ต้องบอกก่อนว่าโดยปกติ การเรียนปริญญาเอกเมืองนอก..คือไม่ใช่อยากเรียนที่ไหนก็ได้เรียน บางทีและน่าจะส่วนใหญ่คือถ้าสมัครไปแล้วเขาสนใจเรื่องที่เราจะทำวิทยานิพนธ์ คือถ้ามีอาจารย์ที่ชำนาญเรื่องนี้ ก็มีโอกาสที่เขาจะตอบกลับมาสูง และประวัติการทำงาน การศึกษาก็เป็นส่วนประกอบในการพิจารณาที่สำคัญสำหรับนักเรียนปริญญาเอกและ ได้ทุนมาหรือไม่..ด้วย
การเรียนปริญญาเอกเมืองนอก โดยเฉพาะของที่ประเทศอังกฤษ คิดว่าเหมือนกันหมดคือเข้ามาต้องลงทะเบียนเรียนเป็นMPhil ก่อนหลังจากนั้นโดยทั่วไปประมาณปีถึงปีครึ่งก็เตรียมสอบUpgrade เป็นPhd การเรียน MPhilในปีแรกส่วนใหญ่เป็นวิชาเกี่ยวกับการทำวิจัยและวิชาที่เกี่ยวกับเรื่องที่เราจะทำวิทยานิพนธ์ น่าจะสัก 6-7 ตัวได้ถ้าจำไม่ผิด..
ที่U of Sheffield นิติฯตอนสอบ Upgrade ก็จะมีอาจารย์ต้องไม่น้อยกว่าสองคนเข้าไปฟังเพื่อแสดงความคิดเห็นและประเมินเรา และอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วย และเขาจะเปิดให้คนภายนอก รวมทั้งต้องประกาศให้บรรดานักศึกษาทราบทั่วกัน ว่าใครสนใจก็ให้เข้ามาฟังและแสดงความคิดเห็น ถามตอบกันได้...หากประเมินผ่านก็ได้ไปลงทะเบียนเรียน Phd
การสอบUpgrade ความจริงก็คือเขาให้เวลาเรามาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมสักหนึ่งปี หลังจากนั้นเมื่อเราพร้อมเราก็ไปนำเสนอให้กรรมการและผู้เกี่ยวข้องทราบว่าเราจะทำอะไร อย่างไร มีแผนทำอะไร กำหนดเสร็จสิ้นแต่ละช่วงเมื่อไรนั่นเอง และต้องนำส่งโครงร่างวิทยานิพนธ์และรายละเอียดตามสมควร เพราะกรรมการต้องเอาเอกสารของเราแนบการประเมินส่งไปที่ Graduate School ด้วย แล้ว Graduate School ก็จะออกหนังสือรับรองให้เราว่าได้เป็นนักเรียนPhd แล้ว
ระหว่างเป็นนักเรียนPhd ก็เขียนงานส่งอาจารย์เป็นช่วงๆช่วงแรกก็พบกับอาจารย์ที่ปรึกษาบ่อย นานไปก็นัดห่างขึ้นเพราะสามารถติดต่อทางemail หรือโทรศัพท์คุยกันได้และส่งงานทางemail ได้ บางทีถ้าเรากลับเมืองไทย ก็ไปเจอsupที่เมืองไทย supเราชอบเดินPantip Plaza สุดๆ อายุมากแล้วแต่เป็นคนที่เป็นอัจฉริยะหลายด้านรวมทั้งทางด้านเทคโนโลยีนี่มากแบบสุดๆ ชอบใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย...มาก ไปเดินPantipนี่รู้เลยว่าคุณตา..เรามีความสุขสุดๆๆเหมือนได้ของเล่นใหม่...แบบเด็กๆเลย(นินทาเล็กน้อย..ป่านนี้สะดุ้ง..แล้ว...)
และเมื่อพร้อมก็นัดสอบ...คนที่มาสอบจะไม่ใช่supervisor แต่จะเป็นบุคคลจากภายนอก ใครไม่ทราบ ซึ่งต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะมาสอบเรา..และอาจารย์ภายในหนึ่งท่าน ที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะมาสอบเราเช่นกัน และ..ถ้าสอบผ่านก็จบ....ดูไม่น่าจะยากเลยนะ....อืม "..แล้วมันจะยากตรงไหน....??
ความจริงในความคิดตนเอง คิดว่าผู้ที่เหมาะสำหรับการเรียนปริญญาเอกนั้น ควรเป็นคนที่ต้องมีประสบการณ์การทำงานมาพอสมควรยิ่งมากก็ยิ่งดีและยิ่งถ้าเคยทำวิจัยมาเยอะๆยิ่งน่าจะสบายเลยและถ้าเตรียมๆทำวิจัยในเรื่องที่เราจะทำวิทยานิพนธ์มาบ้างแล้วยิ่งดีใหญ่แล้วมาต่อยอดเอา เพราะมาเรียนแล้วก็จะรู้ว่าก็ต้องคิดเอง..เขียนเอง อตหิ อตโน นาโถ อย่างแท้จริง..แล้วก็น่าจะสรุปได้เบื้องต้นว่า ท้ายที่สุดคนที่รู้มากที่สุดในเรื่องที่เราทำนี้คือเรา..ไม่ใช่ใครที่ไหน..เลย...
และการเรียนระดับปริญญาเอกน่าจะเหมาะกับผู้ใหญ่เรียนมากกว่าเด็กๆมาเรียนคือ เป็นการวิเคราะห์ที่ต้องมองหลายๆด้าน คือต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ด้วย และต้องมีความอดทนสูงมากที่วันๆต้องนั่งอ่านนั่งเขียนได้นานๆแบ่งเวลาให้ได้..และต้องมีวินัยสูงมากและอย่างต่อเนื่องด้วย นี่คือความยากของการเรียนปริญญาเอก....
และส่วนที่ต้องลุ้นกันสุดๆคือเมื่อไหร่supervisorจะมีเวลาอ่านให้เรา อันนี้แหละคือสิ่งที่ยากลำบากสุดๆเพราะเราต้องอดทนสูงมาก บังคับใครก็ไม่ได้..ต้องมีความใจเย็นอย่างมากนับหนึ่งถึงร้อยกันเลยทีเดียว...จำได้ก่อนสอบUpgrade supervisor เราอ่านให้ก่อนสอบหนึ่งอาทิตย์ โห...สุดๆนึกในใจแล้วจะรอดไหมเนี่ย...กะไม่ให้เตรียมตัวกันเลยหรือ...(ส่งไปให้อ่านล่วงหน้าตั้ง 5 เดือนแล้วนะเนี่ย...) นี่คือความยากลำบาก.ที่ต้องมีความอดทนสูงมาก กลัวที่สุดต้องทะเลาะกับsupervisor เพราะตอนนั้นก็มีเขียนต่อว่าsupไปเหมือนกัน..ดีนะที่เขาไม่โกรธหรือโกรธเหมือนกันแต่ให้อภัย..ด้วยคำพูดที่ว่า"เราก็ไม่ค่อยมีเวลาว่างเหมือนกันนะ..ไม่ใช่ท่านไม่ว่างอยู่คนเดียว..เราก็ต้องทำอย่างอื่นเหมือนกัน..."..sup เรางานยุ่งมาก บางทีก็ต้องทำใจ เพราะเขาทำงานให้หลายที่มากทำให้กับ United Nation ด้วย และทำให้กับองค์กรระหว่างประเทศหลายที่มากเลย ต้องเดินทางทั่วโลก..ตอนนี้ก็ปลงๆแล้ว อาศัยเทวดาช่วย...ดลใจให้อาจารย์ว่างๆหน่อย...
ส่วนเรื่องที่ต้องลุ้นกันอีกเรื่องคือsupervisor มีอายุมากแล้วเหมือนกันน่าจะประมาณ70ได้หรือไม่ก็เกือบๆ70ปี ภาวนาอย่าให้แกเป็นอะไรไปละกัน..ไม่อย่างนั้นแย่เลยแน่..
มีวันหนึ่งแกมาเป็น Guest Speaker ให้ Biotec เจอแกตกใจ...เพราะมีไม้เท้ามาด้วยสองอันซ้ายขวาแบบมีที่คล้องที่แขนด้วย"แบบท่าทางอาการน่าเป็นห่วง.."(ห่วงแกและก็ห่วงตัวเองด้วย..จะรอดไม่เนี่ย..นึกในใจ.."เรา")...Oh my "God"...เป็นอะไรไปอ้า..คุณตา...ขา ?? ถามไปมาได้ความว่า ...ตอนไปประชุมที่อิตาลี.. ไปล้มเพราะสะดุดกระเป๋าเดินทาง(ของตัวเอง) ทำให้ล้มที่สนามบิน.. โอ๊ย....ระวังหน่อยคุณตา ไงๆให้หนูเรียนจบก่อนนะคะ...คุณตาอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปตอนนี้นะคะ..คุณตา...ขา....
ตอนนี้คุณตาเราก็ไปทำงานที่Cape Town Southafarica โน้น..น่าจะกลับราวมิยหรือกค...ก็ลุ้นกันตลอดว่าขอให้คุณตาของเรารอดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง..."เทวดาทั้งหลายช่วยคุ้มครองด้วยเถิดนะ"เพราะเดี๋ยวจะส่งงานไปให้อ่านจะได้จบๆซะ..ขอให้คุณตาช่วยกรุณารีบอ่านและแก้ไขให้ด้วยเร็วๆด้วยเทอญ สาธุ(เพราะเร็วของคุณตาแกนี้ก็ไม่รู้ว่าอีก 5 เดือนจะได้อ่านหรือเปล่า...ไงๆ ก็ขออย่าให้นานขนาดทุนหมด..นะคะคุณตา..ไม่อย่างนั้น..หนูต้องบินมาสอบนะคะคุณตา..ขา..เห็นใจหนูด้วยนะคะค่าตั๋ว ค่าที่พัก ร่วมแสนแล้วคะคุณตา..โปรดเห็นใจ..ด้วยเทอญ อย่าให้เป็นแบบตอนต่อวีซ่าเลยนะคะ รอหนังสือรับรองจากคุณตาจนเลยนัดเจ้าหน้าที่ต่อวีซ่า..หนูเกือบเป็นคนเถือน..ซะแล้ว.."เฉียดตายอีกแล้ว".ลุ้นเหนื่อยคะ ไม่เอาแล้วนะคะคุณตา..Sorry มา หนูให้อภัยได้คะ..แต่หนูไม่อยากได้ยินคำนี้บ่อยๆคะ ผวา..คะ คุณตา...)"ขออย่าเป็นเช่นนั้นอีกเลยนะคะ ได้โปรด.. "นะโม นะโม.....นะเมตตากรุณา...สาธุ"
จาก คนชื่อ"หมู..อ้วน"..............ก็แค่คนชื่อหมู....เรียน.....จะหมูหรือไม่ต้องดูกันต่อไป....