“พึ่งใครก็พึ่งไม่ได้... พึ่งบัณฑิตก็พึ่งไม่ได้...ชาวนาต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุด”

หลักการและแนวคิด ตลอดจนคำอธิบายที่มีอยู่ในองค์ความรู้ของ พุทธศาสนา ซึ่งเป็นภูมิปัญญาตะวันออก กับความรู้และทฤษฎีทางวิชาการของตะวันตก เป็นสองสิ่งที่เรานำมาใช้ผนวกกันในการเรียนการสอนตลอดมาเสมอ โดยหวังไว้ว่า...สักวันหนึ่งลูกศิษย์เราคงได้รับรู้ ได้เข้าใจ และได้ตระหนักถึงคุณค่าแห่ง สัจธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา อันเป็น อกาลิโก คือไม่เปลี่ยนแปลงตามกาล หากแต่ตั้งมั่นและดำรงอยู่...ไม่ว่าวันเวลาจะผันเปลี่ยนเวียนผ่านสักเพียงใด

ก่อนจะรู้ว่า ปัญหาจะแก้อย่างไร ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาเกิดมาได้อย่างไร?”

พี่เดชาก็ใช้หลักการและคำสอนของพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน หลังจากได้เล่าถึงฐานคิดและบทบาทการทำงานของ NGO แล้ว พี่เดชาได้ชี้ให้ลูกศิษย์เราเห็นถึงเส้นทางในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร โดยได้อธิบายอย่างละเอียดถึง ที่มา-ที่ไป ของปัญหาภาคการเกษตร ใช้หลักของ อริยสัจ ๔ ประการ หรือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค มาเป็นโครงในการเดินเรื่อง

ปัญหามันซับซ้อน ถ้าไม่ทำงานจริงจะไม่รู้

เราเห็นด้วยอย่างยิ่งกับประโยคนี้ของพี่เดชา ใช่เลย...ถ้าไม่ทำงานจริงจะไม่มีวันรู้...และก็เพราะไม่ได้ทำงานจริง ในแวดวงวิชาการหลายเวที เราจึงมักได้ยินแต่การกล่าววาทกรรมเชิงทฤษฎี และการสร้างพรมแดนแห่งความรู้ ...ที่ไม่มีพื้นที่เชิงรูปธรรมที่แสดงให้เห็นถึงผลงานเชิงประจักษ์ 

หลายปีมาแล้ว เราติดกลุ่มนักวิชาการสายเศรษฐศาสตร์การเมืองไปเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ยังจำได้ดีถึงคำพูดของพ่ออัมพร ด้วงปานแห่งมหาวิทยาลัยชาวบ้านที่กล่าวว่า นักวิชาการนี่ดีแต่คิด คิดเก่ง หรืออย่างมากก็แค่พูด แต่ไม่เคยทำ ทำซิครับ ....พวกเราชาวบ้าน ชุมชนนี่แหละ ทั้งคิด ทั้งพูด และทั้งทำ 

เสียงของพี่เดชาดึงเรากลับมาสู่เรื่องราวของชาวนาที่สุพรรณบุรี...ปัญหาไม่ได้มีมาแต่เดิม....บ้านผมมีนา ๘ พันไร่ ปู่ผมมีนา ๒ หมื่นกว่าไร่ ที่บางปลาม้า สุพรรณบุรี...แต่เดิมนั้น ชาวนาใช้ข้าวพื้นบ้าน ใช้ควาย ฝนตก ไถกลบให้ข้าวขึ้น เดือนตุลาถึงพฤศจิกา น้ำจะท่วม หญ้าทั้งหลายจะถูกน้ำท่วมตาย ส่วนข้าวจะยืดตัวได้ตามน้ำ.... 

เรานึกถึงต้นข้าวที่สูงเลยหัวเราขึ้นไป ต้นข้าวที่มีความยาวกว่า ๒ เมตร ข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่เป็น ข้าวขึ้นน้ำ ที่เราเคยพาเพื่อนชาวต่างประเทศไปเรียนรู้ด้วยการลงเรือพายชมทุ่งนาในที่ลุ่มน้ำลึก พื้นที่แอ่งกระทะของจังหวัดอยุธยา ชัยนาทและปราจีนบุรี ...ธรรมชาติช่างอัศจรรย์จริงหนอ

ในน้ำมีปุ๋ย ปลามีเต็มทุ่ง เก็บไว้กินได้ทั้งปี มีผักเต็มบึง.....

เกี่ยวข้าวแล้วก็ว่างตั้งแต่เดือนกุมภา มีนา พอถึงเดือนเมษาก็ไปทำบุญ...ไม่มีหนี้สิน เกี่ยวข้าวเสร็จ ซื้อผ้า ซื้อทอง... 

เรานึกถึงภาพวิถีชีวิตของผู้คนและชุมชนไทยภาคกลางในอดีต วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นสุขท่ามกลางธรรมชาติที่แสนอุดมสมบูรณ์...และแล้ววันเวลาก็หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย...

พี่เดชาอธิบายถึงแผนพัฒนาประเทศ การจัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โยงมาถึง IMF และ World Bank…การจัดตั้งสถาบันระดับอุดมศึกษา การส่งผู้คนไปเรียนรู้สรรพวิชาในโลกตะวันตก การขยายฐานการผลิตของประเทศกลุ่มทุนนิยมมายังประเทศที่กำลังพัฒนา...ฯลฯ 

เรื่องราวเหล่านี้แม้เราเคยได้รับรู้ ยามเมื่อครูเราที่ INA-PG หรือสถาบันการเกษตรแห่งชาติ กรุงปารีส ได้บรรยายให้ฟังถึงปัญหาและปรากฎการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ในรายวิชาที่มีชื่อว่า “Le developpement sur le sous-developpement” หรือ การพัฒนาบนความด้อยพัฒนา มาแล้วก็ตาม หากเมื่อได้มาฟังพี่เดชาพูดอีกครั้ง ก็ทำให้เรายิ่งตระหนักถึงความเป็นจริงเหล่านี้มากขึ้น

เดิมข้าวเกวียนละ ๔๐๐ บาท ทองก็บาทละ ๔๐๐ บาทเท่ากัน ปัจจุบันทองบาทละ ๑๔,๐๐๐ ส่วนข้าวเกวียนละ ๗,๐๐๐ ต่างกันครึ่งต่อครึ่ง...

เดิมข้าว ๑ กิโล ซื้อปุ๋ยได้ ๒ กิโล ตอนนี้ข้าว ๓ กิโล ยังซื้อปุ๋ยไม่ได้สักโล

แม้ข้าวจะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต แต่ดูเสมือนว่าเมื่อเปรียบเทียบกับทองคำและปุ๋ยเคมี ...ไม่น่าเชื่อว่า มูลค่า ของข้าวจะลดลงได้เช่นนี้ 

ข้อมูลเชิงลึกของ ระบบอุปถัมภ์ ที่โยงใยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ ภาคการเมือง และภาคธุรกิจหรือบริษัทเอกชน ถูกพี่เดชานำมาพูดคุยให้ลูกศิษย์ฟังในช่วงนี้ ทำให้เราหวนคิดไปถึงวันคืนที่เราและเพื่อน ๆ นั่งล้อมวง “Dialogue” กันในศาสตร์ที่ว่าด้วย การเมืองหรือ “Science Politique” ที่ร้านกาแฟกลางกรุงปารีส 

พึ่งใครก็พึ่งไม่ได้ พึ่งบัณฑิตก็พึ่งไม่ได้ ชาวนาต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุด

เป็นประโยคที่พี่เดชาทิ้งท้ายไว้ก่อนจะนำเข้าสู่แนวทางการเรียนรู้และการปรับเปลี่ยน กระบวนทัศน์ ของชาวนาสุพรรณบุรี ผู้กลายมาเป็น นักเรียนแห่ง โรงเรียนชาวนา ที่ร่วมสร้างนวัตกรรมการจัดการความรู้จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานของพี่น้องชาวนาจากทั่วประเทศ

 ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พุทธพจน์ที่เป็น คาถา สำคัญนี้เอง ที่เป็นทั้ง เป้าหมายและเป็นทั้ง วิธีการ ในการขับเคลื่อนขบวนการชาวนาและงานพัฒนาการเกษตรขององค์กรพัฒนาเอกชน... 

โปรดติดตามบทจบของเรื่องนี้ในตอนต่อไปนะคะ