มีข้อสังเกตอีกบางประการที่อยากนำมาแลกเปลี่ยนจากการไปเยี่ยมและติดตามการบริหารจัดการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ต่ออีกข้อคือ
       2.ลักษณะการทำงานใน สพท.หลายแห่ง ยังค่อนข้างเป็นแนวตั้งมากกว่าแนวนอน โดย สพท.จะพยายามกระจายงานต่างๆให้บุคลากรแต่ละกลุ่มงาน เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบเป็นเรื่องๆ  เป็นคนๆไป  แต่ละคนก็จะทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย(บางคนรับหลายเรื่อง)ให้เสร็จ โดยไม่อยากไปรับรู้เรื่องงานของคนอื่น  เช่น  กลยุทธ์คุณธรรมนำความรู้ฯ ก็แยกมอบให้คนในกลุ่มนิเทศฯ คนหนึ่งรับเรื่องโรงเรียนต้นแบบคุณธรรม/วิถีพุทธ  อีกคนรับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง  อีกคนรับเรื่องการสอนสอดแทรกคุณธรรม  อีกคนรับเรื่องการค่ายคุณธรรมฯลฯ  และมอบให้กลุ่มส่งเสริมฯรับเรื่อง  กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี  ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนฯลฯ  ดังนั้นเวลาจะถามเรื่องคุณธรรมนำความรู้  ก็ต้องไล่ถามไปทีละคน  เป็นต้น
         ข้อเสนอแนะ    การแก้ปัญหาเรื่องนี้ที่จริงไม่ยาก  บาง สพท.ก็ทำมาแล้ว โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้
(KM) เข้ามาช่วยเชื่อมช่วยบูรณาการตลอดแนว  อาจจัดให้มีทีมรับผิดชอบแต่ละกลยุทธ์ในลักษณะของ CoPs (ชุมชนผู้ปฏิบัติ) โดยอาจมอบ รองฯ ผอ.สพท.คนหนึ่งเป็นแกน แล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้คนใน CoPs และร่วมกันกำหนดแผนตั้งแต่แรก แล้วแยกกันไปทำ  บางเรื่องก็ทำร่วมกัน  ระหว่างปฏิบัติ ก็มาพบกันคล้ายๆกับ AAR ทุกเดือน ควรมีเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวโรงเรียนและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย แต่ละคนที่เกี่ยวข้องก็จะได้รับรู้  ได้ร่วมเสนอแนะ  และเชื่อมโยงกันได้ตลอดแนว  ถ้าทำต่อเนื่องก็จะเห็นวงจร PDCA ที่ยั่งยืน และ สพท.ก็พยายามเชื่อมโยงในเชิงบริหารระหว่าง CoPs ต่างๆ ก็จะสามารถสื่อสารและทำงานเชื่อมกันอย่างเป็นองค์รวมได้  แต่ข้อสำคัญต้องลดวัฒนธรรมอำนาจ  ที่ใช้ระบบคำสั่ง และติดตามในแนวตั้งมาเป็นการทำงานในแนวนอน เข้ามาร่วมไม้ร่วมมือกับผู้ปฏิบัติให้มากขึ้น
            นอกจากนี้ยังเห็นบางจุดที่ควรปรับปรุงกันอีกหลายเรื่อง   เช่น การทำตามแบบ  พยายามคิดรูปแบบออกมาที่หวือหวา  ทำเอกสารมากมาย เพื่อนำเสนอ  แต่ขาดความจริงจังในการสร้างความตระหนัก  การมีส่วนร่วม  ความพยายามในการลงมือทำและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง (
A1-A4)   เป็นต้น  ซึ่งเรื่องเหล่านี้ที่จริงก็มีสาเหตุมาจากระบบการประเมิน  ที่อิงเอกสาร  ใช้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ(รวมทั้งการประเมินของ กพร.ด้วย) ที่สืบทอดกันมานาน  จนขาดความเป็นชีวิตจริงกัน     
          จึงอยากเสนอแนะว่าลองหันมาปรับประยุกต์ใช้กระบวนการ
KM ที่ไม่แข็ง ไม่ติดรูปแบบ  แต่ยึดคน  ยึดความสำเร็จของงาน ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมด้วยใจ ร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนและพัฒนากันไป (ในเชิงปัจเจก )เพื่อปรับวัฒนธรรมให้เป็นแนวนอนมากขึ้น ดีไหม?   และการประเมินพยายามลดเอกสารลงหน่อยดีไหม?  ดูจากที่เขาทำจริง  มองหลายๆด้าน   มุ่งไปที่ผลเกิดกับผู้เรียน และคนรอบข้าง  อย่างเช่นโรงเรียนขนาดเล็ก ครูไม่ครบชั้น  เด็กก็อ่านหนังสือไม่ออก ยังไปเคี่ยวเข็ญให้ครูทำแผนการสอน ก็คงไม่เหมาะ   ควรต้องหาตัวช่วยไปช่วยเขาอย่างทันท่วงที  เช่นไปให้กำลังใจครู  หาสื่อ หาแบบฝึกสำเร็จรูปไปช่วย เพื่อให้ครูได้ฝึกเด็ก    ลดภาระครูให้มีเวลาเอาใจใส่ เคียวเข็ญฝึกอบรมเด็กเหมือนอย่างครูโบราณมากขึ้น เพื่อ ให้เด็กอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น เป็นความจำเป็นอันดับแรก   เป็นต้น      
         
การประเมินก็ต้องเป็นอย่างที่ ดร.โกวิท  วรพิพัฒน์  เคยบอกว่า
      
ถ้าเราอยากให้เกิดอะไรก็ประเมินเขาตรงนั้นเดี๋ยวเขาก็ทำกันเอง