กตัญญูกตเวที.....เป็นเครื่องหมายของคนดี

วินาทีนี้....สำหรับบันทึกนี้.....ผู้เขียนขอบันทึกความดีของหนุ่มน้อยผู้นี้ "พี่เก่ง"  ไว้นานเท่านาน.....

        จริงๆ แล้วหนุ่มน้อยผู้นี้เรียกขานผู้เขียนว่า "น้าแอน" เสมอมา  บ้านของ "พี่เก่ง" อยู่ตรงกันข้ามกับบ้านผู้เขียน  ผู้เขียนจึงรับรู้และรับทราบความเป็นไปในชีวิตของหนุ่มน้อยผู้นี้เสมอมา  เนื่องจากเห็นมาตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา  ขณะนี้หนุ่มน้อยกลายเป็นหนุ่มรุ่นกระทงพร้อมกับภาระที่หนักเอาการสำหรับหนุ่มวัยรุ่นผู้ชายคนนึงที่พลิกชีวิตจากเดิมไปจนหมดสิ้น

       เดิมทีแล้วครอบครัวนี้มีกัน  5 คนในครอบครัว  มีพ่อแม่, เก่ง และน้องสาวอีก 2  คน  คุณแม่ของเก่งจัดเป็นคนสวยทีเดียว  แต่ด้วยการชอบเล่นการพนันและติดหนี้สินจากการเล่นพนัน  ทำให้คุณแม่คนสวยของพี่เก่งต้องทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่พี่เก่งและน้องๆ ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาและประถมศึกษาตามลำดับ  ภาระทั้งหมดจึงเป็นของพ่อ  พ่อจึงสมัครเข้าทำงานในบริษัทขายรถในตัวหมู่บ้านในตำแหน่งของยาม  ช่วงที่เด็กคนนี้เรียนชั้นมัธยมผู้เขียนไปสอนอยูที่ จ.นครศรีธรรมราช  กลับมาอีกครั้ง ก็เจอหนุ่มน้อยคนเดิมขณะที่กำลังเรียนวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในจังหวัดใกล้บ้าน  ส่วนน้องสาวอีก  2  คนก็เรียนยังไม่สำเร็จแม้ในระดับมัธยมศึกษา  (อาจจะด้วยความสวยที่ได้รับมาจากแม่....ทำให้น้องสาวของเขามีกิจกรรมที่ทำให้กับโรงเรียนประเภทที่ต้องใช้หน้าตาและความสามารถที่มี  เช่นการแสดงต่างๆ ทั้งรำไทย  รำฝรั่ง  น้องสาวทั้งสองของเขาจะมีความสามารถทางนี้ทั้งคู่.....แต่อนิจจา....จุดปัญหาตรงที่ไม่มีแม่คอยอบรม  ตักเตือน  สั่งสอนในเรื่องต่างๆ ในช่วงต้นๆ ของชีวิตวัยรุ่น  ทำให้ทั้งสองสาวก้าวพลาดไปในเส้นทางชีวิตของการเป็นเด็กนักเรียน  จากเด็กหญิงสู่นาง....และต้องไปตามวิถีชีวิตของครอบครัวเกิดใหม่ในบ้านของฝ่ายชาย  ทำให้ทั้งสองหายไปจากภาพตรงหน้าบ้านของผู้เขียน...)  และดูเหมือนจะไม่มีจุดหมายปลายทางสำหรับอนาคตของครอบครัวนี้

         ในระหว่างที่เก่งเรียนเทคนิคและอยู่บ้านหลังใหญ่เพียงคนเดียว  (เพราะพ่อเริ่มมีแม่ใหม่  และย้ายออกไปอยู่กับแม่ใหม่นั่นเอง) ใครๆ ในละแวกบ้านก็มักจะเห็นเก่งพาสาวมาที่บ้าน  คนแล้วคนเล่า  (...ด้วยความที่เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี...)  หรือบางครั้งเก่งก็จัดปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนๆ วัยรุ่นในหมู่บ้านที่หน้าบ้านตนเอง  เริ่มตั้งแต่เย็นยันดึกดื่นเที่ยงคืน...  เป็นเช่นนี้บ่อยครั้ง  และอาจจะเห็นพ่อของเก่งมาเยี่ยมลูกอยู่บ้างในบางครั้ง  จนเก่งเรียนจบ....โชคดีที่ในตัวหมู่บ้านมีร้านติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ตั้งอยู่....เก่งจึงได้เข้าไปสมัครและทำงานที่นี่.....เก่งโตขึ้น  ความรับผิดชอบในงานที่ตนเองรักมีมากขึ้น....  ผู้เขียนจึงเห็นเก่งขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไปทำงานพร้อมๆ กับผู้เขียนในตอนเช้า  และจะกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น  บางครั้งอาจมีเพื่อนๆ ตามมานั่งตั้งวงสังสรรค์กันบ้างแต่กลุ่มเพื่อนเปลี่ยนเป็นกลุ่มเพื่อนที่ทำงานแล้วในตอนนี้.....

       พ่อของเก่งก็ยังทำงานที่เดิม.....และร้านของเก่งก็อยู่ข้างบริษัทที่พ่อทำงานเช่นกัน

       มาเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา....พ่อของเก่งล้มลง....ที่บ้านแม่ใหม่และเมื่อส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล  หมอแจ้งข่าวร้ายว่าพ่อของเขาเป็นอัมพาต....มือเท้าขยับไม่ได้ครึ่งตัว  พูดก็ไม่ได้  แม้อายุจะประมาณ  50  กว่าๆ  แค่นั้นเอง

      วันที่ผู้เขียนไปเยี่ยมพ่อของเก่งที่โรงพยาบาล  คนป่วยไม่รับรู้หรือไม่มีความรู้สึกใด ๆ ทางร่างกายแม้แต่น้อย  ภาระการเฝ้าปรนนิบัติดูแลพ่อจึงตกอยู่ที่เก่งและน้องสาวคนถัดมาที่กำลังท้องโตใกล้คลอด  แต่น้องสาวก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก  คงมีเพียงเก่งเท่านั้น......ที่สามารถยก, เคลื่อนย้ายพ่อซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าตัวเองเสียอีกให้พลิกไปมาเพื่อไม่ให้เกิดอาการแผลกดทับ   ในระหว่างนั้นผู้เขียนได้ทราบข้อมูลใหม่จาก อาของเก่งว่า น่าเสียดายโอกาสของเก่ง  เก่งกำลังจะสมัครเข้าทำงานในบริษัทเดียวกับพ่อ  (เป็นการแอบไปสมัครงานโดยไม่ให้พ่อรู้ ) ในตำแหน่งที่ตนมีความรู้, ความสามารถและความถนัด  โดยที่บริษัทก็กำลังจะเรียกตัว  เพียงแค่กำลังจะรอสัมภาษณ์งานในสัปดาห์หลังจากที่พ่อล้มป่วยเท่านั้นเอง....แต่โอกาสไม่เข้าข้างเก่งเสียแล้ว  เมื่อพ่อล้มป่วย....

         เก่งเฝ้าพ่ออยู่เกือบครึ่งเดือนในโรงพยาบาล  เมื่อหมออนุญาตใกกลับบ้าน  ป้าและอาของเก่งให้เก่งพาพ่อเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่ของคุณย่าที่เพิ่งเสียชีวิตไป  เนื่องจากมีอุปกรณ์สำหรับคนป่วยอย่างครบครันทั้งเตียงและรถเข็น.....เก่งจึงต้องเข้าไปอยู่บ้านอีกหลังใกล้ๆ กับบ้านตนเองเพียงลำพังสองพ่อลูก....(...และภาพชีวิตของสองพ่อลูกตรงหน้าบ้านของผู้เขียนได้ฉายชัดขึ้นเป็นลำดับ....จนทำให้ผู้เขียนอยากบันทึกเรื่องราวของ "เก่ง" คนเก่งคนนี้ไว้ในบันทึกชีวิตของผู้เขียน...)

       ภาพที่เห็นตรงหน้าบ้านคือ......เก่งต้องออกจากงานที่ตนเองทำในร้านติดตั้งอุปกรณ์ประดับรถยนต์มาเฝ้าปรนนิบัติ  ดูแลพ่อ....(อาจมีน้องสาวมาช่วยบ้างเล็กๆ น้อยๆ ในบางครั้งคราว  ด้วยเหตุผลของสุขภาพหญิงสาวท้องแก่ใกล้คลอด)

      ในตอนเช้าก่อนผู้เขียนไปทำงาน  มองออกไปหน้าบ้านก็จะเห็นเก่งเข็นพ่อออกมาสาละวนกับการอาบน้ำให้พ่อ   บางครั้งก็เข็นพ่อออกมานั่งรถเข็นเล่นตรงประตูรั้วบ้าน....แล้วจอดนิ่งให้พ่อชมธรรมชาติยามเช้าในบริเวณบ้านใกล้ๆ ถนนใหญ่ เพื่อไม่ให้พ่อรู้สึกเหงากับสภาพคนป่วย 

      บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นภาพนี้ของเก่งในตอนเย็น......เก่งเข็นพ่อมานั่งรอเขา  ล็อคล้อรถเข็นของพ่อเรียบร้อย  แล้วเก่งก็วิ่งมาเก็บยอดใบอ่นของต้นมะม่วงหิมพานต์...เพื่อเอาไปทำกับข้าวกินกัน

      บางครั้งเก่งก็เข็นพ่อออกมานั่งใกล้ๆ กับที่เขาล้างรถให้พ่อ.....เพราะเก่งรู้ว่าพ่อใช้รถคันนี้เป็นประจำด้วยรักรถคันนี้มาก

       มีป้าข้างบ้านของผู้เขียนและเก่ง....ได้มาบอกเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า...." เก่งมันน่าสงสารนะ.....มันบอกว่า.....เมื่อก่อนพ่อไม่ค่อยรักมันนักหรอก  รักน้องสาวสองคนนั้นเสียมากกว่า  ....กับเก่งขนาดโตเป็นวัยรุ่นแล้วพ่อยังเตะเก่งเลย  เคยถูกตบด้วย.......แต่เก่งไม่โกรธพ่อหรอก  ก็พ่อเป็นพ่อเก่งนิ".....(.....ป้าเล่าว่าวินาทีที่ได้ยินเช่นนั้นผู้เป็นพ่อถึงกับน้ำตาร่วง....ในขณะ ที่ตนเองพูดไม่ได้....แต่คงรับรู้และสัมผัสได้ด้วยใจและการกระทำของลูกชายในวันนี้....วันที่เก่งไม่ทิ้งพ่อ.....)

       หลายครั้งที่ผู้คนในหมู่บ้านผ่านไปมาและเข้าไปเยี่ยมเยียน  เก่งก็จะคอยทำหน้าที่ต้อนรับ  พูดจาดีๆ แก่ผู้มาเยี่ยมอย่างเป็นมิตรและซาบซึ้งในน้ำใจแขกผู้มาเยือนที่มีให้พ่อและตนเอง.......(ดูเขาโตช่างกว่าอายุจริงๆ   ณ  วินาทีนี้......โตกว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาที่ยังคงสำมะเลเทเมาในวัยของหนุ่มน้อยที่ยังไม่มีภาระทางครอบครัวให้รับผิดชอบ....เมื่อเทียบกับภาพเก่าๆ ที่เคยเห็นมาก่อนนี้...หวังเพียงว่าการกระทำที่ดีๆ  ของเขาคลช่วยส่งผลให้เขามีชีวิตข้างหน้าที่ดี...ไม่เหมือนก่อนเก่าที่เขาเคยได้รับมา)

       ในวินาทีนี้...ใครๆ ในหมู่บ้านจึงนึกชื่นชมเด็กหนุ่มคนนี้ด้วยความที่เขาเป็นคนกตัญญูกตเวทิตา  ซึ่งนับเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่เชิดชูให้รู้ว่าเขาเป็นคนดีทีเดียวล่ะ....เพียงแค่การเริ่มต้นกับคนในครอบครัวเพราะนั่นคือพ่อพระประจำตัวของเขานั่นเอง