ที่คณะสหเวชศาสตร์ มน. มีอาจารย์หลายท่านไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนา แต่สายใยแห่งครอบครัวของเราไม่ขาดสะบั้นลงด้วยระยะทางเป็นเหตุ เพราะเราสื่อสารกันได้ทาง E-Office ดังนั้น เมื่อวานนี้ ดิฉันจึงได้รับข้อความจากอาจารย์ของคณะท่านหนึ่ง เขียนมาถามว่า
|
เรื่อง เรียนถามเกี่ยวกับมติย่อ กบม เรื่อง การยกเลิกค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของพนักงานสายวิชาการ เรียนท่านคณบดีค่ะ อาจารย์คะ อ.xxxxxและดิฉัน ได้อ่านมติย่อ กบม ครั้งที่ 2/2551 ระเบียบวาระที่ 5.1 เรื่อง การยกเลิกค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของพนักงานสายวิชาการ นั้น ยังมีความไม่กระจ่างในมติย่อดังกล่าว กล่าวคือ ไม่ทราบว่า แปลว่า มหาวิทยาลัยให้ยกเลิกเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการแก่พนักงานสายวิชาการ หรือ แปลว่า เงินประจำตำแหน่งดังกล่าวยังคงอยู่ แต่เงินอื่นใดที่จะต้องจ่ายให้แก่พนักงานสายวิชาการที่ใช้เงินรายได้ของคณะ ให้ยกเลิกเสีย มติย่อ |
ดิฉันรีบตอบกลับไป และส่งให้บุคลากรในคณะทุกท่านได้รับทราบด้วยว่า
|
เรียน อ.yyyyyy อ.xxxxxx คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน การยกเลิกค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของพนักงานสายวิชาการ หมายถึง เงินที่พนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการที่มีตำแหน่งทางวิชาการในปัจจุบันนี้ ได้รับเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของเงินตำแหน่งทางวิชาการที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน (หมวดเงินอุดหนุน) ยกตัวอย่างเช่น ผศ.พนักงาน ตอนนี้ จะได้รับเงินประจำตำแหน่ง ผศ. = 5,600 บาท จากงปม.แผ่นดิน และจะได้รับอีก 5,600 บาท จาก งปม.รายได้ของคณะ เงินก้อนหลังนี้ เรียกว่า ค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของพนักงานสายวิชาการ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ แต่เขาใช้อัตราเดียวกัน และที่มหาวิทยาลัย บอกว่า จะยกเลิกไม่จ่ายให้อีกต่อไป ก็คือเงินก้อนหลังนี้เอง ทั้งนี้ ข้าราชการไม่มีผลกระทบ กล่าวคือ ข้าราชการ จะได้ทั้งเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ และเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการด้วย ตัวอย่างเช่น ผศ.ข้าราชการสาย ก ก็จะได้ 5600+5600 จากงบประมาณแผ่นดิน อย่างนี้ทุกเดือนๆ สาเหตุที่ พนักงานมหาวิทยาลัยจะไม่ได้รับเงินก้อนนี้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม 2551) ก็เพราะเงินส่วนที่สองนี้ คณะต้องชักเนื้อจากเงินรายได้ของคณะเอง ซึ่งเป็นวิกฤติของทุกคณะในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะคณะที่มีอาจารย์เป็นพนักงานมากกว่าข้าราชการ และแนวโน้มในอนาคต ก็จะมีผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ความจริง ในที่ประชุม กบม. มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ฟันธงเหมือนอย่างที่มติสรุปออกมา ท่านอธิการบอกว่า แล้วค่อยมาหารือกันอีกที ตอนนี้ก็ให้ใช้นโยบายเดิมไปก่อน จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 51 แต่ไม่ทราบด้วยเหตุอันใด จึงสรุปออกมาแบบมัดมือชกเช่นนี้ เข้าใจว่า ช่วงปลายปีมหาวิทยาลัยของเราก็จะต้องสรรหาอธิการท่านใหม่อยู่แล้ว ท่านอธิการปัจจุบันจึงไม่อยากจะเปิดประเด็นปัญหาใหม่ที่แก้ไขได้ยากอีก เนื่องจากวิธีแก้ปัญหามันหนีไม่พ้นเรื่องการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย ดังนั้น ถ้าพนักงานมหาวิทยาลัยยังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่มีกฎหมายรองรับเช่นนี้ ก็จะเกิดภาวะเช่นนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางท่าน อาจจะบอกว่า ถ้ามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ รัฐก็ไม่มีเงินจ่ายให้อยู่ดี นั่นเป็นเรื่องที่เราคิดแทนรัฐบาล ถ้า พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ให้รัฐยอมรับพนักงานให้มีฐานะเทียบเท่าข้าราชการ ก็เท่ากับเป็นการผูกมัดให้รัฐต้องแบกรับภาระนี้โดยกฎหมาย ถ้ารัฐจ่ายไม่ไหว ก็ต้องไม่ไหวทั้งข้าราชการและพนักงานฯ (อย่างน้อยก็เท่าเทียมกัน) อีกไม่นาน จะมีเหตุให้พนักงานมหาวิทยาลัยน้อยใจและเสียขวัญอีก เช่น เงินเดือนของข้าราชการจะได้ปรับขึ้น (อาจราว 4% เดือน เม.ย.) แต่พนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ในกำกับรัฐ (อย่างเราๆ ท่านๆ) จะไม่ได้ขึ้นตาม เป็นต้น สำหรับคณะวิชาทางวิทย์สุขภาพ ก็มีปัญหาหนักกว่าสายอื่นๆ เพราะ มีเงิน พตส. ด้วย ซึ่งรัฐก็จ่ายให้แต่กับข้าราชการ และปัจจุบัน คณะต้องเจียดเงินรายได้มาจ่ายให้แก่พนักงาน (อาจารย์ และ TA ทุกท่านที่มีใบประกอบฯ ) เป็นเงินมหาศาล นอกจากนี้ การประเมินของ กพร. ที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้เงินรางวัลทุกปีๆ นั้น เงินรางวัลที่รัฐจ่ายให้ ต้องแจกจ่ายแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำเท่านั้น ไม่จ่ายให้แก่พนักงานและลูกจ้างชั่วคราว ซึ่ง ณ ปัจจุบัน คณะก็ใช้เงินรายได้จ่ายให้อีก ให้เท่ากับข้าราชการทุกคน คนที่น่าสงสาร คือ ลูกจ้างชั่วคราว เพราะขณะนี้ (ปีงบประมาณ 51) ถูกตัดโบนัสออกแล้ว แม้เงินเดือนจะได้เพิ่มเท่าข้าราชการก็ตาม แต่ก็น้อยกว่าเมื่อคิดเปรียบเทียบกับตอนได้โบนัส หากแต่เมื่อมองในฐานะผู้บริหาร วิธีการนี้เป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เงินรายได้ของคณะทางหนึ่ง และลูกจ้างชั่วคราวเป็นตำแหน่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ผู้จ้างจะกำหนดอย่างไรก็ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่พนักงานมหาวิทยาลัยของ ม.นเรศวร ทุกท่านควรตระหนักให้มากก็คือ ขณะนี้ สถานะของเราก็ไม่ต่างกับลูกจ้างชั่วคราวมากนัก หวังว่าทุกท่านคงพอเข้าใจ |
เค้าลาง หรือสัญญาณเตือนภัย เริ่มปรากฎแล้ว....
ถ้าท่านยังมัวละล้า ละลัง...
เห็นเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา ลงเล่นน้ำกันเถอะ
เกรงว่าพอคลื่นสึนามิโถมถลา เราจะวิ่งหนีไม่ทัน และอาจตายทั้งเป็น
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่นำกรณีศึกษาของจริงมาให้เราได้เห็นกัน
ผมขออนุญาติร่วมรับทราบและเผยแพร่บันทึกนี้ครับ
****************************************
ทีนี้ท่านพนักงานทุกท่านทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุน
คงจะกล่าวอ้างไม่ได้ว่า "มิใช่ ธุระ" อีกต่อไป
ก็คงต้องช่วยๆกัน ผลักดัน ให้มีกฎหมายมารองรับโดยเร็วครับ เพื่อที่ทุกๆคน จะได้ไม่รู้สึกว่า เป็นเหมือนลูกจ้างชั่วคราว นะครับเอาใจช่วยครับ
เป็นกำลังใจให้นะครับ
แต่อยากให้คิดว่า “สัญญาณเตือนภัย” นี้เป็นความท้าทาย ทำให้เราเก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้น และจะได้รู้จักพัฒนาตัวเอง
ซึ่งผมก็เคยเป็นลูกจ้างชั่วคราว (ตอนนี้เป็น พนง. แล้ว) แต่ผมก็ไม่เคยลืมว่า ตอนที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวนั้น เราเป็นอย่างไร
ผมว่า เราน่าจะเลิกคิดแบ่งแยกระดับเหมือนที่เป็นอยู่ เพราะเราทำงานที่เดียวกัน ทำงานร่วมกัน ไม่มีตำแหน่งไหนทำงานคนเดียวได้
อ. จะไม่มี พนง. หรือลูกจ้างชั่วคราว ก็อยู่ไม่ได้
พนง. ไม่มีลูกจ้างชั่วคราว ก็อยู่ไม่ได้
(หรือคุณจะให้ อ. เงินเดือน 20,000 มาเดินเอกสาร เหอะๆๆ ไม่อยากคิด)