ก่อนตัดสินใจทำอะไรบางเรื่องต้องถามตนเองก่อนเหมือนกันว่า ทำไปเพื่ออะไร..และ"ชีวิตเรา" เราต้องการอะไรกันแน่.....

กลับเมืองไทยคราวที่แล้ว เพื่อไปเก็บข้อมูล ได้มีโอกาสไปเช่าอพาร์ตเมนต์แถวดอนเมืองประมาณหนึ่งเดือน..เป็นอพาร์ตเมนต์เปิดใหม่..ทำให้ได้ข้อคิดสองเรื่องใหญ่ๆ...

เรื่องที่หนึ่งคือ สิ่งที่เราเคยคิดว่าจะทำอพารต์เมนต์ให้อาจารย์หรือนิสิต เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยนเรศวรเช่า ข้างมหาลัยนเรศวร...ก็เลิกคิดไปเลยและ"ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด"ว่าไม่เอาแล้ว..อย่าเลย..เพราะสิ่งเหล่านี้..มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ..อย่างแท้จริง.. หากเรายังอยากมีความสุขในชีวิตนี้อยู่..และยังอยากทำงานเป็นอาจารย์..อย่างมีความสุข..และมีเงินใช้พอสมควร..ไม่เดือดร้อน..ให้เลิกคิดเรื่องทำอพารต์เมนต์ไปซะ..."ต้องรู้จักคำว่า"พอ"พอใจในสิ่งที่ตนมี..

เรื่องที่สอง คือต้องซื้อบ้านของตนเองที่กรุงเทพหนึ่งหลังแล้วล่ะ เพราะถ้าเราเข้ากรุงเทพแล้วเราต้องเช่าอพาร์ตเมนต์หรือเช่าโรงแรม..เพื่อเข้ามาทำวิจัย..หรือทำงานหลายๆวัน ไม่สะดวกอย่างยิ่ง..จะไปอยู่บ้านพี่น้องก็เกรงใจเขาเพราะเขามีครอบครัวกันแล้ว..แค่ไปเยี่ยมกันวันสองวันก็พอ..ไม่อยากรบกวนใคร..ด้วย

ชีวิตเราบางครั้งมานั่งคิดว่าโชคดีเหมือนกันนะ ที่เรื่องบางเรื่องทำให้เห็นโดยเราไม่ต้องไปเสี่ยงภัยเอง..เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่มาก..ขอเล่าถึงน้องติ๊กและน้องวัฒน์(น้องๆคงไม่ว่าอะไรถ้าเราจะพูดถึง..น้องๆ)สองสามีภรรยาเป็นคนรุ่นใหม่ น่ารักและนิสัยดีมากๆทั้งคู่เลย เป็นเด็กขยัน สู้ชีวิต น้องเขาก็เล่าที่มาที่ไปถึงอพารต์เมนต์นี้ ว่าคุณแม่ของน้องเขา  คือคุณแม่สุวรรณี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแถวดอนเมืองและเป็นเจ้าของชื่อ"ซอยสุวรรณี"เนี่ยแหละ ของจริงตัวจริงเสียงจริง..(คุณแม่น้องเขาน่ารักมากๆเลย..ดูไปแล้ว แนวคิดหลายเรื่องคล้ายๆกันกับคุณแม่เราเลย...."หรือว่าแม่ๆเขาคิดเหมือนๆกันก็ไม่รู้นะ"....แล้วคุณแม่สุวรรณีท่านก็เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนพระหฤทัยฯ..ดอนเมือง เป็นผู้หนึ่งที่บุกเบิกโรงเรียนนี้ ถ้าจำไม่ผิดเป็นผู้อำนวยการคนแรกเลย..และคุณแม่ก็ชอบจัดสรรที่ดิน..เหมือนคุณแม่เราอีก เลยได้คุยกันสนุกสนาน..ได้ประสบการณ์อีก..คิดว่าว่างๆก็น่าจะชวนคุณแม่น้องติ๊กกับคุณแม่เรามาคุยกัน...แต่ เอ๊ะ..จะวางแผนอะไรร่วมกันหรือเปล่า..กล้าๆกลัวๆ..)

ซอยสุวรรณี..นี่อยู่แถวถนนทรงประภา..ใครอยู่แถวนั้นคงรู้จัก"คุณแม่สุวรรณี"แน่ๆเลย..คุณแม่สุวรรณีจะแต่งตัวธรรมดาๆมาก แต่คุณแม่ดูเป็นคนมีอำนาจ..คุณแม่เจอเราก็ทักทายพูดคุยยิ้มแย้ม..แต่สายตาคุณแม่ฉายแววที่น่าเกรงขาม..และมีความเฉียบขาด ..ในตัวเอง..ให้เห็น..

คุณแม่สุวรรณีได้ยกที่ดินให้ลูกๆรวมทั้งให้น้องติ๊กด้วย แต่คุณแม่ก็แอบบอกเราว่า แต่แม่ยังเก็บไว้เองอีก..ไม่ยกให้หมด (โห..เหมือนคุณแม่เราอีกแล้ว..ทำไมช่างคิดและวางแผน..เหมือนกันเลย..นึกขำในใจ..) และแปลงนี้ คุณแม่ก็มีความประสงค์อยากให้น้องเขาทำอพารต์เมนต์..(คิดคล้ายคุณแม่เราอีกแล้ว..ก็เข้าใจแนวคิดคุณแม่เขา..คือเขามีที่ดินก็อยากทำอะไรให้เกิดประโยชน์..มากทีสุด "คนสู้ชีวิต"คงเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด มีอะไรให้ทำได้..ก็จะทำหมด..เราก็เข้าใจด้วยว่า.. คุณแม่เขาก็รักและปรารถนาดีกับน้องติ๊ก.. และคุณแม่ก็ห่วงน้องเขามาก..เดินมาดู..มาปลูกต้นไม้ ทำโน้นนี่ช่วยน้องติ๊กทุกวัน..ทั้งๆที่อายุก็เยอะแล้ว..แต่คุณแม่สุวรรณีก็ยังแข็งแรงอยู่เลย..คุณแม่คงมีอายุยืน เพราะเช้าๆคุณแม่สุวรรณีเล่าให้ฟังว่า..จะร้องเพลงเล่นออร์แกน..ก่อนทุกวัน...แล้วถึงเดินมาดูอพารต์เมนต์...บ้านคุณแม่ก็อยู่ใกล้ๆอพารต์เมนต์..)

แต่.. น้องติ๊กเล่าให้ฟังว่า..หนูกับพี่วัฒน์(คือสามีน้องเขา)เงินเดือนสองคนรวมกันก็ประมาณสองแสนบาท ใช้กันแบบสบายๆไม่เดือดร้อน เพราะ ลูกก็ไม่มี..แต่แม่อยากให้ทำอพารต์เมนต์..ก็เลยทำค่ะ..เรานึกในใจโห..ได้มาเจอของจริงเรื่องจริง..ที่เราจะได้มาเรียนรู้..จากน้องสองคน....ไม่ต้องไปเสี่ยงภัยเองเสียก่อน..ดีจังเลย..

น้องเขาก็จะเล่าให้ฟัง..ว่าพี่หมู..หนูนะไม่เคยต้องมานั่งสำรวจส้วม น้ำรั่ว ชักโครกเสีย ไอ้โน้นเสีย ไอ้นี่เสีย เปิดใหม่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะดีหมด..บางครั้งลูกค้าทำที่นอนไหม้ เงินไม่จ่าย สารพัด..ทั้งที่ผู้จัดการก็มี แต่ก็ปล่อยไม่ได้เหมือนกัน สารพัดปัญหา น้องเขาบอกว่าหนู..ไปทำงานกลับมาต้องกลับมานั่งแก้ปัญหาต่างๆที่อพารต์เมนต์อีก..เหนื่อย.. แล้วก็ต้องลุ้นหาลูกค้าให้ได้ตามเป้าด้วย เนื่องจากน้องเขา ได้ที่ดินมาจากคุณแม่ แต่คุณแม่ให้กู้เงินมาสร้างอพารต์เมนต์เอง..ประมาณสิบหกล้านเฉพาะตัวอพารต์เมนต์บวกลบคูณหาร น้องเขาบอกว่าช่วงนี้เงินเดือนก็เอาไปจ่ายค่าดอกเบี้ยพอดี..แต่พอมีเงินสำรองอยู่บ้าง..เพราะอพารต์เมนต์เปิดใหม่ลูกค้า..ยังไม่ค่อยมี..เราเองเรียกว่าเป็นลูกค้าคนแรกๆเลยก็ว่าได้..ยังไปร่วมพิธีเปิดอพารต์เมนต์น้องเขาเลย..น้องเขานับถือศาสนาคริสต์ เราก็ไปร่วมสวดพระคัมภีร์กับเขาด้วย..ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับน้องเขาหลายเรื่อง..เพราะน้องเขาก็ต้องมาช่วยดูห้องน้ำให้ น้ำรั่วเห็นมาจับๆดูตรงชักโครกด้วย..โห..อะไรจะขนาดนั้น..เราก็เกรงใจเขา สงสารน้องเขาเหมือนกัน..เพราะช่างมาแก้ไขแล้วไม่หาย..น้องเขาถามว่าดีหรือยัง..ก็เลยบอกว่าดีแล้วไม่มีปัญหา..(ซ่อมๆเอง)ไม่อย่างนั้นดูน้องเขาเป็นห่วงกลัวพี่จะลำบาก..ไม่สะดวกสบาย..คือเจ้าของก็ต้องมาสำรวจเอง...เรานึกในใจ ตายละ..ถ้าเราทำงานที่มหาลัยฯ เสร็จแล้วต้องมานั่งสำรวจโน้นนี่ แบบนี้ ไม่เอาดีกว่า..เพราะชีวิตที่ผ่านมามีความสุขดีแล้ว....ว่างๆแทนที่จะได้อ่านหนังสือ ทำวิจัย แต่ต้องมานั่งสำรวจห้องน้ำ ห้องส้วมหรืออะไรแบบนี้ คง..จะไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น..ที่อยากทำ..แน่ๆ

ก็มานั่งคิดว่าชีวิตเราต้องการอะไร..กันแน่..ต้องการมีเงินมากๆใช่ไหม หรือต้องการทำงานเป็นอาจารย์และมีความสุขกับการทำงาน ทำงานให้มหาลัยให้เต็มที...ก็น่าจะพอแล้วหรือมีโอกาสทำประโยชน์อื่นให้สังคม หรือสาธารณะกุศลตามสมควร น่าจะมีความสุขแล้ว.."..ก็หวังเพียงว่าเวลาที่เหลือ..อยากจะได้ทำบุญสร้างกุศลทำประโยชน์อื่นๆให้สังคมตามสมควร และได้ไปพักผ่อนหย่อนใจในที่ๆอยากไป...ก็น่าจะมีความสุขแล้วนะ...(มิใช่หรือ..).. ยาย "หมูอ้วน"และถ้ารู้จักประหยัด เงินก็พอใช้..ไม่เดือดร้อนอะไร..."แล้วจะหาเหามาใส่หัวไปทำไมกันเรา"..ว่าแล้วก็คว้าโทรศัพท์..โทรไปบอกคุณแม่..ว่า "ตกลงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว..ว่าไม่ทำอพารต์เมนต์แล้วนะคะ...เพราะตอนนี้ได้มาดูงาน..แล้ว..ดูแล้วปวดหัว..ไม่เอาแล้ว..คุณแม่ก็บอกว่า..ก็จ้างผู้จัดการ..เราก็บอกว่าน้องติ๊ก..เขาก็มีผู้จัดการ แต่คนเรา..บางทีต้องรู้ตัวเองเหมือนกันว่า...เราเป็นคนอย่างไร..เช่น..ช่างมาซ่อมแล้วไม่ดี..จะปล่อยให้ลูกค้า อยู่แบบไม่ดีๆแต่ต้องเสียค่าเช่า..อันนี้ก็ไม่ใช่นิสัยเราอีก..คือซ่อมแล้วต้องดี ไม่อย่างนั้นคงให้อยู่ฟรี และนิสัยคงคล้ายๆน้องติ๊ก..ก็คือ ก็ต้องอดไปตรวจสอบเองไม่ได้..เป็นต้น ซึ่งบวกลบคูณหารแล้ว..จะไม่คุ้ม..กับความสุข..ในชีวิต กับการทำงานหลักและได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง ได้ทำสิ่งอื่นๆที่อยากทำอย่างมีความสุขบ้าง...ท้ายที่สุด คุณแม่ก็ยอม..(ไม่ทราบว่าจำใจยอมหรือเปล่า....)

มานั่งคิดๆชีวิตเราหลายเรื่องคล้ายๆน้องติ๊กมากๆเลย ดังนั้น เวลาคุยกับน้องเขา..เราก็จะบอกว่า"พี่เข้าใจดี"และก็เข้าใจจริงๆเพราะชีวิตคล้ายกันหลายเรื่องจริงๆ..เลยทำให้ทุกวัน ถ้าเราไม่ลงมานั่งคุยกับน้องเขา น้องเขาก็ทำขนมปัง ชงกาแฟ หรือไม่ก็มีน้ำส้ม ขนมเค้กไปให้ทานประจำ แล้วก็นั่งคุยกัน.. ก็เลยสนิทกัน...คิดถึงและสงสารน้องเขาเหมือนกัน..และก็ต้องขอบใจน้องทั้งสองที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากน้องเขา..โดยไม่ต้องไปเสี่ยงภัยเอง....

สุดท้ายนี้ ก็มีความหวังว่าน้องทั้งสองคงจะมีความสุข ทำธุรกิจ การงานใดก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะน้องทั้งสองเป็นเด็กดีมากๆ ก็ขอให้คนดีๆจงพบแต่สิ่งที่ดีๆ..เราก็บอกน้องเขาว่า..เดี๋ยวพี่กลับมาพี่จะมาเยี่ยมนะว่า..น้องทั้งสองเป็นอย่างไรกันบ้าง...ก็ให้เสื้อที่ซื้อจากอังกฤษของDebenhamsให้น้องเขาหนึ่งตัว แล้วก็ของฝากเป็นเสื้อผ้าไทยจากพิษณุโลกหกตัวได้ ฝากให้คุณแม่สุวรรณี และน้องๆรวมทั้งผู้จัดการและแม่บ้านที่คอยดูแล ยกน้ำ ยกขนมไปให้ทาน..ดีใจที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน..สนุกดี...และส่วนหนึ่งก็เลยทำให้พี่.. ได้ตัดสินใจซื้อบ้านหนึ่งหลังที่กทม..ด้วย..เพราะพิจารณาแล้วของพี่เยอะจริงๆเอกสารต่างๆเต็มห้องไปหมด.. คงไม่สะดวกถ้าพี่ต้องเช่าอพารต์เมนต์..หรือโรงแรม..แต่ อย่างไรก็ตาม..ก็จะหาโอกาสไปเยี่ยมน้องทั้งสองคน..และคุณแม่สุวรรณี อย่างแน่นอน...

"ความประทับใจจากครอบครัวคุณแม่สุวรรณี และจากอพารต์เมนต์แอทโฮม ดอนเมือง..กับบรรยากาศไทยๆเรียบๆเก๋ๆน่ารักแล้วก็สบายๆกับมุมจิบกาแฟแบบไทยๆและที่สำคัญเจ้าของน่ารักสุดๆคะ"

ด้วยรักจากใจ

พี่หมู..(อ้วน)