสียของคนใกล้ตายยังไงยังงั้น  พอสั่งเสียจบ..ภาระหน้าที่มีคนมารับช่วงแทน ความรู้สึกมันก็โล่ง

 

ลองวัดไข้ดูอีกครั้งตอนนั้น  ไอ๊หยา.. คราวนี้ขึ้นมา 39.4 แล้วค่ะ ชักไม่ได้การแล้ว  ลงเวรเลยแวะไป ER แทนที่จะกลับห้อง เพราะกลัวว่าถ้ามันเป็นหนักกว่านี้ อยู่ห้องคนเดียว เจ้าราอันมันคงทำอะไรไม่ถูกแน่ (อย่างดีก็แค่เลียหน้า หรืองับมือเจ้านายมันเล่น)

โชคดีที่ ER เจออาจารย์หมอ (ฮือ..ดูสิ อัลไซเมอร์รับประทาน โรคคนชราแบบที่คุณหมอธรพันธ์แซวไว้วันก่อนเลย.. จำชื่ออาจารย์ไม่ได้ มันติดอยู่ปลายลิ้น ขอโทษๆๆค่ะ ไว้นึกได้จะมารีบแก้ไขตรงนี้นะคะ ===> (แก้ไขเพิ่มเติมวันที่ 25/2/51 เวลา 19.40 น. ) ตอนนี้อาการดีขึ้น สมองเริ่มฟื้นตัวทำงานแล้วค่ะ จำได้แล้วว่าคืออาจารย์หมอสมเกียรติค่ะ) กับคุณหมอซาฟารี   น่ารักมากๆเลยทั้งสองท่าน พอเห็นก็รีบมาช่วยดูอาการให้ วัดไข้ที่ ER ได้ 39.3 C  (ลดลงกระจึ๋งเดียว) เห็นคนไข้สูง หนาวสั่นคงดู severe  ตอนนั้นจึงโดนจิ้มก้นฉีดโวลทาเรนไปเข็มนึง กับเจาะเลือดเก็บปัสสาวะ  หมอสงสัยว่าอาจจะ UTI (ติดเชื้อในระบบปัสสาวะ) Plan ว่าถ้าผล lab มันโชว์ว่าใช่ ก็จะให้ admit เพื่อฉีดยาปฏิชีวนะ

 

นอนรอผล Lab อยู่ประมาณ 1 ชม. ปรากฏว่า CBC มันปกติ คือเม็ดเลือดขาวไม่ได้โชว์ว่าติดเชื้อ ( มันได้ 8600 กว่าๆ หรือ 8900 กว่าๆ จำไม่ได้แล้ว) ส่วนปัสสาวะ ก็มี wbc แค่ 0-1 cell เอง  สรุปว่าอาจจะเป็นพวก viral infection  จึงให้กลับห้องไปพักผ่อนได้ คงแค่กินยาลดไข้เมื่อมีไข้ ไม่ทำอะไรเพิ่มเติม (แอบโล่งใจ.. คืนนี้ราอันไม่โดนทิ้งอยู่ห้องตัวเดียวแล้วนะลูก) จากนั้นหมอเวรที่ ER ก็เขียนใบรับรองแพทย์ให้ลาพัก 1 วันในวันที่ 24 กพ.

เมื่อกลับถึงห้อง อาการหนาวเริ่มดีขึ้น เหงื่อเริ่มซึมๆ หลังจากเช็ดตัว (เช็ดเองสิ.. เจ้าราอันได้แค่นั่งมองหน้า ตาปริบๆ จะเข้ามาช่วยเลีย) ก็จัดการกินเค้กไป 1 ชิ้น (ก็ไข้สูง มันคงเสียพลังงานไปเยอะ เลยต้องหาคาลอรี่มาทดแทน  แหะๆ)  จากนั้นก็นอนหลับยาว มาตื่นตอน 9 โมงเช้า เพราะคุณหมามาปลุก ได้ลุกขึ้นกินยา แต่เพราะความเพลียก็เลยนอนต่อ  มาตื่นเอาบ่ายโมงครึ่ง รู้สึกไข้ลดแล้ว แต่ตัวยังร้อนอยู่ (ไข้ต่ำๆ) ลองลุกเดิน ก็ไม่ค่อยปวดกล้ามเนื้อแล้ว  ล้างหน้าล้างตาชงอะไรร้อนๆกินรองท้อง แล้วนั่งประเมินตนเอง เพราะตามระเบียบของวอร์ด ถ้าหากจะลาป่วยเวรบ่าย ก็ให้โทรไปลาก่อนบ่ายสอง  ถ้าจะลาก็ได้ เพราะว่ามีใบรับรองแพทย์ประกอบการลาแล้ว

 

แต่สุดท้ายตัดสินใจ.. น่าจะไหว ถ้าไข้ต่ำๆแค่นี้ กับไม่ปวดกล้ามเนื้อแล้ว แค่เมื่อยๆเท่านั้น ก็ยังทำงานได้ เหลือขึ้นเวร 2 วันจากนั้นจะหยุดยาว 4 วันแล้ว (ขอเวรไว้วันเกิดจะกลับบ้านค่ะ) ฝืนๆทำงานไปก่อนก็แล้วกัน ไว้เป็นอะไรค่อยไปเป็นตอนวันหยุด จะได้ไม่ต้องรบกวนเพื่อนให้ต้องเดือดร้อนมาขึ้นเวรแทน

ดังนั้นวันนี้ (24 กพ.) มาขึ้นเวรบ่าย อาการทั่วไปก็ดีนะ แค่ยังไข้ต่ำๆ กับอาเจียนไป 2 รอบ (เบาะๆเรื่องอาเจียน ชินเสียแล้ว เพราะเวลาไม่สบายจะอาเจียนทุกที แค่รอให้หายคลื่นไส้ ก็ค่อยหาอะไรกินเข้าไปใหม่ ไม่ต้องซีเรียสมาก ) แต่เวรบ่ายวันนี้ก็สนุกเหลือเกิน ทีมตนเองวันนี้ไม่ค่อยยุ่งหรอก แต่ทีมเพื่อนสิยุ่ง ห้องแยก TB ซึ่งเป็นคนไข้รับใหม่มาเวรเช้า เหนื่อยหอบมาก พ่นยาก็เอาไม่อยู่ สุดท้ายประมาณสามทุ่มครึ่ง แพทย์จึงตัดสินใจใส่ Tube แล้วส่ง ICU

 

เราช่วยบีบแอมบูแทบวิ่งตามเปลที่เข็นอย่างเร็วไปยังห้อง ICU  เชื่อเลยนะว่า ในช่วงเวลาคับขัน ร่างกายคนเราจะหลั่งอะดรีนาลีนออกมา ทำให้มีพลังมากขึ้นกว่าปกติ แม้จะเจ็บปวดอยู่ก็จะลืมหายไปชั่วคราว  ปกติแค่เดินเร็วๆตามเปลก็แทบสับขาไม่ทันแล้ว  นี่มือต้องบีบแอมบูไปด้วยและต้องให้สัมพันธ์กับขา โอย.. ช่วงเวลานั้นงงตัวเองว่าทำได้อย่างไร

ส่งคนไข้เสร็จ ตอนเดินกลับวอร์ด ค่อยรู้สึกปวดที่มือขวาตรงเอ็นที่ผ่าตัด ตอนนั้นจึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า มือขวาที่ผ่าตัดมันยังไม่หายเจ็บนี่นา ตอนบีบแอมบูก็บีบแบบลืมเจ็บมือไปเลย.. แต่ก็ปลื้มใจนะ ที่ช่วยคนไข้ ส่งถึง ICU ได้ทันท่วงที ไม่มีอะไรติดขัด..คนไข้ปลอดภัย.. ถึงเจ็บ (อีกครั้ง) ก็คุ้ม

 

จะเล่าเรื่องไข้ ดันไปออกทะเลไปเรื่องคนไข้ซะนี่  จะว่าไปแค่อยากจะรำพึงกับตนเองด้วยความงงงวยว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับตนเองเมื่อวานนี้  ที่อยู่ๆก็เกิดไข้สูงปรี๊ดขึ้นบนวอร์ด ตรวจหาสาเหตุอะไรไม่เจอ แล้วมันก็ลดหายไปภายใน 24 ชม.  พอสะสางเรื่องอื่นๆเสร็จ นึกถึงเรื่อง lab ขึ้นมา จึงลองเปิดดู lab ของตนเองในคอม

จึงเพิ่งสังเกตว่า ในปัสสาวะ  Leuco = trace    blood= 2+  และ  rbc = 2-3 cell   อันนี้แปลให้ตัวเองให้เข้ากับอาการไข้ไม่ออก แต่คิดว่ามันไม่น่ามีเลือดในปัสสาวะนา (เพราะมันก็ไม่ใช่ช่วงนั้นของเดือนนี่นา) และรู้ว่ามันแตกต่างไปจากที่เคยตรวจครั้งก่อนๆ ที่มักนะ normal exam  กับใน CBC นั้น  ปกติแล้ว PMN ของเรามักจะอยู่ที่ 50 -60 กว่าเอง ส่วน lymph จะเยอะ 20 กว่า -30 กว่า แทบทุกครั้งที่ตรวจ แต่ผล lab ในครั้งนี้  PMN จะสูงขึ้นเป็น 88%  ไม่เคยมากขนาดนี้ ส่วน lymph แค่ 8%  เอง  ก็ไม่รู้ว่ามันมีนัยสำคัญอะไรรึเปล่านะ  หรืออาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่ก็ได้


รำพึงจบ.. ก็ปิดบันทึก  แค่เขียนไว้เพื่อบันทึกให้กับตนเอง เผื่อว่าพรุ่งนี้ จะเกิดอะไรขึ้นมาอีกก็เท่านั้นแหล่ะค่ะ ^__^