อาหารเสือ

เมื่อแรกบวช ผู้เขียนได้รับการบอกเล่าจากพระเถระว่า พระ-เณรกินอาหารเสือ...  ผู้เขียนไม่ค่อยเข้าใจนัก ท่านจึงอธิบายเพิ่มเติมทำนองว่า...

เมื่อออกหาเหยื่อนั้น บางครั้งเสือไปเจอฝูงสัตว์ขนาดใหญ่ จะจับกินอย่างไรก็ไม่หมด ได้เพียงแค่กินพออิ่มแล้วลากกลับมายังที่พักเท่าที่กำลังจะพามาได้เท่านั้นฉันใด... พระ-เณรเราก็ฉันนั้น บางคราวออกบิณฑบาต มีญาติโยมรอใส่บาตรเยอะแยะ แม้จะมีเมตตาอนุเคราะห์อย่างไรก็ไม่สามารถฉลองศรัทธาของบรรดาญาติโยมผู้ใจบุญจำนวนมากได้...

แต่บางครั้ง ในยามออกบิณฑบาตนั้น เดินเวียนแล้วเวียนอีกก็ไม่ค่อยจะเจอผู้ใจบุญ ชำเลืองสายตาซ้ายบ้างขวาบ้างก็ไม่ค่อยจะมีใครคอยใส่บาตร เมื่อเลยเวลาก็จำเป็นต้องกลับวัด แล้วก็ฉันบางอย่างที่พอมีอยู่เพื่อประทั้งชีวิตไปอีกวัน.... ซึ่งก็คล้ายๆ กับเสือในบางคราว ออกล่าเหยื่อตั้งแต่เช้าจดเย็น ไม่เจอเหยื่อเลย ไล่จับได้เพียงแย้หรือกระต่ายผอมๆ ก็จำทนต้องกินพอประทั้งชีวิตเหมือนกัน...

อีกประการหนึ่ง บางครั้งก็ไปเจอฝูงสัตว์นอนตายอยู่เกลื่อนกลาด แม้พยายามกินให้ได้มากที่สุด ยืนกิน นั่งกิน หรือนอนกินก็แล้ว แต่รู้สึกว่าฝูงสัตว์ตายเหล่านั้น มิได้ลดน้อยถอยลงเลย .... กรณีนี้ก็ทำนองเดียวกับในวันเทศกาลงานบุญ ทายกทายิกานำอาหารมาถวายเยอะแยะ จนไม่มีที่วางที่ตั้ง ฉันอย่างไรก็รู้สึกว่า อาหารเหล่านั้นยังมิได้เบาบางลงเลย.... ประมาณนี้

พังเพยว่า อาหารเสือ นี้ ดูเหมือนว่าเป็นที่รับรู้กันในวงดงขมิ้นแพร่หลาย แต่ผู้เขียนยังไม่เจอว่าสำนวนนี้ มีที่มาจากนักคิดคนใดหรือคัมภีร์เล่มไหน...

............

เช้านี้... ผู้เขียนบิณฑบาต จึงได้ฉันข้าว เพราะสองวันก่อนยังไม่ได้ฉันข้าวเลย กล่าวคือ...

เมื่อวันมะรืนโน้น... โยมแม่โทรมาบอกล่วงหน้าว่า จะเอาขนมเปียะมาถวาย ผู้เขียนจึงคอยฉันขนมเปียะ... ตอนเช้าโยมแม่ก็นำขนมเปียะเล็กๆ ขนาดเท่าไข่ไก่ และมีไข่แดงอยู่กลาง ๓ ลูก กับขนมครกสดๆ อีกนิดหน่อย ผู้เขียนจึงฉันกับกาแฟ... ส่วนตอนเพลจะให้เด็กไปซื้อข้าวห่อก็ไม่มีใครว่าง จึงไปคุ้ยในกระสอบ นำมาม่า ๑ ห่อ ผักกาดดอง ๑ กระป๋อง ปลากระป๋องอีก ๑ (เอาเฉพาะปลา น้ำเททิ้ง) มาใส่รวมกันในปิ่นโต เติมน้ำร้อน... ก็พ้นไปวันหนึ่ง

และเมื่อวาน... ผู้เขียนขี้เกียจบิณฑบาต ตอนเช้าคุณโยมหน้าวัดนำหัวมันซาวพร้าวมาถวายหนึ่งกะละมังเล็กๆ และในกุฏิก็มีหัวมันเชื่อมอยู่หนึ่งหม้อโถวางอยู่แล้ว...

หัวมัน คือ มันสัมปะหลัง ปลอกเปลือกแล้วนำมานึ่งหรือต้มเอาแต่เนื้อ แล้วก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับมะพร้าวขูดเติมเกลือเติมน้ำตาลนิดหน่อย เรียกว่า หัวมันซาวพร้าว... ถ้าต้มแล้วเติมน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลตโหนดก็เรียกว่า หัวมันเชื่อม... ทั้งสองนี้ เป็นขนมพื้นๆ ของชาวใต้ (ไม่แน่ใจว่า ภาคอื่นจะทำกินกันหรือไม่) ส่วน หัวมัน นั้นขุดมาจากข้างกุฏิที่ผู้เขียนพักอยู่นี้เอง....

หลักจากรับประเคนแล้ว ผู้เขียนก็ฉลองศรัทธาโดยการชิมหัวมันซาวพร้าว ๑ ถ้วย แล้วก็จำวัด... พอตอนเพลก็ฉันหัวมันซาวพร้าวอีก ๑ ถ้วยกับกาแฟ และเพิ่มหัวมันเชื่อมอีก ๑ ชิ้น... ก็พ้นไปอีกวันหนึ่ง....

วันนี้... หลังจากบิณฑบาตแล้วจึงได้ฉันข้าว โดยฉันข้าวต้มโจ๊ก ๑ ถุง และข้าวสวยติดก้นบาตรกับแกงอีกถุง แถมชาร้อนอีก ๑ ถุง เสร็จแล้วก็จำวัด.... ตื่นมาก็ฉันกาแฟกับข้าวเหนียวไก่ทอดนิดหน่อย แถมส้มอีก ๑ ลูก (เก็บไว้จากตอนเช้า).... ก็พ้นไปอีกวัน

..............

ท่านว่า การบวชนั้นเป็นการยากส์ เพราะต้องอยู่คนเดียวตลอดชีวิต เป็นต้น... และเฉพาะของกินหรือของขบฉัน ก็ไม่ค่อยจะได้ดังใจ ดังท่านว่า ชอบของร้อนได้ของเย็น ชอบของเปรี้ยวได้ของเค็ม เป็นต้น

อันที่จริง อาหารที่ญาติโยมถวายมา จะเป็นอาหารจากบิณฑบาต หรือในงานจัดเลื้ยงอื่นๆ ก็ตาม เกือบทั้งหมดแล้วจะเป็นอาหารชั้นดีตามความเห็นของญาติโยมผู้ถวาย... แต่พระ-เณร ผู้รับนั้น มิใช่ว่าจะถูกใจทั้งหมด เพราะรสนิยมในอาหารนั้น แต่ละคนแตกต่างกันไป...

นฐานะที่บวชมานานเกินยี่สิบปี และอยู่มาหลายสังคม เคยไปฉันอาหารในบ้านเศรษฐีผู้ดีเก่า หรือในหมู่บ้านสลัมน้ำครำก็เคยไปฉัน... ครั้งหนึ่ง ตอนอยู่กรุงเทพฯ เคยเปรียบเทียบในใจ นั่นคือ บ้านผู้ดีเก่าก็มีแกงเขียวหวาน บ้านชุมชนแออัดย่านสลัมก็มีแกงเขียวหวาน (ไปห่างกัน ๑-๒ วันนี้แหละ) แต่รู้สึกว่า รสชาดของแกงเขียวหวานในสลัมอร่อยกว่าบ้านผู้ดีเก่า เพียงแต่ภาชนะที่ใส่และรูปแบบการจัดอาหารเท่านั้น ซึ่งในสลัมมิอาจเทียบชั้นบ้านผู้ดีเก่าได้...  

คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กๆ มักมีความรู้สึกว่าพระ-เณรได้ฉันของดีๆ (ข้อความค้อนขอดทำนองนี้ แม้ใน gotoknow ก็รู้สึกว่าจะเคยเจอ)... แต่ในมุมกลับ ใครเคยนึกหรือไม่ว่า ลึกๆ พระ-เณรจะรู้สึกชอบใจอาหารที่ถวายหรือจัดเลี้ยงในครั้งนั้นหรือไม่ เพียงไร....

............ 

คุณสมบัติอย่างหนึ่งของนักบวชก็คือ ต้องอยู่ง่ายกินง่าย... ในคำสอนว่าด้วยอันตรายสำหรับพระบวชใหม่อย่างหนึ่งก็คือ เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง... และหลวงพี่รูปหนึ่งเคยบ่นให้ฟังนานมาแล้วว่า พระเราฉันได้ทั้งนั้นแหละ เช่น ไข่ทอดก็ฉันได้ทุกแบบ เค็มบ้าง หวานบ้าน  ใส่หัวหอมบ้าง ใส่มะเขือเทศบ้าง....

ผู้เขียนคิดว่า พระ-เณรที่บวชอยู่ได้นานๆ จะได้รับการปลูกฝัง และฝึกหัดในเรื่องการอยู่ง่ายกินง่าย ไม่ให้เห็นแก่ปากแก่ท้องทำนองนี้... สำนวนว่า อาหารเสือ ก็เป็นคำพังเพยที่แฝงไว้ด้วยข้อคิดทำนองนี้เช่นเดียวกัน

อนึ่ง มีพระบาลีท้ายบทปัจจเวกขณะตอนหนึ่งในเรื่องนี้ว่า 

  • ปรปฏิพทฺธา เม ชีวิกา มยหํ ปรปฏิพทฺธาปรายนํ เอวํ จตุปจฺจโย ปจฺจเวกขิตฺวา โย ปิณฺฑปาโต ปริโภโค นามาโหสีติ
  • ความเป็นอยู่ของเราเกี่ยวเนืองอยู่กับผู้อื่น  เรามีความเกี่ยวเนืองอยู่กับผู้อื่นเป็นเบื้องหน้า ด้วยประการดังนี้แล  ได้ชื่อว่าการพิจารณาปัจจัย ๔ แล้วบริโภคบิณฑบาต