มหาวิทยาลัยจะต้องมีปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ข้อมูลความรู้ต้องตรวจสอบได้ ปรับเปลี่ยนด้วยความถูกต้อง ไม่ใช่ ดื้อแพร่งจากสังคม อันขึ้นอยู่กับคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ ของมหาวิทยาลัยเอง

เมื่อสักวันสองวันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสปลดปล่อยตัวเองโดยการไปเดินร้านสุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือเจ้าประจำของผม ผมเป็นสมาชิกที่นี่นับ 10 ปีได้ จนปีนี้ได้โบนัสการต่ออายุสมาชิกเพิ่มเป็นทีเดียว 2 ปี

 

เดินไปสะดุดหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อ "ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยไทย" ของ ศ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

ด้วยทุนเดิมที่มีความอยากรู้เรื่อง "ความคิดของการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย" อยู่แล้ว ทำให้ผมใช้เวลาตัดสินใจไม่นานในการใช้สตางค์ซื้อความอยากรู้นี้ซะ 220 บาท (ความรู้จากหนังสือ คือ ความรู้ที่มีราคาถูกของผม แต่อาจจะแพงตามสถานะการเงินของหลาย ๆ ท่าน เช่น นักศึกษาที่ยังไม่มีงานทำในขณะนี้)

คุมสอบไป ก็นั่งอ่านไปด้วย อ่านแบบเร็ว ๆ เพราะคำศัพท์ที่ใช้ยังไม่สันทัดใจเท่าไหร่ ไม่คุ้นเคย แต่อาศัยความมุ่งมั่นอยากรู้อ่านแทน กะว่า อ่านเร็วสักรอบ แล้วค่อยตามด้วยอ่านละเอียดอีกครั้ง

 

อ่านถึง บทที่ 3 ว่าด้วย "แรงกดดันมหาวิทยาลัยไทยจากรอบด้าน"

ชอบใจ หัวข้อ 3.4 "เทคโนโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ พลิกจุดยืน เป็นทั้งโอกาสและภาวะคุกคาม"

สาเหตุของความชอบใจ เพราะคงใกล้กับศาสตร์วิชาชีพของตัวเองอยู่ และอีกประการ ยิ่งอ่านยิ่งคิดถึงเรื่อง "การใช้เทคโนโลยีในการจัดการความรู้ โดยเฉพาะกับ Gotoknow" เสียนี่กระไร ...

 

ขอยกข้อเขียนมาจากหน้า 54 -57 ... ดังนี้

 

"...

เทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศได้เปลี่ยนโฉมการอุดมศึกษาออกไปเป็นอันมาก เปิดโอกาสการศึกษาให้ ข้ามเวลาและสถานที่ ออกไป

การถ่ายทอดความรู้และการแสวงหาความรู้ไม่ต้องจำกัดอยู่ในห้องบรรยายอีกต่อไป ผู้เรียนสามารถหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างมากและกว้างขวางกว่าที่อาจารย์สอน

การสอนของอาจารย์ไม่ต้องจำกัดอยู่ที่เวลาที่สอน การบันทึกเทปไว้ในห้องสมุดและให้เข้าถึงง่าย จะเป็นโอกาสให้ผู้เรียนสามารถศึกษาสะดวกขึ้น โดยจะเรียนเมื่อใดก็ได้ เรียนซ้ำกี่ครั้งก็ได้ เรียนที่ใดก็ได้ และหาความรู้ที่แตกต่างก็ได้

หากมีการจัดการที่ดีในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศในบริการอุดมศึกษา โอกาสที่บุคคลจะเข้าถึงอุดมศึกษาอาจเพิ่มขึ้นได้เป็นอันมาก

เทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศยังมีผลไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทางการเรียนการสอนด้วย

การที่อาจารย์จำกัดความรู้เท่าที่สอนไป และ สอบตามนั้น อาจเป็น การจำกัด หรือ ดับปัญญาของผู้เรียนก็ได้

บทบาทของอาจารย์ก็เปลี่ยนไป มิใช่ ผู้เป็นแหล่งสาระความรู้ที่สมบูรณ์ เพื่อการบรรยายถ่ายทอดไปสู่ศิษย์ แต่เป็นผู้ที่ติดตามสะสมความรู้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ พร้อมไปกับการสอนเพื่อสร้างความสามารถในการหาความรู้ให้เกิดกับศิษย์ อาจทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นความรู้ให้ง่ายขึ้น หรือ เป็นผู้สร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง หรือ เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้ ในที่สุดเป็นเพื่อนในการร่วมกันเรียนรู้

ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศ ความรู้ ไม่ใช่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อาจารย์ หรือ ผู้รู้เป็นผู้ผูกขาดอีกต่อไป

เมื่อต้องการความรู้ไม่จำเป็นต้องเอาจากอาจารย์หรือผู้รู้เสมอไป ทำนองเดียวกับเมื่อเจ็บป่วยก็ไม่ต้องพึ่งแพทย์อย่างไม่ลืมหูลืมตาอีกต่อไป แต่ความรู้เป็นสมบัติสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้ หากมีความสามารถในการจัดการกับความรู้

บุคคลทั่วไปและประชาชนมีพลังของตนเองที่จะไม่เชื่อ หรือที่จะซักถาม หรือ คัดค้านความรู้ ความคิด และความเห็นของผู้ที่ได้รับการกำหนดให้เป็นผู้รู้ ทั้งผู้ที่เป็นอาจารย์ หรือ ผู้ที่ได้รับปริญญาในสาขาวิชาการ หรือผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ

การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศนี้ ทำให้ต้องมีการรื้อกระบวนการในการศึกษาอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ และก่อให้เกิดความหลากหลายในเป้าหมาย และวิธีการของการศึกษา

เทคโนโลยีการสื่อสารสารสนเทศยังได้ทำให้มีข้อมูลมากมาย และอาจไม่ตรงสอดคล้องกันหรือแม้แต่ขัดแย้งกัน มีผลให้คนในสังคมเกิดความสับสนและความไม่แน่ใจในเรื่องต่าง ๆ

บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงต้องปรับไปด้วย ต้องเป็นที่พึ่งของสังคมได้มากขึ้น เนื่องจากความสับสนและความไม่แน่นอนที่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

สังคมต้องอาศัยการกลั่นกรองข้อมูล ความรู้ และความคิดเห็นต่าง ๆ โดยมีการพิจารณาอย่างถูกต้องปราศจากอคติ และเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน

สภาพนี้นำไปสู่ความจำเป็นเชิงจริยธรรมที่ขยายบริบท (คำนี้ผมไม่ชอบเป็นการส่วนตัว แต่เขียนเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา) กว้างขวางขึ้น พัฒนาการของความรู้และเทคโนโลยีทำให้เกิดสภาพและสิ่งใหม่ ๆ

เกณฑ์ความถูกต้องที่ใช้อยู่เดิมอาจไม่สามารถปรับใช้กับสภาพปัญหาใหม่ได้ ข้อกำหนดเชิงคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณจึงเป็นพลวัต (คำนี้ก็ไม่ชอบ เข้าใจยากเกินไปสำหรับคนเดินดิน) ด้วย

และต้องอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจ ไม่ใช่ จากการสะสมความรู้เท่านั้น แต่จากการครองตน กำกับงานทางวิชาการให้ได้คุณภาพทั้งกระทำและคิดเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันเป็นการสร้างความไว้วางใจได้

..."

สิ่งที่เห็นได้จากแนวความคิดของท่านอาจารย์จรัล ก็คือ

  • ICT จะปรับบทบาทของผู้เรียนให้รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น
  • ICT จะปรับบทบาทของผู้สอนหรืออาจารย์ ให้เป็นผู้ให้คำปรึกษา ตลอดจน สามารถเรียนร่วมไปกับผู้เรียนได้ทันที
  • มหาวิทยาลัยจะต้องมีปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ข้อมูลความรู้ต้องตรวจสอบได้ ปรับเปลี่ยนด้วยความถูกต้อง ไม่ใช่ ดื้อแพร่งจากสังคม อันขึ้นอยู่กับคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ ของมหาวิทยาลัยเอง

 

ท่านนักการศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้อง ท่านคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นได้ครับ

ความรู้จะไม่หยุดนิ่ง ถ้าเราช่วยกันต่อยอดให้เจริญงอกงามออกไป และต้องเกิดการยอมรับร่วมกัน และ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงใจ ก็ไม่ได้หมายถึง ผิด ... ความคิดเห็นที่ตรงกัน ก็ใช่ว่าจะถูก เสมอไป ครับ (เขียนแล้วงง อิ อิ)

 

ขอบคุณครับ :)