สวีสดีครับ...

ได้มุมมองที่ละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้นหลายอย่างมากครับ..

จากการจัดกระบวนการควาสุขกับการทำงานกับองค์กร...

เก็บตกประเด็นสำคัญได้หลายอย่าง  และเชื่อมโยงกันเพิ่มเติม...

ความเชื่อเดิมในการพัฒนานั้น...คือ

     - การต้องมีความรู้ก่อน   ต้องเข้าใจและต้องมุ่งที่เป้าหมาย  หรือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น

     - พยามให้ได้  ให้มี  ให้เกิดขึ้น ตามแนวทาง  ตามมาตรฐาน...

     - คิดว่าไม่น่าจะยากถ้าทุกคนร่วมแรง ร่วมใจ  เข้าใจ มีความรู้และทุมเท...

 

แต่เมื่อทำงานไปพบว่า...

    - นอกจากเรื่องงานในองค์กรแล้ว ผู้คนยังมีเรื่องของชีวิตส่วนตัว

    - ผู้คนนั้นมีเรื่องของความมีตัวตน  อารมณ์  ความรู้สึก  ความคิด  ความหวัง ความสุขของตนเอง

    - ทำไม่งานที่วางเอาไว้  วางแผนไว้ ไม่ขยับ  ไม่มีคนทำ

   - งานทีมาก ไม่สามารถเชื่อโยงได้

 

                 ในสถานการณ์ที่งานประจำก็อยากได้ดี อยากทำให้ดีที่สุด   เพื่อองค์กรเพื่อคนไข้

ในขณะที่เราก็ต้องการเนื้องานที่เป็นการพัฒนาสิ่งที่เป็นงานประจำให้เห็นว่าดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อคนไข้ เพื่อคนนอก

   เรากลับพบได้ว่าอุปสรรคที่สำคัญคือ

   การขาดความสุขของการทำงาน

   ความไม่เข้าใจในงานและกันและกัน

   ผู้คนที่ยังพร่องทั้งทางกายใจ...(รวมทั้งเราเอง)

 กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันแบบที่จะเปิดเผยด้านใน  ด้านความรู้สึกต่อกัน

 กระบวนการเรียนรู้ที่จะสามารถยกระดับทางจิตใจ..จึงน่าจะเป็น

  แนวทางและกระบวนการสำคัญที่น่าจะทำและสร้างให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กร

  ดังที่ ท่านอาจารย์เน้นย้ำว่า...

  ผู้คนที่ในองค์กรของเรา  ล้วนเป็นผู้ที่มีพื้นฐานจิตใจที่ดีงาม  เป็นผู้ที่มีทุนเดิมอยู่...

  เพียงแต่มีบางสิ่งบดบังไว้ เปรียบเหมือนโคลนที่ติดเรา ฝุ่นที่ติดเราอยู่(กิเลส)  อาจจะต้องหมั่นเช็ดออก

  การบวนการสุนทรียะสนทนา  และแนวทางการทำงานให้มีความสุขด้วยวิถีพุทธนั้น

 น่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาองค์กร

  โดยให้ความสำคัญกับความสุข   กับควมรู้สึกด้านใน   กับการเติบโต..ด้านจิต

 ไม่ว่าจะมีเครื่องมือใดๆเข้ามาก็น่าจไม่เป็นเรื่องที่ยากเกินที่จะเรียนรู้...

 จะลองดูครับ...

 เริ่มที่การประชุมวาระคุณภาพแนวใหม่..

 ที่เราจะนั่งล้อมวงคุยกัน...โดยไม่เน้นว่าตัวเลขเท่าใด 

  แต่เน้นที่ความสุขที่ได้ทำ  การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน

  ด้วยจิตใจที่มีสติ...สงบ  และมีความสุข...