สงครามกับนางฟ้าตอนสอง

ในที่สุดเขาก็พายายสิ้วขึ้นเครื่องไปจนได้  แต่พอยายสิ้วขึ้นไปนั่งบนเครื่องได้ แกก็รู้สึกกลัวๆก็เลยนั่งหลับตาจนแกหลับไป แกไม่รู้ว่าบนเครื่องเขาทำอะไรกันบ้าง จนกระทั่งถึงภูเก็ต แกก็ไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง แกขายหน้าแก....อิอิ

            สามเดือนต่อมา ถึงวันที่หมอนัด ลูกชายก็ตีตั๋วเครื่องบินให้แม่บินจากภูเก็ตไปกรุงเทพอีกครั้ง ยายสิ้วแกขึ้นเครื่องด้วยความมั่นใจมากกว่าแต่ก่อน เริ่มไม่กลัวเครื่องบินแล้ว  พอเครื่องบินขึ้นสักพัก เขาก็มาแนะนำเรื่องการช่วยตัวเองกรณีเกิดอุบัติเหตุ การใช้เครื่องช่วยหายใจ แกก็สนใจดูทุกขั้นตอน จนกระทั่งจบกระบวนการ นางฟ้าประจำสายการบินก็เข็นรถเอาของว่างมาให้  ความที่ยายสิ้วไม่เคยแกะกล่องของว่างของการบินแกก็แกะไม่ออก  แต่แกก็วางมาดทำไม่รู้ไม่ชี้  แกไม่รู้จะทำอะไรก็เลยถลกผ้าถุงมานวดหัวเข่า พอดีกับนางฟ้าประจำเครื่องถือกาน้ำชามาแล้วถามว่า ชาไหมคะ

            ยายสิ้วก็ตอบทันทีเหมือนกันว่า ม่ายชาไม้(ไม่ชาหรอก)  หมันเจ็บ  อิอิ

            นางฟ้าหัวเราะกิ๊ก..แล้วบอกว่าหนูถามว่ายายจะดื่มน้ำชาไหม  ยายสิ้วว่า เอา แล้วยายสิ้วก็ได้ดื่มชาตามที่ต้องการ แกนึกชมว่าบนเครื่องบินนี่เอาใจคนแก่ดี

            ในที่สุดยายสิ้วก็มาถึงกรุงเทพอีกครั้ง ลูกชายคนโปรดของแกก็มารับที่ดอนเมือง พาไปหาหมอตามนัดก่อนจะพาไปบ้าน

            ไปถึงร้านหมอ หมอก็ให้ยายสิ้วนั่ง แล้วใช้ที่เคาะ เคาะที่ข้อเข่า(ผมไม่รู้ว่าเครื่องมือหมอเขาเรียกอะไร) แล้วถามยายสิ้วว่า ชาไหมครับ

            ยายสิ้วยิ้ม...แล้วตอบว่า

     ขอบใจ ยายกินบนเรือบินแล้วเขาให้กินแต่เดียว(เมื่อกี้) ขอโกปี้ดีหว้า(ขอกาแฟดีกว่า)     เอิ้กๆๆ