“ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก” จากปรัชญาชีวิต ของคาริล ยิบราล แปลโดย ระวี ภาวิไล

 อากาศช่วงต้นสัปดาห์อุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาดแล้วก็รีบหนาวลงอย่างมากในช่วงปลายสัปดาห์ต้อนรับเทศกาลวันแห่งความรัก (Valentine’s day) ในกลางสัปดาห์ที่ 23 ราวกับจะย้ำเตือนให้คนหวนหาไออุ่นจากความรัก แม้ผมจะอยู่ห่างไกลจากครอบครัวแต่ความรักของครอบครัวก็ยังคงตามมาหอมอบอวลอยู่รอบๆตัวผมเสมอ แม่ผมได้กลับไปอยู่บ้านที่สวรรคโลกเพื่อดูแลยายส้มจีนที่ไม่สบายเพิ่งออกจากโรงพยาบาล แม่จึงได้ไปทำหน้าที่ลูกที่มอบความรักกลับให้แม่ (ยาย) ผ่านทางการกระทำ ซึ่งการกระทำดีกว่าคำพูดเสมอ (Action speaks louder than words) ภรรยาจึงต้องอยู่ตามลำพังกับลูกๆที่บ้าน ความรักของแม่และยายที่มีให้ผมตลอดมามากมายแต่ในช่วงที่ยายล้มป่วยผมเองแม้เป็นหมอแต่ก็ไม่สามารถกลับไปดูแลท่านได้

ความรักมีมากมายหลายแบบ คนจึงนิยามความรักได้อย่างหลากหลาย แต่ความรักที่ผูกพันกับตัวเรามากที่สุดคือความรักของคนในครอบครัว ปู่ย่าตายายพ่อแม่ลูกหลานมีความสำคัญต่อชีวิตคนเรา โดยเฉพาะลูก พี่ตุ่ย (นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์) เคยพูดกับผมตอนผมบอกว่าจะแต่งงานว่า ผมกำลังมีห่วงผูกขา พอมีลูกแล้วเอ็งก็จะมีห่วงผูกคอ ซึ่งก็เป็นจริงตามที่พี่เขาบอก เคยได้ยินหรืออ่านหรือดูละครที่มีคนถามว่าแม่กับภรรยา รักใครมากกว่ากัน ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ไม่ควรถามเพราะเรารักทั้งสองคน รักเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน  รักคนละแบบโดยมีหน้าที่กำกับอยู่ด้วย

สมัยเด็กๆ ผมเป็นชอบมีความใฝ่ฝันและกลายเป็นแรงผลักดันให้ทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อเติมเต็มความฝัน แต่บ่อยครั้งก็พบว่าหลายอย่างเราไม่สามารถเติมเต็มความฝันเพียงลำพังตัวเราเองได้ ต้องมีใครสักคนมาร่วมเติมให้ มนุษย์มีส่วนขาดในใจจึงไขว่คว้าหาความรักจากคนอื่นมาเติมเต็มทำให้เกิดเป็นชีวิตคู่ที่ดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ไว้ได้ ชีวิตหนุ่มสาวจึงมีความใฝ่ฝันเรื่องแฟนเรื่องครอบครัวค่อนข้างมาก นิยาย ละครหรือเพลงที่โรแมนติก ความรักทั้งสมหวังและผิดหวังจึงเป็นที่ถูกอกถูกใจคนส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมด้วย

ตอนกลับไปเมืองไทยช่วงปีใหม่ ได้ดูละครเรื่องหนึ่งชอบมาก เคยดูเมื่อสิบปีก่อนครั้งหนึ่งคือดั่งดวงหฤทัย เป็นความรักของหนุ่มสาวที่มีหน้าที่ทางการเมืองกำกับอยู่ เวอร์ชั่นก่อนแสดงโดยศรรามกับนัท ของใหม่แสดงโดยเวียร์กับขวัญ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวสองคู่ดูแล้วมีความสุข โดยเฉพาะเจ้าหลวงรังสิมันต์กับเจ้าหญิงทรรศิกา ผมดูละครได้ไม่กี่ตอนแต่ก็ติดตามอ่านเรื่องราวในหนังสือพิมพ์จนจบ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยอ่านนิยายเรื่องนี้แล้วสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ไม่แน่ใจว่าเป็นหนังสือสกุลไทยหรือเปล่า ลักษณาวดี ประพันธ์ได้ซาบซึ้งตรึงใจมาก ส่วนตัวแล้วชอบอ่านมากกว่าชอบดูเพราะเราสามารถจินตนาการจากตัวหนังสือได้งดงามตามใจเรา เพลงนำในละครไพเราะมาก แม้ฟังไม่บ่อยแต่ก็จำเนื้อร้องได้              

 “ฟ้าในค่ำคืนที่ไร้ดาว อ้างว้างและว่างเปล่า ไม่มีความหมาย  ฉัน ก็มีดวงใจที่ว่างเปล่า  จวบจนวันที่เธอก้าว เข้ามาในชีวิต  ไม่ใช่สายน้ำ แต่ฉ่ำชื่นหวาน ไม่ใช่ลำธาร แต่ไหลผ่านหัวใจไม่ใช่ดวงดาว แต่เธอเป็น ดั่งดวงหฤทัย คือความหมาย ที่หา มานาน ความรัก จดลึกในความทรงจำ ลึกล้ำ ย้ำรอยสลัก นิรันดร์นั้นนานนัก แต่รักนี้นานกว่านั้น

ฟังแล้วก็ให้คิดถึงวันคืนที่ผ่านมากับความหวานชื่นของความรัก ภรรยาได้ค้นหาเพลงในเวอร์ชันแรกส่งมาให้ เนื้อร้องให้ความรู้สึกที่ดีได้ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

“ดั่งดวงตะวัน ยามทอแสงสีทองที่ขอบฟ้า ก่อความหวังในใจ ที่อ่อนล้า ให้ลุกขึ้นมา ก้าวต่อไป จากวันวาน เธอคือตะวัน ที่ใจฉันเฝ้ารอ และต้องการ ดั่งดอกไม้ งดงามและอ่อนหวาน
เป็นน้ำในลำธาร แห่งความรัก ที่ไหลผ่านหัวใจ มีเธอคนเดียว เพียงพอตลอดกาล ความรักจากใจฉัน ให้เธอตลอดไป เธอเพียงคนเดียว ดั่งดวงหฤทัย  ทุกอย่าง หมดความหมาย ถ้าขาดเธอ หากมีสิ่งใด ที่เลวร้าย ไม่ยอมให้เจอะเจอ หนึ่งชีวิต ทุ่มเทให้กับเธอ ชั่วนิจนิรันดร์ นานเสมอ แต่ฉันรักเธอ นานกว่านั้น”

ชีวิตคนเราจึงไม่ได้มีแต่งาน เหตุผล ตามตรรกวิทยาเท่านั้น แต่อีกซีกของสมองสามารถที่สร้างความสุขได้จากความคิดความฝันและจินตนาการ เมื่อมีลูกเขาก็จะกลายมาเป็นดั่งดวงหฤทัยของเราเช่นกัน พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกตัวเองเก่ง ดี เป็นที่ยอมรับ แต่ในชีวิตจริงเราเลือกไม่ได้มากนัก ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครได้อะไรดั่งใจทุกอย่าง การดูแลลูกเป็นศิลปะและศาสตร์ที่ยากมาก

กับน้องแคน ผมพยายามกระตุ้นให้เขาสนใจหนังสือเรียนโดยไม่ดุด่าหรือตำหนิ แต่พูดด้วยเหตุผลแล้วคุยกับเขาว่าเขาคิดอย่างไร  ผมบอกเขาว่าหนังสือเรียน เนื้อหาตำราที่เรียนในชั้นเรียนเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะเรียนรู้ในระดับสูงๆไปในอนาคต ส่วนหนังสือนอกห้องเรียนที่ลูกชอบอ่านเป็นความรู้รอบตัวที่มีประโยชน์เช่นกัน พ่อกับแม่ไม่สามารถตามไปช่วยสอนได้ตลอดเวลาแคนบอกผมว่าเหมือนสร้างบ้านใช่ไหมพ่อ ที่ต้องมีเสาคอยค้ำยันบ้าน เสาต้องมีเหล็กเส้น ปูน และมีไม้ค้ำยันตอนหล่อเสาใหม่ๆ ผมก็เสริมลูกไปว่าใช่แล้ว เหล็กเส้นเหมือนเนื้อหาวิชาในชั้นเรียน ปูนและหินทรายก็เหมือนความรู้รอบตัวที่ช่วยให้ลูกยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองในอนาคตโดยช่วงแรกพ่อแม่ก็จะคอยช่วยสอน คอยประคับประคองไปก่อนจนลูกเติบโตแข็งแรงดีแล้ว พ่อแม่ก็คอยดูแลให้กำลังใจอยู่ห่างๆ ลูกมักจะรู้จักเปรียบเทียบ รู้ว่าอะไรดีไม่ดี แต่พบว่าลูกยังไม่สามารถบังคับตัวเองให้ทำตามที่รู้ได้

น้องขิม ดูท่าทางสนใจเรียนดี ทำการบ้านเรียบร้อย พอชวนไปเรียนดนตรีไทยก็ไป สามารถตีขิมได้หลายเพลงแล้ว เวลาคุยกันชอบร้องเพลงให้พ่อฟัง ส่วนน้องขลุ่ยกับน้องแคนยังไม่อยากเรียนดนตรี แต่ชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์ ก็คงทำนองลูกเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน เราพ่อแม่ลูกผูกพันกันมาก ตั้งแต่กลับจากเมืองไทยมาผมต้องกลับมาทานอาหารกลางวันที่บ้านพักเกือบทุกวันและต่อสไกป์คุยกับลูกๆตลอด ยิ่งคุยยิ่งคิดถึง

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 อากาศแจ่มใส ไม่หนาว อยู่บ้านอ่านหนังสือ ช่วงบ่ายคุยกับลูกๆแล้วมีนัดติวระบาดวิทยากันมีผม พี่เกษม ริด้า ริดและเฟ็ง (ฟ่ง) เป็นการทบทวนการเรียนร่วมกันที่ผมคิดว่าได้ประโยชน์มาก ช่วยเติมเต็มส่วนขาดความรู้ให้กันและกันได้ กว่าจะเลิกปาไปสามทุ่ม ทำอาหารเย็นทานด้วยกันที่บ้าน

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นการทำงานกลุ่มการวิเคราะห์ปัญหาไข้เลือดออกตามหลักการวิเคราะห์แนวดิ่ง (Vertical analysis) ในขั้นที่ 1 ที่ต้องศึกษาความสำคัญของปัญหาทั้งด้านความถี่กับความรุนแรงของโรคและค่าใช้จ่ายทั้งทางเศรษฐกิจและทางสังคม ขั้นที่ 2 สร้างตัวแบบทางระบาดวิทยาของไข้เลือดออก ขั้นที่ 3 หาทางเลือกในการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ ต้องมีการค้นเอกสารงานวิจัยมาประกอบทั้งหมด ไม่สามารถกล่าวหรือคิดมาเองลอยๆได้ ใช้เวลาเยอะ ถกเถียงอภิปรายกันมาก กว่าจะสรุปออกมาได้ พอเลิกกลับบ้านพักรู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้ามาก ทำให้หิวและกินจุมากขึ้น ทำสไลด์นำเสนอจนเสร็จ

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นการนำเสนอจากทุกกลุ่ม กลุ่มผมประชันธ์เป็นคนนำเสนอคนเดียว คนอื่นๆออกไปนั่งหน้าชั้นเพื่อช่วยตอบปัญหา คำถามจากอาจารย์และเพื่อนๆ

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ช่วงเช้าเรียนเรื่องเครื่องมือในการตัดสินใจ (Tools for Decision Making) กับอาจารย์กี ที่สอนแนวคิดหลักการการตัดสินใจในสภาพการณ์ที่แน่นอนมาก ค่อนข้างไม่แน่นอนและที่มีความไม่แน่นอนและความไม่ลงรอยกันสูง ตอนบ่ายเป็นการทำกิจกรรมกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาในขั้นที่ 4-6 ที่ต้องนำเอาตัวแบบที่นำเสนอมาปรับใช้กับสถานการณ์หรือบริบทที่กำหนดให้ เลิกเกือบห้าโมงเย็น ก่อนกลับเล่นปิงปองผ่อนคลายความเครียดกับประชันธ์ ริดและกั๊ดจู ไปหลายเซ็ท

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 วันวาเลนไทน์ ดูบรรยากาศในแอนท์เวิปแล้วไม่ได้แตกต่างจากวันอื่นๆ ไม่ได้รื่นเริงเกรียวกราว เอิกเริกกันแบบเมืองไทย ไม่มีแผงดอกกุหลาบมาวางขาย ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ ทั้งที่เป็นเทศกาลของฝรั่ง ไม่ต้องมาคอยรณรงค์ไม่ให้เสียตัวหรือมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงๆในคืนวาเลนไทน์ การเรียนการสอนของสถาบันก็เป็นปกติ แต่ละกลุ่มวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (Causal analysis) ในหัวข้อแต่ละกลุ่มกันอย่างคร่ำเคร่งกันทั้งวัน บางกลุ่มกว่าจะเลิกเกือบหกโมงเย็น ขณะทำกิจกรรมกลุ่มอาจารย์ที่ปรึกษาก็จะเข้ามาติดตามดูและให้คำแนะนำเป็นระยะๆ คล้ายๆผมกับทีมงานไปอบรมการจัดการความรู้ให้หน่วยงานต่างๆ

เราใช้เวลาอย่างมากในการเขียนแผนภูมิสาเหตุ ถกเถียงกันอย่างมาก ตามความคิดเห็นของแต่ละคน ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการทำงานเรื่องไข้เลือดออกนัก จึงต้องอาศัยงานวิจัย เอกสารขององค์การอนามัยโลกมาถกเถียงอ้างอิงกัน มีผมคนเดียวที่มีประสบการณ์ตรง แต่ผมก็มาคิดว่าตอนทำเรื่องไข้เลือดออกที่บ้านตาก ส่วนใหญ่เราก็ทำตามแนวนโยบายของกระทรวงหรือไกด์ไลน์ที่กำหนดมาอยู่แล้ว ทั้งคนทำและคนนิเทศไม่ได้ค้นเอกสารงานวิจัยมาประกอบเพื่อปรับประยุกต์ใช้เลย  ทำแบบเดิมๆกันมาตลอด ผมได้พยายามสรุปแนวทางปฏิบัติที่ทำอยู่ให้เพื่อนๆฟัง การทำกิจกรรมกลุ่มนี้ผมรู้สึกว่าหนักมาก ถกเถียง ใช้พลังสมองกันอย่างมาก จนอ่อนล้า ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการฟังและคิดตามการอภิปรายของเพื่อนในกลุ่มที่พูดภาษาอังกฤษกันค่อนข้างเร็วและสำเนียงหลากหลาย สไตล์อิตาลี อินเดีย เปรู กัมพูชา เวียดนาม เนปาลและรวมทั้งผมที่เพื่อนๆก็คงใช้ความพยายามอย่างมากเช่นกัน กว่าจะเลิกเกือบห้าโมงครึ่ง ตอนเดินกลับบ้านเกรซกับเกลนด้ามาชวนไปฉลองวันวาเลนไทน์กันที่ร้านหัวมุมข้างสถาบัน มีพี่เกษม เอ็ดวินกับภรรยา (พาโอล่ะ) แพทริเชีย บูโคล่า โจน เบเคเล่ นาร์มีนและมาร์กาเร็ต ผมตามไปทีหลังเกือบชั่วโมงเพราะอยากคุยกับภรรยามากกว่า ดื่มเครื่องดื่มคนละแก้วและทานของขบเคี้ยวกันได้สักพักก็แยกย้ายกัน ไม่มีการยืดเยื้อเรื่อยเปื่อยแบบงานเลี้ยงที่พบบ่อยๆในบ้านเรา

ตอนเช้าได้เปิดอีเมล์ภรรยาส่งไฟล์เพาเวอร์พอยท์สองเรามาเซอร์ไพร์ส กับเนื้อความในบทเพลงดั่งดวงหฤทัย เป็นของขวัญที่ถูกใจมาก ผมเองไม่ได้ส่งของขวัญหรือดอกไม้ไปให้ภรรยา ได้เขียนกลอนจากใจส่งไปให้แทนและนึกถึงกันด้วยเพลงของจุ้ย แม้เวลาผ่านนานแสนนาน ใจยังไม่เปลี่ยน ถึงฤดูเปลี่ยน หมุนเวียน ไม่เคยหยุดเฉย จะมีรักให้กัน ไม่มีวัน ลดน้อยลงเลย ยังคงพูดเชยเชยรักเธอ”

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ทำกิจกรรมกลุ่มเหมือนเดิม ถกเถียง อภิปรายกันอย่างหนักเช่นเดิม บางครั้งลงลึกไปในรายละเอียดหยุมหยิมมากเกินไป บางครั้งยึดติดในคำที่ใช้ บางครั้งอ้างอิงผลจากแหล่งที่มาคนละที่กัน แต่บรรยากาศในกลุ่มก็ดี มียิ้ม มีหัวเราะเป็นระยะๆ พักเบรกเป็นระยะๆ ขณะสรุปประเด็นหาความเห็นร่วม ลาริสซ่าก็เป็นคนพิมพ์สรุปลงในคอมพิวเตอร์ คนอื่นๆนอกจากอภิปรายแล้วก็ช่วยค้นหาวารสารประกอบเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ตเช่น จาก Pubmed และอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจมีรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วแบบเต็มฉบับให้อ่านได้ฟรีที่ www.pubmedcentral.nih.gov  น่าสนใจมาก การทำกิจกรรมกลุ่มครั้งนี้ผมรู้เรื่องไข้เลือดออกมากกว่าตอนทำงานเยอะเลย เลิกประมาณห้าโมงครึ่งกลับบ้านพัก

ตอนหนึ่งทุ่ม ออกไปฟังคอนเสิร์ตซิมโฟนี่ ออร์เคสตร้า (Symphony Fantastique) แสดงโดยวง Royal Flemish Philharmonic มี Jaap van Zweden เป็นคนนำวง ที่หอประชุมข้างสถานีรถไฟกลาง เฮลก่า หัวหน้าศูนย์บริการนักศึกษาพานั่งรถรางจากหน้าสถาบันแล้วไปต่อรถไฟใต้ดินจนถึงสถานีรถไฟกลาง เป็นครั้งแรกที่ผมใช้บริการรถไฟใต้ดินในแอนท์เวิป จริงๆแล้วก็คือรถรางที่มุดลงอุโมงค์ใต้ดิน ซื้อตั๋ว 1.5 ยูโร ต่อคน ใน 1 ชั่วโมง ขึ้นกี่เที่ยว กี่คันก็ได้ คอนเสิร์ตเริ่ม 20.30-22.30 น. มีพักคั่นเวลาให้ ผู้แสดงมีประมาณ 120 คน ทั้งชายหญิง หนุ่มสาวและวัยกลางคน เครื่องดนตรีมีทั้งดีด สี ตี เป่า แต่เน้นหนักไปทางสีมากกว่า เครื่องดีดน้อยที่สุด ช่วงที่นักดนตรีบรรเลงเปียโน คนดูชอบมากปรบมือไม่ยอมหยุดจนเขาต้องเล่นเพิ่มให้อีกเพลงหนึ่ง ขณะบรรเลงในห้องประชุมเงียบมากมีเพียงเสียงดนตรีขึ้นลงสูงต่ำตามทำนองเพลงพร้อมกับลีลาท่าทางของคนนำวง (วาทยากร) กับนักดนตรีเท่านั้น ผู้ชมถูกตรึงให้นิ่งสงบกับเสียงดนตรี พอเพลงหยุดจึงมีเสียงไอ กระแอมออกมาราวกับรีบไอไว้ก่อนจะได้ไม่เป็นเสียงรบกวนตอนเพลงบรรเลง

ผมชมไปด้วยคิดไปด้วย เห็นการทำงานของวงดนตรีแล้วเหมือนกับการทำงานในโรงพยาบาล วาทยกรเป็นเหมือนผู้อำนวยการ ที่เป็นหัวหน้า เป็นทั้งหัวและอยู่หน้า และเป็นผู้นำที่ต้องนำตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นผู้นำ แล้วไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้แต่ละคนแต่ละฝ่าย ต่างคนต่างทำไปไม่ได้ วาทยกรทำหน้าที่ของตนเองอย่างเข้มแข็ง นำให้สมาชิกในวงกว่าร้อยคนทำหน้าที่ของแต่ละคนให้ดีที่สุด เกิดเป็นบทเพลงอันไพเราะได้ ทำกันคนละอย่าง แต่เป้าหมายอย่างเดียวกัน บางคนเหนื่อยมากต้องเล่นตลอดทั้งเพลง บางคนเล่นบางช่วงเวลา แต่ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ผู้นำที่กำลังพาไปสู่จุดหมาย ไม่แย่งกันเด่น ไม่แย่งหน้าที่คนอื่นและไม่ขี้เกียจทำหน้าที่ของตนเอง การทำงานของวงออร์เคสตร้าเป็นตัวอย่างที่ดีหลายเรื่องในการทำงานเป็นทีมในองค์กร ที่บูรณาการความสามารถอันแตกต่างหลากหลายของแต่ละคนในทีมไปสู่ผลสำเร็จที่ดีได้

คอนเสิร์ตเลิกแล้ว อาจารย์วิมและเพื่อนๆ (เอ็ดวิน แพทริเชีย พาโอล่ะ ลาริสซ่า คริสเตียน เกรซ เฟ็ง พี่เกษม แดเมี่ยน นาร์มีน) ชวนไปนั่งคุยกันต่อที่ร้านดีมูธใกล้ๆโกรธ มาร์ก มีดนตรีแจ๊ซบรรเลงให้ฟัง คนเยอะมาก เกือบไม่มีที่นั่ง สั่งเครื่องดื่มคนละแก้ว นั่งคุยกันแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านพัก

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 ตื่นสายหน่อย อ่านหนังสือ ซักผ้าแล้วขี่จักรยานฝ่าความหนาวที่ 0 องศา เซลเซียส (-4 ตอนกลางคืน) ออกไปชมพิพิธภัณฑ์เพชรที่อยู่ข้างสถานีรถไฟกลาง เป็นพิพิธภัณฑ์เพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีไกด์บรรยายเกี่ยวกับความเป็นมาของศูนย์กลางการค้าเพชร การทำเหมืองเพชรและมีเครื่องประดับเพชรต่างๆให้ชม เพชรเป็นธาตุคาร์บอน ชอบไขมัน ไม่ชอบน้ำ ละลายได้ในกรด การจัดระดับของเพชรมีหลักเกณฑ์ 4 ข้อ (4C) คือน้ำหนัก (Carat weight) เพชร 1 กะรัต (carat) หนัก 0.2 กรัม คิดเป็น 100 จุด (point) มีตั้งแต่ 0.05-7.00 ความใส (Clarity) ดูจากการสะท้อนแสง ที่มา ลักษณะจากแว่นขยาย สี (Colour) ตั้งแต่ไม่มีสีจนถึงเหลืองอ่อน มี 13 แบบและการตัด (Cut) อาจรวมไปถึงรูปร่าง (Shape) ด้วย

พื้นที่ที่พบเพชรพบได้จากการทับถมในทะเล ชายหาด ท้องน้ำ และการทำเหมือนบริเวณตะกอนที่น้ำพัดมาทับถม ปัจจุบันพบเพชรที่บราซิล เวเนซูเอลา ออสเตรเลีย อินเดีย ไอวอรีโคสท์ รัสเซีย แองโกลา แคนาดา บอสวานา กินี แอฟริกาใต้ กายอานา เซียราลูนา ไลบีเรีย คองโก นามิเบีย กานา จีน แทนซาเนีย บอร์เนียวและเลโซโท นึกถึงเพื่อนที่เรียนนิด้าด้วยกันคือพี่หมี (อำพล ฉัตรไชยาฤกษ์) เจ้าของห้างอัญมณีฮั่วเฮงตึ๊ง ที่มีความรู้เรื่องเพชรและพลอยมาก ปัจจุบันพี่หมีเป็นประธานหอการค้าจังหวัดตาก หลังจากชมเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับ ออกมาจากพิพิธภัณฑ์หน้าสถานีรถไฟได้เจอดาราคู่ขวัญที่เพิ่งแต่งงานกันไม่นานนี้คือหน่อย (บุษกร) กับเคน (ธีรเดช) กำลังเดินเที่ยวอยู่ คิดว่าน่าจะมาฮันนีมูนในช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก ดูทั้งสองคนเหมาะสมกันมาก ผมผ่านเข้าไปทักทายเขาแต่เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปและขอลายเซนต์ไว้ หลังจากนั้นก็ไปจ่ายตลาดและกลับบ้านพัก เขียนบันทึกและอ่านหนังสือ

พูดถึงความรัก นึกถึงคาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) นักเขียนและกวีชาวเลบานอน ได้เขียนถึงความรักด้วยภาษางดงามไว้ในหนังสือ The Prophet หรือ "ปรัชญาชีวิต" แปลโดย อ.ระวี ภาวิไล ผมตัดทอนมาสั้นๆว่า “ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก” 

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52, 2000 Antwerp, Belgium

16 กุมภาพันธ์ 2551, 17.58 น. ( 23.58 น.เมืองไทย )