เช้าวันนี้ ผมกับหัวหน้าสาขาวิชาวิชาชีพครูออกเดินทางไปนิเทศน์นักศึกษาฝึกสอนที่ กศน.มายอครับ ได้นั่งคุยกันก่อนการไปสอน ได้มุมมองดีทีหลายประการครับ "ครูอาสา" ครูกลุ่มนี้หลายคนอาจไม่รู้จัก ผมเองก็รู้จักแค่ชื่อครับ ส่วนใหญ่รู้เพราะมีคนไปสมัครสอบ วันนี้ได้มารู้จักบทบาทที่แท้จริงของพวกเขา

ตัวเลขหนึ่งที่น่าตกใจสำหรับในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ อัตราการเข้าศึกษาต่อของเยาวชนในอยู่ในอัตราส่วนที่น้อยครับ และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นกังวลคือ เมื่อหลายวันก่อนได้คุยกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ซึ่งท่านเป็นผอ.สถานพินิจฯ ปัตตานี ท่านบอกว่า ส่วนใหญ่เกินกว่าร้อยละเก้าสิบ ที่อยู่ในสถานพินิจ คือกลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ และหลายครั้งที่ศาลท่านปราณีลดโทษให้กับเด็ก หรือให้เด็กยังสามารถอยู่ที่ปัตตานีต่อได้ คือ เงื่อนไขที่ว่าต้องเรียนนะครับ แต่แล้วเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ไปเรียนเลย

เด็กเหล่านี้ไปทำอะไรอยู่ที่ไหน? แล้วทำไมอัตราส่วนของการเรียนมีความสัมพันธ์กับสถานพินิจฯ อย่างมีนัยจริงๆ

วันนี้จึงเห็นความพยายามของทุกฝ่ายในเรื่องของการศึกษาของเยาวชนและชุมชนครับ คนกลุ่มนี้ที่ได้รับการเรียกขานว่า ครูอาสา ทำหน้าที่ส่งความรู้และให้การศึกษาไปถึงยังคนที่ด้อยโอกาส และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้

ในกลุ่มที่เรียนประกอบด้วยคนหลายวัยครับ แต่ที่เห็นในป้ายข้อมูลที่สำนักงาน มีการจัดระดับการศึกษาออกเป็นสี่ระดับครับ คือ กลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือ กลุ่มประถม ม.ต้น ม.ปลาย

คำถามที่น่าสนใจ คือ เมื่อมีการนำความรู้ไปยังกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งแล้ว ทำอย่างไรให้องค์ความรู้นั่นมีคุณค่ากับคนกลุ่มนี้อย่างแท้จริง

ที่ผมตั้งคำถามอย่างนี้เนื่องจาก การสร้างแรงจูงใจในการเรียนกับคนกลุ่มที่ไม่ใฝ่เรียน เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การเรียนของพวกเขาประสบความสำคัญ  การทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของความรู้จากชั้นเรียนในการนำไปสู่การใช้ชีวิตจริง เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ ครับ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ เนื้อหาและวิธีการนำเสนอจึงต้องเป็นหัวใจสำคัญครับ