ผมไม่เคยสนใจท่วงท่าทำนองของตนเองทีแสดงออกมาเท่าใดนักตามประสาผู้ที่มีสัญชาตญาณดิบ ๆแบบกระทิง คิดอย่างไร เห็นอย่างไรก็แสดงออกมาอย่างนั้น คิดอย่างเดียวว่าเรามีความจริงใจ มีกุศลจิตที่ดีเท่านั้น....

        บางครั้งคนเราก็ไม่รู้สึกตัวเองว่าคิดอะไร ทำอะไร แสดงความเป็นตัวตนออกมาเช่นไร ทุกอย่างที่แสดงออกมาเป็นธรรมชาติล้วน ๆ ดังนั้นบางครั้งท่วงท่า ทำนองเหล่านี้อาจไม่สวยงาม สวยสง่าดังที่เราหวังไว้ แต่หากการแสดงออกมานั้นออกมาจากกุศลจิต หัวใจที่บริสุทธิ์ที่ปรารถนาดีต่อผู้คนแล้ว ท่วงท่าทำนองเป็นเช่นไรหาใช่สิ่งสำคัญไม่ นี่คือความคิดอันดั้งเดิมที่ผมเป็นอยู่ นานนับสิบปี ที่อาศัยแต่ความจริงจังและจริงใจเท่านั้น

        ผมไม่เคยสนใจท่วงท่าทำนองของตนเองทีแสดงออกมาเท่าใดนักตามประสาผู้ที่มีสัญชาตญาณดิบ ๆแบบกระทิง คิดอย่างไร เห็นอย่างไรก็แสดงออกมาอย่างนั้น คิดอย่างเดียวว่าเรามีความจริงใจ มีกุศลจิตที่ดีเท่านั้น....ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว...ท่วงท่า ทำนอง ที่แสดงออกมาอาจเป็นสิ่งที่ขัดต่อสายตาของผู้คน  เป็นอุปสรรค เป็นขวากหนามให้ตนเองให้ไม่สามารถก้าวเดินต่อไป ผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นดั่งการแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความจริง ความถูกต้องที่เห็นอยู่กับตา ยิ่งไม่สามารถปรุงแต่งท่วงท่าทำนองให้สวยงามได้ จึงได้แต่แสดงท่วงท่านนั้นอยู่เสมอมา มีแต่ผู้ที่มองลึกลงตรงจิตใจเท่านั้นจึงจะสัมผัสจิตอันเป็นกุศลนี้ได้

ตราบจนวันนี้หลังจากที่ผ่านคืนวัน ผ่านการคิด ผ่านการสอน กล่อมเกลามาบ้าง ทำให้ต้องติดตามควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกตนเองคิดให้ช้าลง ทำให้ช้าลง และมองท่วงท่า ทำนองของตนเองและทำให้ช้าลง ถึงแม้บางครั้งต้องฝืนธรรมชาติตนเองบ้าง แต่ไม่ได้เสแสร้งให้เกิดท่วงท่าทำนองดั่งนั้นแน่นอน แต่กำลังฝึกฝนต่างหาก !!

ขอขอบพระคุณผู้ที่มีกุศลร่วมกันทั้งท่านสุพัฒน์และอาจารย์ ดร.นิภาพร   ลครวงค์  มาโอกาสนี้ครับ