เรื่องราวจากความเรียง ในความรักและความผูกพัน เมื่อยามได้เดินตลาด และมองเห็นร้านรวงห้องแถวร้านไม้มากมาย ซึ่งต่างแขวนข้าวของเครื่องใช้ และสินค้านานาชนิด ท่ามกลางรอยอดีตในแต่ละห้วงขณะของความคิด ความทรงจำ ในรอยแห่งความรักของอดีต ด้วยความผูกพันชีวิตกับความคิดที่ผ่านไป วันนี้มีเรื่องราวของอดีตเป็นดั่งของสะสมของชีวิต

สะสมอดีต

อ้างอิง - ภาพ http://francetoo.multiply.com/

ยามเด็กวันวาน

ทุกครั้งที่เดินผ่านตลาด

ผมจะต้องหันมองร้านขายของ

ที่ซึ่งแขวนกะละมังพลาสติก แขวนหม้อชามรามไห ของใช้มากมาย รวมทั้งของเล่น ทุกครั้งที่เห็นร้านรวงห้องแถวไม้ แถวข้าวของเครื่องใช้มากมายประดามีไว้ข้างผนัง ผมจะนึกถึงวันคืนเก่าในอดีต ยิ่งในยามที่ได้โอกาสเดินตลาดติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผมจะนึกเสมอถึงความสุข สนุกสนาน ตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจไปกับสิ่งละลานตา

มีความตื่นเต้นมากมายเกิดขึ้นในใจ

นอกจากของเล่นของกินของใช้

ยังมีสีสันของผู้คนร้านรวง

วันนั้นผมไม่รู้ว่า สิ่งเหล่านี้งดงามหรือมีคุณค่าเพียงไร ผมคิดเพียงแค่ตลาดคือความตื่นเต้น ร้านรวงห้องแถวไม้คือความสนุกสนาน ซึ่งแต้มด้วยสีทาไม้สีแดงหมากสุก ความสวยงามละลานตา จากข้าวของที่แขวนไว้ ทำให้ร้านห้องแถวไม้กลายสภาพจากความหม่นเป็นความสว่างไสว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

เป็นความสว่างไสวในใจผม

เมื่อยามเติบโตขึ้นผมจึงค่อยรับรู้

ถึงความหมายของความทรงจำ และอดีตที่ผ่านมาของชีวิต ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางผ่านร้านรวงตลาดไม้เก่า ผมจะนึกเสมอว่า กำลังเดินทางย้อนกลับไปเป็นเด็ก สถานที่ซึ่งน่าค้นหา มีเงาไม้ มีร้านค้าคอยแอบซ่อน มีของที่แขวนไว้อย่างไม่เป็นระเบียบให้เราสอดส่ายสายตาเล่น

ตรงกันข้ามกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย

เมื่อยามเดินผ่านโกดังสมัยใหม่

สถานที่โมเดิร์นเทรด

ในท่ามกลางความทันสมัยและความเปลี่ยนแปลง ผมไม่เคยมีอดีตกับสิ่งเหล่านี้ อาจจำเป็นต้องซื้อข้าวซื้อของบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะผมไม่ต้องการของมากมายถึงเพียงนี้ หรือกระทั่งบางครั้งเดินวนจนทั่ว เพื่อค้นพบคำตอบในใจว่า สุดท้ายโกดังติดเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่นี้ ไม่มีอะไรให้น่าค้นหา

ผมเคยบ่นเรื่องทำนองนี้

กับเพื่อนฝูงและคนรอบข้างชีวิต

ยามเดินทางผ่านร้านรวงไม้ห้องแถว

ในทุกครั้งของการได้เห็น ได้กลิ่น ได้ยิน ได้เดินสัมผัส และหายใจผ่านคืนวันของอดีต ผมจะรู้สึกเสมอว่า ไม่มีอนาคตใดจะมาแทนที่ความทรงจำ ไม่ว่าความทรงจำนั้นจะเจ็บปวด หรือข้นแค้นเพียงใด แต่ความทรงจำนั้นก็ทำให้เราก้าวผ่านมาได้ จนกระทั่งมีลมหายใจยืนอยู่ในปัจจุบัน

 

ผมจำได้ดีถึงรอยน้ำตาจากกิ่งมะยม

แสบขาแสบแขนอย่างยิ่งยามซน

จดจำได้เสมอถึงฤทธิ์เดช

ไม่มีสิ่งใดจะมาแทนที่ต้นไม้เอนกประสงค์ต้นนี้ไปได้ นอกเหนือจากเขย่าต้นเพื่อกินมะยมเม็ดเปรี้ยว กิ่งมะยมเรียวเล็กเหล่านี้ ยังคงอานุภาพเมื่อวันวาน จนส่งผ่านมาถึงวันนี้ ยามนึกได้ทุกครั้งที่แม่ฉวยกิ่งทั้งหมดมาริดใบออก ก่อนเริ่มต้นหวด

นักเขียนหลายคน

พยายามบันทึกถึงที่ทางอดีต

บันทึกที่ทางของความทรงจำในแง่มุมต่าง

บ้างบอกเล่าถึงพลังอันรันทด เพื่อทำให้เราก้าวผ่านคืนวันสู่อนาคตอันสดใส บ้างโหยหวยโหยไห้กับรอยอาลัยของสิ่งที่ผ่านไป บ้างมองไว้เตือนถึงจุดเริ่มชีวิต ก่อนจะคอยย้อนกลับมาโหยหา ว่าอดีตเหล่านั้นงดงามเพียงใด แต่ส่วนใหญ่ล้วนมีอดีตเป็นเครื่องกักเก็บพลังแห่งการเขียน

เช่นเดียวกับความทรงจำของผู้คน

เราแต่ละคนต่างมีวิธีการ

เพื่อจัดเก็บอดีต

เรามีพื้นที่ในการจัดเก็บไว้แตกต่างกันไป บ้างเก็บไว้ในช่องแห่งความสุขสม บ้างเก็บไว้ในความรันทดหดหู่ บ้างเก็บไว้เพื่อหยิบมาสะท้อนใจยามท้อแท้ มีบ้างที่เก็บไว้อย่างไม่ระเบียบ คุ้ยออกมามองเล่นเป็นบางครั้ง แต่สุดท้ายของความจริงในแต่ละความทรงจำ ตราบเท่าที่เรายังจดจำได้

อย่างน้อยต้องมีภาพประกอบ

จากเรื่องราวของอดีตคอยแวบอยู่เสมอ

หรือคอยออกมากระโดดโลดเต้นในคืนวันเหมาะสม

เพื่อนบางคนกล่าวว่า มนุษย์ที่มีพลังสร้างสรรค์ในชีวิตอย่างมากมาย บนบ่าและหัวแห่งความทรงจำนั้น พวกเขาต่างแบกอดีตติดตัวไปด้วยเสมอ จะยอมรับหรือปฏิเสธก็ตามแต่ แต่พวกเขาเหล่านั้นมีวัตถุดิบแห่งการคิดค้น ด้วยสิ่งล้มหายตายจากในอดีต แต่เติบโตอยู่ในห้วงความจำ เพื่องอกเงยมาสู่การคิดค้นเรื่องราวใหม่ใหม่ ให้หมุนวนไปเบื้องหน้า

ยิ่งมองเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายเท่าใด

ผมยิ่งตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เดินตลาด 

โดยเฉพาะตลาดเก่า

ยามเห็นหัวใจตัวเอง

ตกหล่นในท่ามกลางความทรงจำ เหล่านั้น