เสียงลมรำเพย เหมือนเพลงกล่อมให้อยากหลับอย่างสนิทนั้น แผ่วผิวปานใด
ในที่สุดวันนี้ ฝนก็ตกถึงชลบุรีจนได้ ผู้เขียนชอบเดินตากฝน ที่เวลาเริ่มตกใหม่ๆ เป็นละอองฝอยๆ แล้วก็จินตนาการว่าเป็นหิมะ โปรยลงบนเส้นผม ตามบ่า ไหล่ ผู้เขียนไม่เคยรู้ว่าหิมะตกนั้น อากาศจะต้องหนาวทรมานขนาดไหน แต่ในความนึกฝัน วันที่หิมะลง มันมีความอบอุ่นด้วย เคยเสียเงินเข้าไปสวนสนุก เพื่อเข้าไปในบรรยากาศหิมะตกจำลอง แต่มันก็ไม่เหมือนที่คิดอยู่ดี เมื่อไหร่เมืองไทย หิมะจะตกบ้างนะ
แต่ที่แน่ๆคือฝนนี่แหละ จะยังตกชั่วนาตาปี โดยไม่ต้องอธิษฐาน ชอบวันที่ฝนตก เวลาหยาดฝนร่วงสู่พื้นโลก มันใสสะอาดทุกเม็ด กระทบสิ่งใดก็เกิดเสียงไพเราะ เสนาะหู ไม่เห็นมีใบไม้ใบหญ้า ต้องเจ็บข้ำเพราะสายฝนเลย มีแต่จะพลิกใบต้อนรับทุกครั้งไป
สมัยเด็กๆ ฝนหยุดใหม่ๆ น้ำจะเซาะพื้นดินเป็นร่องลำธารเล็กๆ ไหลคดเคี้ยว นี่ก็สนุกอีก เอาดินนิ่มๆ ไปทำคันกั้นน้ำไว้ หรือบางครั้งก็พอกให้เป็นแอ่งใหญ่ๆ แต่ไม่นาน น้ำก็รวมพลังกัน ไหลจนเขื่อนชั่วคราวพังอยู่ดี เด็กบ้านนอก หาเรื่องเล่นกับธรรมชาติได้ทุกรูปแบบ
พอโตขึ้นมา เราก็เริ่มสร้างกฎเกณฑ์ให้ตัวเอง เชื่อว่าตากฝนแล้วจะป่วยไข้ เป็นหวัด เล่นน้ำฝนตามพื้นดิน พยาธิจะไชเข้าเท้า ไม่ควรถูกแม้กระทั่งละอองฝน แล้วก็พากันสร้างกันสาด ให้กว้างออกไปๆๆๆ แม้จะนั่งริมหน้าต่าง เราก็จะมองไม่เห็นหยาดฝนอีกต่อไป
เรากำลังเลิกสนใจกับธรรมชาติ ลืมแล้วว่าเวลาฟ้าแล่บเป็นทาง เราจะมองเห็นเหมือนปราสาทราชมณเทียร ตามรอยแยกของสายฟ้า เริ่มจะนึกไม่ออกว่าดาวตกเป็นอย่างไร และแสงจันทร์มีมนต์เสน่ห์ขนาดไหน ทำไมถึงมีพระอริยเจ้าบรรลุธรรม ในคืนเพ็ญ
และเมื่อแสงจันทร์กระทบผิวน้ำ เป็นสีเงินยวงนั้น เป็นอย่างไร เสียงลมรำเพย เหมือนเพลงกล่อมให้อยากหลับอย่างสนิทนั้น แผ่วผิวปานใด เราลืมกันไปแล้ว
การได้ฟัง ได้เห็น ได้สัมผัสรรมชาติ ทำให้เราอิ่มเอิบ เบิกบานภาพในมโนจิตก็สวยงาม เหมือนวันนี้ ที่ผู้เขียนได้ ถูกสายฝนหลงฤดู พากลับสู่ความสุขในอดีตได้อีกครั้ง อยากเชิญชวน ฝนตกคราวหน้า ลองให้สายฝนนำกลับไปสู่วันชื่นคืนสุขกันดูบ้างซิคะ จะได้พลังอย่างประหลาดทีเดียว
ลองดู นะ อยากให้ลอง
สวัสดีครับคุณตันติราพันธ์
นานมาแล้ว...ที่มีกาลครั้งหนึ่ง...ยังตรึงตราฝังใจ...เด็กน้อยชวนน้องเล่นน้ำฝน...แล้วโดนตี...เพราะน้องเพิ่งหายไข้...ฮือ ๆๆๆ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
อย่างนี้ต้องโดนตี เพราะน้องเพิ่งหายป่วย แต่ก็เห็นใจ มันสนุกนะ กลิ่นดินหอมๆ วิ่งไล่ฟองน้ำ สนุกจัง เดี๋ยวนี้ มีแต่พื้นปูน เด็กคงเล่นไม่ได้ เดี๋ยวลื่นล้ม เจ็บตัวอีก เฮ้อ ได้รื้อฟื้น แล้วมีความสุขจังนะ
สวัสดีครับพี่รุ่ง
บันทึกนี้ลึกซึ้ง ครับ ลึกซึ้ง
เรากลายเป็น"เจ้าสาวที่กลัวฝน"แบบคุณเต๋อว่า ตั้งแต่ตอนไหนกัน ครับนี่
ใช่ครับเราหนีจากธรรมชาติเยอะเกินไป จนเข้าถึงธรรม ได้ยาก
สวัสดีค่ะคุณสุมิตรชัย
ธรรมะ ก็คือธรรมชาติ จริงอย่างว่าเลย เราห่างธรรมชาติเกินไปแล้ว แค่ออกจากรถ เข้าบ้าน บางคนยังกางร่มอีก กันแสง UV พี่ละไม่เคยถือร่มเลย(ถือแล้วชอบลืม) โบราณเขาสอนหมด เวลาตากฝนมา ให้รีบอาบน้ำสระผม เช็ดตัวให้แห้ง เดี๋ยวร่างกายก็อบอุ่นเอง ไม่ไข้หรอก อีกอย่างเรื่องการกินข้าวชอบกินน้ำเย็นจัดตาม แล้วระบบย่อยต้งใช้ธาตุไฟ มันจะไปด้วยกันได้ไง อ้าว! ลืมไป กำลังคุยกับหมอเหมือนกัน ขอโทษที
สวัสดีค่ะคุรsuksom
ดีใจด้วยนะ ที่ได้เข้าถึงธรรมชาติอย่างแท้จริง โคลนติดรถเป็นดินเหนียวก็ดีซิ จะได้นำมาปั้นวัวควายเล่น
เวลาล้างรถ เขาให้ถามกรมอุตุก่อนนะ ไม่งั้นต้องล้างวันละสองหน ได้กำลัง ๆๆๆๆ
ขอบคุณที่มาเยี่ยม
สวัสดีค่ะอ.ขจิต
งานคงยุ่งมากใช่ไหม ไม่ค่อยเยี่ยมใครๆเลย เขียนบันทึกนี้ แล้วทำให้ อ.ขจิตกลับมาก็ดีใจนะ เด็กบ้านนอกเหมือนกันแน่ๆเลย ไปอินเดียกันไหม
สวัสดีครับ หมอ
สวัสดีค่ะพี่เกษตรยะลา
มันยังไม่เป็นอดีตชาติหรอกค่ะ แต่เราก็ลืมกันไปบ้างแล้ว ชีวิตวัยเด้ก บริสุทธิ์ เป็นช่วงที่ลืมไม่ลง และน่าจะมีความสุขกว่าทุกวัย โดนตียังไม่ค่อยเจ็บเลย พอโตขึ้นมา แค่ใครเขาว่า ก็เจ็บอกเจ็บใจ ภูมิต้านท่านทุกข์ น้อยลงทุกวัน
มาช่วยๆกันค้นหาความหลังที่สุขๆกันบ้างดีกว่า นะพี่นะ
สวัสดีครับคุณหมอ
จริงอย่างที่คุณหมอเขียน ความจริงธรรมชาติได้จัดสรรทุกอย่างไว้ดีแล้ว สิ่งมีชีวิตทุกชนิดก็ปรับสภาพให้มีความเหมาะสม ที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมในถิ่นนั้น สมัยผมเป็นเด็กก็สามารถสู้แดดสู้ฝนได้สบาย(หัวแข็งแข้งเท้าหนา) สามารถเดินเหยียบหนาม เหยียบหน่อหญ้าคาที่ขึ้นใหม่ได้สบายๆ โดยไม่ได้ใส่ใจกับรองเท้าเท่าไรนัก สมัยเป็นเด็กๆเท้าจึงหนา แต่พอโตขึ้นกลับใส่รองเท้าถุงเท้าจึงทำให้เท้าบาง เดินลุยดงหนามไม่ได้แล้ว เคยได้ฟังเขาเล่าว่าสมัยสงครามเวียดนาม เชลยศึกที่เป็นฝรั่งนั้นพวกเวียดกงจับถอดรองเท้าก็ไปไหนไม่ได้แล้ว นอกเรื่องไปหรือเปล่าครับ เพราะหมอเขียนเป็นกวีอ่านแล้วเคลิ้มเลย แต่ผมมาพูดเรื่องเท้า ความจริงเขาบอกว่าสมัยก่อนคนต่างจังหวัดนั้นเท้าหนา แต่หน้าบาง ต่างจากคนสมัยนี้(บางคน) เท้าบางแต่อย่างอื่นหนา (ขอโทษจริงๆครับคุยเรื่องต่ำไปหน่อย)
สวัสดีค่ะคุณสมเจตน์
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยม
และจริงอย่างอาจารย์ว่าทุกประการ เรื่องเท้านี่ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ของต่ำหรอกค่ะ เพราะบางสถานการณ์ เราอาจต้องใช้คำว่าตีนเสียด้วย
เช่นครั้งหนึ่ง เข้าไปสั่งอาหารกับเพื่อนๆ บอกเอาตีนเป็ด หนึ่งจาน เด็กเสิร์ฟหายไปสักพัก แล้วย้อนกลับมาใหม่ (สงสัยจะฟังไม่ถนัด) แล้วก็ถามว่า "เมื่อสักครู่สั่งเท้าเป็ดหรือครับ" คุณสมเจตน์ช่วยพิจารณาหน่อยค่ะ ว่าควรใช้คำไหน
เรื่องราวที่คุณสมเจตน์เล่ามา เป็นความรู้มากเลยค่ะ โดยเฉพาะเชลยเท้าเปล่า แพ้กันง่ายๆอย่างนี้เองนะคะ
ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ไม่ใช่กวีที่ไหน ออกแนวบ้านๆ มากกว่าค่ะ รออ่านบันทึกของคุณสมเจตน์อยู่นะ
เอาภาพวันฝนตกมาฝาก เวลาฝนตกได้อยู่ในบ้านดีที่สุดค่ะ มองสายฝนด้วยความทึ่งในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และมีความหวังเมื่อนึกถึงสิ่งที่ฝนทำให้เกิดความงอกงาม อุดมสมบูรณ์นะคะ
ชอบภาพนี้ของบ้านพี่นุชจัง
ทำไมพี่จับภาพ ได้จับใจคนดูจัง มองมีชีวิตชีวา แอบเอาใจไปแทรกตามมุมเรือน ให้สุขโขค่ะ ขออนุญาต พิงตุ่มน้ำหลับสักงีบนะคะ