ที่คณะสหเวชศาสตร์  มน. มีอาจารย์หลายท่านไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนา แต่สายใยแห่งครอบครัวของเราไม่ขาดสะบั้นลงด้วยระยะทางเป็นเหตุ  เพราะเราสื่อสารกันได้ทาง E-Office  ดังนั้น  เมื่อวานนี้  ดิฉันจึงได้รับข้อความจากอาจารย์ของคณะท่านหนึ่ง  เขียนมาถามว่า

เรื่อง  เรียนถามเกี่ยวกับมติย่อ กบม เรื่อง การยกเลิกค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของพนักงานสายวิชาการ

เรียนท่านคณบดีค่ะ

          อาจารย์คะ อ.xxxxxและดิฉัน ได้อ่านมติย่อ กบม ครั้งที่ 2/2551 ระเบียบวาระที่ 5.1 เรื่อง การยกเลิกค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของพนักงานสายวิชาการ นั้น ยังมีความไม่กระจ่างในมติย่อดังกล่าว กล่าวคือ ไม่ทราบว่า แปลว่า มหาวิทยาลัยให้ยกเลิกเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการแก่พนักงานสายวิชาการ หรือ แปลว่า เงินประจำตำแหน่งดังกล่าวยังคงอยู่ แต่เงินอื่นใดที่จะต้องจ่ายให้แก่พนักงานสายวิชาการที่ใช้เงินรายได้ของคณะ ให้ยกเลิกเสีย
          อย่างไรก็ตาม ดิฉันยังมีความเห็นว่า ไม่ว่าจะแปลว่าอย่างไร มติยังกล่าว มีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของพนักงานสายวิชาการอยู่มากค่ะ และหากมีการยกเลิกเงินตอบแทนตำแหน่งทางวิชาการจริง อาจทำมหาวิทยาลัยไม่บรรลุเป้าหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย
กราบขอบพระคุณค่ะ
yyyyyyy   yyyyyyy

มติย่อ
๑. อนุมัติให้ยกเลิกการจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนที่เบิกจ่าย จากเงินรายได้ของหน่วยงานต้นสังกัดให้แก่พนักงานสายวิชาการที่ดำรง ตำแหน่งทางวิชาการ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป
 

          ดิฉันรีบตอบกลับไป และส่งให้บุคลากรในคณะทุกท่านได้รับทราบด้วยว่า

เรียน อ.yyyyyy อ.xxxxxx คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน

          การยกเลิกค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของพนักงานสายวิชาการ หมายถึง เงินที่พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการที่มีตำแหน่งทางวิชาการในปัจจุบันนี้  ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของเงินตำแหน่งทางวิชาการที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน (หมวดเงินอุดหนุน)  ยกตัวอย่างเช่น  ผศ.พนักงาน ตอนนี้  จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง ผศ. = 5,600 บาท จากงปม.แผ่นดิน  และจะได้รับอีก 5,600 บาท จาก งปม.รายได้ของคณะ เงินก้อนหลังนี้  เรียกว่า ค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของพนักงานสายวิชาการ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ แต่เขาใช้อัตราเดียวกัน

          และที่มหาวิทยาลัย  บอกว่า  จะยกเลิกไม่จ่ายให้อีกต่อไป  ก็คือเงินก้อนหลังนี้เอง

          ทั้งนี้  ข้าราชการไม่มีผลกระทบ  กล่าวคือ ข้าราชการ จะได้ทั้งเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ    และเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการด้วย  ตัวอย่างเช่น  ผศ.ข้าราชการสาย ก  ก็จะได้ 5600+5600 จากงบประมาณแผ่นดิน อย่างนี้ทุกเดือนๆ

          สาเหตุที่ พนักงานมหาวิทยาลัยจะไม่ได้รับเงินก้อนนี้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2552  (ตุลาคม 2551)  ก็เพราะเงินส่วนที่สองนี้  คณะต้องชักเนื้อจากเงินรายได้ของคณะเอง ซึ่งเป็นวิกฤติของทุกคณะในมหาวิทยาลัย  โดยเฉพาะคณะที่มีอาจารย์เป็นพนักงานมากกว่าข้าราชการ และแนวโน้มในอนาคต ก็จะมีผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ

          ความจริง  ในที่ประชุม กบม. มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ฟันธงเหมือนอย่างที่มติสรุปออกมา  ท่านอธิการบอกว่า  แล้วค่อยมาหารือกันอีกที  ตอนนี้ก็ให้ใช้นโยบายเดิมไปก่อน จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 51  แต่ไม่ทราบด้วยเหตุอันใด  จึงสรุปออกมาแบบมัดมือชกเช่นนี้  เข้าใจว่า  ช่วงปลายปีมหาวิทยาลัยของเราก็จะต้องสรรหาอธิการท่านใหม่อยู่แล้ว  ท่านอธิการปัจจุบันจึงไม่อยากจะเปิดประเด็นปัญหาใหม่ที่แก้ไขได้ยากอีก  เนื่องจากวิธีแก้ปัญหามันหนีไม่พ้นเรื่องการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย

          ดังนั้น  ถ้าพนักงานมหาวิทยาลัยยังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่มีกฎหมายรองรับเช่นนี้  ก็จะเกิดภาวะเช่นนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          บางท่าน  อาจจะบอกว่า  ถ้ามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ  รัฐก็ไม่มีเงินจ่ายให้อยู่ดี  นั่นเป็นเรื่องที่เราคิดแทนรัฐบาล  ถ้า พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ให้รัฐยอมรับพนักงานให้มีฐานะเทียบเท่าข้าราชการ  ก็เท่ากับเป็นการผูกมัดให้รัฐต้องแบกรับภาระนี้โดยกฎหมาย  ถ้ารัฐจ่ายไม่ไหว  ก็ต้องไม่ไหวทั้งข้าราชการและพนักงานฯ  (อย่างน้อยก็เท่าเทียมกัน)

          อีกไม่นาน  จะมีเหตุให้พนักงานมหาวิทยาลัยน้อยใจและเสียขวัญอีก  เช่น  เงินเดือนของข้าราชการจะได้ปรับขึ้น (อาจราว 4% เดือน เม.ย.)  แต่พนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ในกำกับรัฐ (อย่างเราๆ  ท่านๆ)  จะไม่ได้ขึ้นตาม เป็นต้น

          สำหรับคณะวิชาทางวิทย์สุขภาพ  ก็มีปัญหาหนักกว่าสายอื่นๆ เพราะ มีเงิน พตส. ด้วย  ซึ่งรัฐก็จ่ายให้แต่กับข้าราชการ  และปัจจุบัน คณะต้องเจียดเงินรายได้มาจ่ายให้แก่พนักงาน (อาจารย์ และ TA ทุกท่านที่มีใบประกอบฯ ) เป็นเงินมหาศาล

          นอกจากนี้  การประเมินของ กพร.  ที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้เงินรางวัลทุกปีๆ นั้น  เงินรางวัลที่รัฐจ่ายให้  ต้องแจกจ่ายแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำเท่านั้น  ไม่จ่ายให้แก่พนักงานและลูกจ้างชั่วคราว ซึ่ง ณ  ปัจจุบัน  คณะก็ใช้เงินรายได้จ่ายให้อีก  ให้เท่ากับข้าราชการทุกคน

          คนที่น่าสงสาร คือ ลูกจ้างชั่วคราว เพราะขณะนี้ (ปีงบประมาณ 51) ถูกตัดโบนัสออกแล้ว  แม้เงินเดือนจะได้เพิ่มเท่าข้าราชการก็ตาม  แต่ก็น้อยกว่าเมื่อคิดเปรียบเทียบกับตอนได้โบนัส หากแต่เมื่อมองในฐานะผู้บริหาร วิธีการนี้เป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เงินรายได้ของคณะทางหนึ่ง  และลูกจ้างชั่วคราวเป็นตำแหน่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ  ผู้จ้างจะกำหนดอย่างไรก็ได้

          เพราะฉะนั้น  สิ่งที่พนักงานมหาวิทยาลัยของ ม.นเรศวร ทุกท่านควรตระหนักให้มากก็คือ ขณะนี้ สถานะของเราก็ไม่ต่างกับลูกจ้างชั่วคราวมากนัก

หวังว่าทุกท่านคงพอเข้าใจ 

          เค้าลาง หรือสัญญาณเตือนภัย เริ่มปรากฎแล้ว....

          ถ้าท่านยังมัวละล้า  ละลัง...

          เห็นเป็นเรื่องปกติ   ธรรมดา  ลงเล่นน้ำกันเถอะ  

          เกรงว่าพอคลื่นสึนามิโถมถลา  เราจะวิ่งหนีไม่ทัน  และอาจตายทั้งเป็น