ตาแก่เขี้ยวหลุดไม่ปวด...แต่ดันไปปวดที่ใจ

 

                                                         

 

          " ป๊า !!! ไปโดนอะไรมา ปากบวมฉึ่งเชียว " เสียงแม่บ้านเรียกถามอย่างเป็นห่วง ระคนด้วยความสงสัย...

                                         

          ผมไม่ตอบปล่อยให้งง...เพราะพูดไม่ได้ เพียงแต่ชี้มือไปที่ปากแล้วทำท่าดึงลงให้ดู จากนั้นก็เดินไปที่โซฟาล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อน นอนหลับตาและนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสามชั่วโมงที่แล้วด้วยความเจ็บใจตัวเอง ที่มีตาแต่หามีแววไม่...

.

                                  

.

                                  

          วันนี้ผมแต่งตัวรัดกุมเดินออกจากบ้านตั้งแต่เช้า ตั้งใจว่าจะไม่ขับรถไป แต่จะนั่งรถเมล์เพื่อไปซื้อของที่ตลาดกิโลแปด เดินจากในซอยมาถึงหน้าหมู่บ้านระยะทางประมาณ ๓๐๐ เมตร ก็ไม่ไกลมากนัก คุ้นเพราะเป็นเส้นทางปั่นจักรยานออกกำลังกายของผมอยู่แล้ว ก็มีลูกหมาสองสามตัวเห่าทัก ในฐานะที่รู้จักกันและชอบวิ่งตามจักรยานอยู่บ่อย ๆ

.

                                           

.

         ถนนรามอินทราช่วงเช้าเดี๋ยวนี้รถเยอะไม่เหมือนสมัยก่อน ด้วยมีหมู่บ้านเพิ่มจำนวนขึ้นมาก แม้วันนี้จะเป็นวันเสาร์วันหยุดราชการก็ตามที แต่ร้านค้าและบริษัทก็ยังคงเปิดทำงานอยู่ จำนวนของรถหลากสีเหมือนลูกกวาดจึงเกลื่อนกลาดเต็มถนนไปหมด เสียงเครื่องยนต์ของรถนานาชนิดเหล่านั้นแผดลั่น เพื่อเร่งความเร็วให้รถทะยานไปข้างหน้าถึงที่หมายทันเวลาเซ็นต์ชื่อ พร้อมกับปล่อยทิ้งควันพิษสีเทาดำคลุ้งไปทั่วท้องถนน ให้คนที่เดินได้แย่งกันสูดดมกลิ่นอันสุดแสนหอมกันอย่างทั่วถึงโดยมิได้ตั้งใจ เพราะในอากาศมีออกซิเจนน้อยลง...นี่แหละหนอชีวิตคนเดินถนน...

.

                      

.

            เดินถึงปากซอยก็เลี้ยวขวาไปทางหน้าศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ตั้งใจว่าจะเดินไปขึ้นรถเมล์ที่นั่นเพราะป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้านรถเมล์ไม่ค่อยจอด เดินเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบเพราะอากาศยังไม่ร้อน เมื่อไปถึงหน้าศูนย์การค้าฯ ก็เตรียมก้าวเดินขึ้นสะพานลอยจะข้ามไปป้ายรถเมล์ ก็เกือบชนกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินอ้อมมาจากอีกด้านหนึ่งของสะพานลอย ขอโทษครับ ผมพูดประโยคนี้เหลียวมองดูหน้าของผู้ที่เดินเกือบชนกัน เห็นเป็นหญิงสาวอายุประมาณ ๒๐ ปี แต่งตัวด้วยชุดสีขาวสะอาด เธอเบิกตากว้างด้วยความดีใจยิ้มให้แต่ไม่พูดอะไร ผมคิดในใจว่าเด็กคนนี้ยิ้มสวยจัง แล้วผมก็เดินตามเธอข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้ามด้วยหัวใจอันพองโต...

.

                                    

.

           เมื่อรถเมล์สาย ๒๖ วิ่งมาจอด ผมก็เดินไปขึ้นรถ แต่เอ๊ะ...เธอก็ใช้บริการรถเมล์สายนี้ด้วย ผมเบี่ยงตัวให้เธอขึ้นรถไปก่อน เธอเดินไปด้านหน้ารถเพราะมีที่นั่งว่างอยู่ ส่วนผมก็เดินไปด้านหลัง รถไม่แน่นมากนัก ผมยืนอย่างสบาย ๆ นานแล้วครับที่ผมไม่ใช้บริการรถเมล์ เพราะที่ทำงานอยู่ไกลถึงธัญบุรี จึงต้องขับรถยนต์ไป ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อย ๆ สายตาก็เหลือบดูเธอคนนั้นไปด้วย เผลอนิดเดียวรถเมล์ก็วิ่งออกจากป้ายกิโลแปด ผมมัวแต่ฝันหวานเลยลงไม่ทัน...เลยคิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวไปซื้อที่ตลาดกิโลสองก็ได้ พร้อมกับเหลือบตาดูเธอคนนั้นไปด้วย เห็นยังนั่งอยู่ที่เดิม...

.

                                               

.

           เมื่อรถเมล์ใกล้ถึงกิโลสองผมก็เตรียมลง แต่เอ๊ะ....เธอคนนั้นก็เตรียมลงเหมือนกัน เธอเห็นหน้าผมก็ยิ้มให้ (ยิ้มเธอหวานเหลือเกิน...หัวใจพองโตอีกรอบแล้ววววว...) เมื่อรถเมล์จอดที่ป้ายตลาดกิโลสอง เราก็ลงจากรถเมล์เดินเข้าไปในตลาดเหมือนกัน เดินไปประมาณสักห้าสิบเมตรเธอก็เลี้ยวเข้าไปในสำนักงาน อ้าว...เป็นร้านหมอฟันที่ผมมาทำฟันสองสามครั้งแล้ว เธอหันมายิ้มให้ผมอีกครั้งก่อนผลักประตูเข้าไป...

.

                                       

.

            ผมตัดสินใจ ณ วินาทีนั้น เดินเลี้ยวเข้าไปในร้านหมอฟันเหมือนกัน เมื่อเปิดประตูเข้าไปเห็นเธอยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ เธอหันมายิ้มด้วยความยินดีพร้อมพูดว่าสวัสดีค่ะ...คุณตาวันนี้มีนัดกับคุณหมอหรือค่ะ (โห...เรียกคุณตาเลย) ผมเลยตัดสินใจตอบไปว่า      เปล่าครับ...จะให้คุณหมอขูดหินปูนให้ครับ พูดเสร็จแล้วโล่งอก...

.

                                 

.

          เมื่อคุณหมอมาถึงผมจึงเป็นคนไข้คนแรก นอนอ้าปากให้หมอตรวจฟันให้ สักพักหมอก็บอกว่าฟันเขี้ยวที่อุดไว้ ตอนนี้ฟันซี่นี้เกิดแตกผ่ากลาง ต้องถอนออก...ผมฟังแล้วปวดหัวใจทันที...แทนที่จะมาซื้อของดันมาให้หมอขูดหินปูนฟัน...แต่ไม่ทันขูดหินปูนหมอก็เจอฟันเขี้ยวแตกผ่ากลาง....ต้องถอนออก...ฮือฮือ...เราหนอเรา....

.

                           

.

                               สวัสดีครับผม