เพลงอีแซว
เป็นเพลงร้อง
เป็นเพลงรำ เป็นเพลงโต้ตอบ
หรือว่าเป็นเพลงแบบไหนกันแน่
เป็นความคิดความเห็นที่จะต้องนำเอามาศึกษาหาคำตอบที่เป็นไปตามความเป็นจริงให้ได้มากที่สุด หรือจะต้องย้อนไปยังต้นกำเนิดที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไปศึกษาการแสดงของวงเพลงอีแซวระดับมืออาชีพ เพื่อสังเกตวิธีการแสดงของครูเพลงเหล่านั้นว่า ท่านร้องเพลงอีแซวอย่างเดียวหรือไม่ หรือว่าตลอดการแสดงท่านร้องไปรำไปด้วยตลอดเวลาหรือไม่ หรือว่าท่านร้องโต้ตอบแบบถามมาตอบไป ปะทะคารมกันอย่างสนุกสนาน แล้วตกลงว่าเพลงอีแซว เป็นเพลงประเภทใด
มีท่านผู้รู้ (เรียกตนเองหรือมีผู้อื่นเรียกท่านว่าผู้เชี่ยวชาญทางเพลงพื้นบ้าน) ได้ให้ข้อ สังเกตในการเรียกเพลงอีแซวว่า เป็นเพลงร้องที่มีมานาน ร้องง่ายไม่ต้องคิดนวัตกรรมมาใช้ในการฝึกหัดเด็กก็ร้องได้ (เขาคิดได้แค่นั้นเอง เพลงพื้นบ้านจึงสูญไป) ท่านผู้รู้บางท่านเรียกเพลงอีแซว่า เป็นเพลงรำอีแซว ในระหว่างการร้องผู้ร้องจะต้องรำไปด้วยตลอดเวลาและยังจะต้องมีลูกคู่มาคอยรำประกอบอีกด้วย และบางท่านเรียกเพลงอีแซว่า เป็นเพลงพูดโต้ตอบกันร้องกลอนไปได้ลงหนึ่งก็จะมีการพูดจาโต้ตอบแบบสนุกชวนหัว
ข้อความที่ผมยกเอามาให้ท่านได้รับรู้ เป็นสำนวนที่มีผู้รู้ท่านได้ให้คำจำกัดความเพลงอีแซว ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านที่เล่นกันมานานที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเฉพาะที่วัดป่าเลไลยก์ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของเพลงอีแซวนานกว่า 85 มาแล้ว ในส่วนตัวของผู้เขียน เพลงอีแซว เป็นเพลงพื้นบ้านที่ผมชอบมากที่สุด ผมฝึกหัดกับครูเพลงรุ่นเก่าและเล่นเพลงกับท่านเหล่านั้นมานานจนมาถึงรุ่นลูกศิษย์ที่ผมฝึกหัด นับเวลาก็นานกว่า 40 ปี แล้ว เมื่อไปอ่านข้อความที่บางท่านเรียกเพลงอีแซวว่า เป็นเพลงร้อง เป็นเพลงรำ เป็นเพลงพูด ทำให้เจ้าของเพลงอีแซวอย่างผมมึนไปหมด เพราะว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนวงในหรือวงนอก หรือเป็นเพียงนักดู นักอ่าน แล้วด่วนมาสรุปเรียกชื่อเพลงพื้นบ้านประเภทนี้ว่า เป็นเพลงอย่างนั้น อย่างนี้
แม่บัวผัน จันทร์ศรี ศิลปินแห่งชาติ เพลงอีแซว ปี 2533 ท่านเคยบอกผมว่า เพลงอีแซวบ้านเรา เป็นเพลงร้องมีท่าทางประกอบ และเจรจาโต้ตอบกันในความหมายที่ฉงน (เคลือบแคลง สงสัย ไม่แน่ใจ) ก็มีการหยุดร้องพูดจากัน แต่อาจจะมีอารมณ์ขันสอดแทรกเข้าไปด้วย ในระหว่างร้องมีการแสดงท่าทางไปตามอารมณ์ ทำมือทำไม้ให้เกิดความรู้สึกตามบทเพลง
ลุงหนุน กรุชวงษ์ ครูเพลงรุ่นราวคราวเดียวกันกับแม่บัวผัน จันทร์ศรี ท่านเป็นคนดอนเจดีย์ อยู่ที่บ้านทะเลบก ผมได้มีโอกาสไปฝึกหัดเพลงเกี่ยวข้าว (เต้นกำ) และเพลงฉ่อยกับท่านเมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว ท่านบอกว่า เล่นเพลงอีแซวไม่ต้องรำ รำไม่เป็น มือไม้ไม่อ่อน เรามันคนทำงาน ทำนา ทำสวน แต่ไหวตัวทำท่าทางเอา เวลาต้องเพลงโต้ตอบกันมันจึงสนุก
ป้าอ้น จันทร์สว่าง ครูเพลงอีแซวของผม ท่านคือครูที่จับข้อมือ หัดเพลงให้ผม ป้าเป็นคนหนองแขม อำเภอดอนเจดีย์ เป็นนักเพลงที่เคยเดินเท้าไปเล่นเพลงที่วัดป่าเลไลยก์ เรียกว่าป้าเป็นคนยุคต้น ๆ ของเพลงอีแซว และผมเป็นคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับป้าอ้นมาก ป้าบอกกับผมว่า เพลงอีแซวร้องไปรำทำท่าทางไปตามที่เรานึกสนุก ไม่จำกัดท่าทาง เว้นแต่ว่าจะต้องให้คนดูเกิดอารมณ์ไปกับเพลงที่เราร้อง ส่วนผู้ชายพวกพ่อเพลงเขาจะไม่รำกัน แค่ทำท่าทางเท่านั้น
พี่เกลียว เสร็จกิจ (ขวัญจิต ศรีประจันต์) ศิลปินแห่งชาติ เพลงอีแซวปี 2539 ผมกับพี่เกลียวจะสนทนากันเกี่ยวกับเพลงอีแซวและเพลงพื้นบ้านอื่น ๆ หลายครั้ง ผมบันทึกการสนทนาเอาไว้ 4-5 ม้วนเทปคาสเสท บทสนทนาเหล่านั้นมีคุณค่าต่อการศึกษาเพลงอรีแซวมาก เพราพี่เกลียว คือศิษย์เอกของพ่อไสว วงษ์งาม และแม่บัวผัน จันทร์ศรี คำพูดของท่าน ถอดมาจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากครูเพลงตัวจริงรุ่นแรก ๆ พี่เกลียวพูดกับผมว่า ชำเลือง เพลงอีแซวสมัยก่อนเขาไม่เน้นรำกัน มีรำบ้าง ใครรำสวยก็รำโชว์ ใครที่มือไม่อ่อนก็ไม่รำ ร้องอย่างเดียวแล้วทำท่าทางเอา โดยเฉพาะพวกผู้ชายมีน้อยคนที่จะรำ ส่วนใหญ่ยืนร้อง ทำท่าทาง ไหวตัว เคลื่อนไหวให้ดูสนุกสนาน ส่วนผู้หญิงมีรำบ้าง แต่ก็ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะต้องร้องไปรำไป แต่ครูเพลงเก่า ๆ จะบอกให้ทำท่าทางไปตามบทเพลง พี่เกลียวเน้นว่า รำหรือท่าทาง จะต้องทำไปตามบทเพลงที่ร้อง เรียกว่า “ตีบท” ส่วนว่าเวลาร้องจะรำไปด้วยก็ได้ หากการรำไม่เป็นไปตามบทร้อง เรียกว่า “รำลอย” คนดูจะรำคาน น่าเบื่อ เหมือนคนพายเรือ ในเรื่องของบทสนทนา หรือการพูด การเจรจา นำเอามาจากเงื่อนปมที่น่าสงสัย นำเอามาขยายความให้เข้าใจชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สุจินต์ ศรีประจันต์ ศิลปินดีเด่นจังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2541 ท่านเป็นนักเพลงพื้นบ้านที่มีความสามารถสูงมากในยุคนี้ (ในระดับหัวหน้าวง) ท่านพูดกับผมในบทสนทนาว่า เล่นเพลงอีแซวจะรำหรือไม่รำก็ได้ ใครที่มือไม้อ่อน สวยงามก็รำ ทำท่าทางให้ดูสนุก อย่างพี่โชติเล่นเพลงสนุกมาก แกก็ไม่รำเลย (มือแข็ง) ส่วนตัวท่านทำท่าทางสวยงามมืออ่อน พี่จินต์ ร้องไปรำไปทำทางไปด้วย น่าดูมาก เรียกว่ารำไปตามบทร้อง นั่นเอง แถมยังมีรำป้อ รำต้อนหลังแม่เพลงให้ดูสนุกอีกต่างหาก
ท่านผู้อ่านคงจะพอมองเห็นภาพความเป็นจริงของเพลงอีแซวบ้างแล้วว่า เมื่อคนเพลงตัวจริงได้พูดเอาไว้ มีในเทปบันทึกเสียงและภาพของการแสดงที่ผมได้เก็บเป็นข้อมูลเอาไว้จำนวนมาก พอที่จะบอกเล่ารูปแบบลักษณะของเพลงอีแซวได้ว่า “เพลงอีแซว เป็นเพลงร้อง ทำท่าทางและเจรจาโต้ตอบกันของผู้แสดง 2 ฝ่าย มีการปะทะคารมด้วยเนื้อหาที่สนุกสนานและเป็นประโยชน์น่าติดตาม”
อาจจะพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า เพลงอีแซว เป็นเพลงปะทะคารมของฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง แบบต่อสู้กัน เอาแพ้เอาชนะกัน หากได้ดูเพลงอีแซวแล้ว ไม่มีการปะทะคารม นั่นคือการแสดงที่ขาดเอกลักษณ์ของเพลงอีแซวแท้ ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
เพลงอีแซว เป็นเพลงพื้นบ้านรูปแบบเดียวของจังหวัดสุพรรณบุรีที่ยังคงเป็นการแสดงอาชีพได้ หากต้องการพบกับความจริงจะต้องไปหาความจริงจากต้นตอหรือสอบถามรายละ เอียดจากศิลปินต้นแบบที่เขาเป็นเจ้าของต้นตำหรับเพลง จึงจะได้ข้อมูลที่แท้จริงของเพลงอีแซว ส่วนการศึกษาจากเอกสารจากตำราเป็นข้อมูลรองที่อาจมีการปรุงแต่งบ้างตามความเข้าใจของผู้เขียน จึงทำให้บางท่านต้องนำเอาความรู้ที่ตนเองมีมาจากการอ่าน ไปแนะนำตักเตือนนักแสดงตัวจริงที่เป็นเจ้าของเพลงอีแซว ให้รู้สึกได้อายเสียด้วยซ้ำ
ชำเลือง มณีวงษ์ - ถ้วยรางวัลชนะเลิศประกวดเพลงอีแซวจังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2525
- ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมรางวัลราชมงคลสรรเสริญ ปี 2547
- โล่รางวัลความดีคู่แผ่นดิน รายการโทรทัศน์ช่อง 5 ปี 2549


สวัสดีครับ
อาจารย์ ธ.วัชชัย