การคุ้มครองผู้บริโภค: กรณีในประเทศญี่ปุ่น
๑. ข้อเท็จจริงในเชิงบริบท
ประวัติศาสตร์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคสามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ช่วง ได้แก่ ช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม ช่วงเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของสินค้า ช่วงความเชื่อถือของผู้บริโภคต่อระบบการขายสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ และช่วงภายหลังความล้มเหลวทางเศรษฐกิจและการผ่อนคลายกฎระเบียบข้อบังคับ
กฎหมายต่างๆ ได้ถูกตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ผู้บริโภค เช่น กฎหมายว่าด้วยสุขอนามัยของอาหาร เป็นต้น และมีผลบังคับใช้ในช่วงฟื้นฟูสงคราม อย่างไรก็ตาม กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างชัดเจน แต่โดยผลบังคับใช้มีลักษณะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
ต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๙๖๘ ได้มีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐาน และได้กำหนดบทบาทอย่างชัดเจนว่าการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจ หน่วยราชการส่วนกลาง และองค์กรท้องถิ่น และมีการออกกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในระดับท้องถิ่นและเขตพื้นที่ จึงถือได้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐาน ค.ศ. ๑๙๖๘ และกฎหมายที่ตราขึ้นโดยองค์กรส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นหลักวิธีและนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐานนี้ไม่มีการระบุถึงสิทธิของผู้บริโภคแต่ประการใด ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีความเห็นว่ากฎหมายว่าด้วยเรื่องดังกล่าวยังมีจุดบกพร่องเมื่อเทียบกับกฎหมายของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ
๒. ความปลอดภัยของสินค้าและบริการ
๒.๑ มาตรการการป้องกันอันตราย
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐาน ค.ศ. ๑๙๖๘ มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการคุ้มครองผู้บริโภคจากอันตรายต่างๆ เป็นการล่วงหน้า จึงได้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกำหนดมาตรฐานที่จำเป็นในการป้องกันอันตราย และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาไว้ซึ่งสภาวะเช่นนั้นต่อสินค้าและบริการ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสินค้าและบริการจึงได้ถูกตราขึ้นบังคับใช้ เช่น กฎหมายว่าด้วยอาหาร กฎหมายว่าด้วยสุขอนามัยของอาหาร กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานด้านอุตสาหกรรม กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้า กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานอาคาร กฎหมายว่าด้วยสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันอย่างยุติธรรม กฎหมายว่าด้วยฉลาก กฎหมายว่าด้วยการรีไซเคิล และกฎหมายว่าด้วยสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานความปลอดภัยเช่นว่านี้ หากสินค้าใดที่ไม่มีตราประทับเพื่อรับรองสินค้าดังกล่าวว่าเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยก็ปรากฏโดยทั่วไปว่าจะไม่สามารถขายสินค้าดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มนโยบายแห่งรัฐปัจจุบันที่ผ่อนคลายการออกกฎระเบียบลง ระบบการรับรองมาตรฐานของรัฐบาลได้ถูกยกเลิกเนื่องจากสินค้าที่จำหน่ายในท้องตลาดมีมาตรฐานที่ครบถ้วนมากแล้ว และได้เปลี่ยนเป็นระบบรับรองมาตรฐานโดยตัวผู้ผลิตเอง
๒.๒ การเรียกค่าสินไหมทดแทน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกรณีที่ผู้บริโภคได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากสินค้าและบริการ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยกองทุนให้เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่มีอาการข้างเคียงจากการใช้ยาและเวชภัณฑ์ และกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
ในประเทศญี่ปุ่น กฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์นั้นได้มีการเรียกร้องให้เห็นความสำคัญโดยใช้เวลานานก่อนที่จะได้ถูกตราขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๕ ก่อนช่วงเวลาที่จะมีการตรากฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์นั้น มีกรณีที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากผลของการใช้เวชภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่น เช่น โรค Sub-acute myelo Optico Neuropathy (SMON) เป็นยาที่มีจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. ๑๘๙๙ ต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๙๕๕ มีผู้ได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยาดังกล่าวทั่วประเทศ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุของอาการดังกล่าวจนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๙๗๐ จึงมีการประการถึงสาเหตุของโรคว่าเกิดจากการใช้ยาคิโนโซน รวมระยะเวลานานถึง ๑๕ ปี และมีผู้เสียหายจำนวนมาก และในปีเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขฯ ได้ประกาศห้ามจำหน่าย ต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๙๗๑ มีผู้เสียหายจำนวนประมาณ ๗,๐๐๐ คน ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลรวม ๓๒ ศาล และต่อมา ได้มีการร่างกฎหมายให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ยาที่มีผลข้างเคียงซึ่งยังไม่สำเร็จ และในปี ค.ศ. ๑๙๗๗ ศาลแขวงท้องถิ่นคานาซาวาได้พิจารณาและพิพากษาว่ายาดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดโรคดังกล่าว และบริษัทผู้ผลิตต้องรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาลในการชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้บริโภค โดยเงินหนึ่งในสามนั้นรัฐบาลต้องเป็นผู้จ่ายซึ่งใช้เวลานานมาก ซึ่งค่ารักษาพยาบาลและค่าสินไหมทดแทนสำหรับกรณีบาดเจ็บซึ่งเกิดจากผลข้างเคียงนี้จะถูกจ่ายจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบผลข้างเคียงซึ่งกองทุนนี้ได้รับเงินกองทุนจากผู้ผลิตยาเป็นผู้จ่าย
ระบบการร้องขอความช่วยเหลือนั้น เมื่อผู้เสียหายได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อองค์กรยาและเวชภัณฑ์แล้ว องค์กรยาฯ จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจสอบด้านอาหารและยาพิจารณา เมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเสร็จก็จะแจ้งผลให้รัฐทราบเพื่ออนุมัติเงินช่วยเหลือให้กับองค์กรยาฯ เงินนี้รัฐจะเป็นผู้ให้บริษัทฯ กู้เพื่อนำไปชดใช้ให้แก่ผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำนวนค่าเสียหายมีมาก บริษัทฯ จะไม่มีเงินพอหรืออาจล้มละลาย การฟ้องคดีก็จะไม่ได้ผล ดังนั้น รัฐจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือในลักษณะการให้เงินกู้แก่บริษัทฯ เช่นว่านี้ นอกจากนี้ หากผู้เสียหายที่มาขอรับการช่วยเหลือจากองค์กรฯ แล้วและได้นำคดีฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายด้วย หากชนะคดีก็จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปแล้วกลับคืนให้กับองค์กรยาฯ ทั้งนี้ ให้บริษัทฯ ผู้แพ้คดีเป็นผู้จ่าย
นอกจากนี้ ภายหลังที่ได้มีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ใช้บังคับแล้ว ได้มีการฟ้องร้องคดีโดยใช้กฎหมายว่าด้วยการดังกล่าวเป็นครั้งแรกที่ผู้บริโภคชนะคดีคือคดีเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดจากน้ำผลไม้ที่จำหน่ายในร้านอาหารแมคโดนัลด์
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวด้วยกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์นั้น การนำสืบหรือพิสูจน์ความผิดพลาดเมื่อมีความบกพร่องผู้เสียหายจะต้องนำสืบให้ได้ ซึ่งเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก คดีว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ก็มิได้มากมายตามที่ได้คาดไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากการเจรจายอมความ การตกลงกันนอกศาล และความยากลำบากในการนำสืบความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งข้อมูลฝ่ายผู้ประกอบการเมื่อมีการเจรจายอมความหรือมีการตกลงกันนอกศาล ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเกี่ยวด้วยกัน สินค้าดังกล่าวไม่มีการเปิดเผยหรือมีการทำสัญญาตกลงกันกับผู้บริโภคว่าจะไม่เปิดเผยหรือห้ามเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายและสินค้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือสังคม ข้อมูลจึงไม่มีต่อสาธารณะ นอกจากนี้ การฟ้องคดีผู้บริโภคโดยพื้นฐานไม่ชอบการฟ้องคดีอยู่แล้ว อีกทั้งระบบความยุติธรรมในศาล ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่ายในความเป็นจริง
๓. การร้องทุกข์และการแก้ไขปัญหา
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐาน ค.ศ.๑๙๖๘ ได้บัญญัติบทบาทหน้าที่ของผู้ประกอบการเกี่ยวกับการจัดให้มีระบบการรับเรื่องราวร้องทุกข์และการแก้ไขปัญหาไว้ในมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง โดยผู้ประกอบการจะต้องมีระบบที่จำเป็นในการจัดการกับเรื่องร้องทุกข์อย่างรวดเร็วและเหมาะสมเมื่อมีการค้าขายและให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงส่วนมากจะมีหน่วยงานภายใน โดยเฉพาะด้านนี้อยู่แล้วหรือที่เรียกกันว่า “ศูนย์ PL” นอกจากนี้ องค์กรสมาคมของแต่ละธุรกิจจะมีแผนกให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าและจัดการเรื่องราว ร้องทุกข์ มีระบบการให้เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่มีอาการข้างเคียงจากการใช้ยาและเวชภัณฑ์ มาตรการการป้องกันอุบัติเหตุทางการรักษาพยาบาล ศูนย์การให้คำปรึกษาเรื่องความรับผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ศูนย์การให้คำปรึกษาเรื่องความรับผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รถยนต์ ศูนย์การให้คำปรึกษาเรื่องความรับผิดเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ มีการรวมตัวกันของภาคธุรกิจเป็นองค์กรตรวจสอบการโฆษณาแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Advertising Review Organization: JARO) สมาคมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (Safety Goods Mark Organization: SG) สมาพันธ์องค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ (Shodanren Consumers Japan) สภาพตรวจสอบการบริหารอิสระเรื่องความรับผิดในผลิตภัณฑ์ และระบบการประกันความรับผิดในผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
ในการนี้ ผู้เขียนมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ดังนี้
๑. บททั่วไป : การบริหารจัดการภายในองค์กร
๑. จากประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่นมีข้อจำกัดทางด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ พื้นที่เพื่อเกษตรกรรมและทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นประเทศที่พ่ายแพ้ต่อสงครามโลกครั้งที่สอง หากแต่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและพัฒนาถึงระดับมหาอำนาจแห่งเอเชียได้แม้ไม่มีปัจจัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หากแต่ประเทศญี่ปุ่นมีเพียง educated manpower เท่านั้น ที่จะทำให้เกิดการฟื้นตัวได้ซึ่งเป็นผลมาจากประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อการศึกษาในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการศึกษาซึ่งพัฒนามาสู่แนวใหม่โดยถือปรัชญาว่าต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมกันทางศึกษาให้เหมือนกันให้ได้นั่นเอง
๒. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาของประเทศญี่ปุ่นอาจมีสาเหตุมาจากประเทศได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการแพ้ต่อสงคราม งบประมาณทางทหารในการป้องกันประเทศลดลง น้ำมันราคาถูกในขณะนั้น
๓. มีระบบการบริหารจัดการที่ดี
๔. มีการเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่จากประเทศตะวันตกมีมาก โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา มีขั้นตอนการพัฒนาทางเทคโนโลยีด้วยฝึกใช้เครื่องมือ การเก็บรักษาเครื่องมือ การรักษาและการประยุกต์ใช้เครื่องมือ การออกแบบเครื่องมือและการสร้างระบบ และการสร้างเทคโนโลยีด้วยตนเอง ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ได้นำพาญี่ปุ่นไปสู่การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว
๕. มีปรัชญาในการทำงานที่น่าสนใจ ก็คือการกำจัดสิ่ง ๓ สิ่ง คือ ๑. การทำงานที่ไม่ถนัด ๒. ความฟุ่มเฟือย และ ๓. ความไม่สม่ำเสมอ และเห็นว่าการสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีได้ต้องมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ คือ ๑. การฝึกใช้เครื่องมือ ๒. การเก็บรักษาเครื่องมือ ๓. การเก็บรักษาและการประยุกต์ใช้เครื่องมือ ๔. การออกแบบเครื่องมือและการสร้างระบบ และ ๕. การสร้างเทคโนโลยีด้วยตนเอง ซึ่งหลักการทำงานเช่นนี้ หากสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ก็จะเป็นการเพิ่มผลผลิต ชี้วัดผลสัมฤทธิ์ และความคุ้มทุนของการบริหารงานภาครัฐในระบบราชการได้
๒. ข้อคิดเห็นเชิงอภิปรายของผู้เขียน
ผู้เขียนได้ร่วมอภิปรายและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับปรัชญาทางด้านนโยบายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคศตวรรษที่ ๒๑ ว่าด้วยการทบทวนกฎหมายว่าด้วยพื้นฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องสถานะของผู้บริโภค โดยเปลี่ยนแปลงจากการได้รับความคุ้มครองมาเป็นการช่วยเหลือตนเองว่า การพัฒนาดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้บริโภคมีความเข็มแข็งในระดับที่เพียงพอที่จะมีอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบธุรกิจได้ ซึ่งการพัฒนาเช่นว่านั้นควรจะต้องเริ่มต้นจากแนวความคิดที่ว่ารัฐในฐานะเป็นผู้ปกครองมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องดูแลผู้ที่อยู่ใต้อำนาจปกครองซึ่งอ่อนแอกว่าก่อน โดยรัฐจะต้องมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความช่วยเหลือดูแลผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคซึ่งอ่อนแอกว่านี้ได้มีการพัฒนาจนถึงระดับที่เข้มแข็งแล้วจึงจะสามารถที่จะเปลี่ยนสถานะของผู้บริโภคจากการที่ได้รับความคุ้มครองมาเป็นการช่วยเหลือตนเองดังกล่าวได้ ซึ่งหมายความว่ารัฐจะต้องมีกลไกต่างๆ และมีความพร้อมที่จะสนับสนุนอยู่แล้วด้วย หากรัฐไม่มีกลไกสนับสนุนหรือทั้งรัฐและทั้งผู้บริโภคไม่มีความพร้อมในระดับเช่นว่านั้น ก็จะไม่เกิดผลดีต่อผู้บริโภคและบรรยากาศการคุ้มครองผู้บริโภคแต่ประการใด ในขณะเดียวกัน รัฐจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งสิทธิของตนเองทั้งในระดับตัวบุคคลและในองค์รวม รัฐมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างบรรยากาศ และนำปรัชญาการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคพื้นฐานให้ผู้บริโภคมีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาและรักษาความมั่นคงของการบริโภคในชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมโดยเป็นฝ่ายขวนขวายหาความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับการบริโภคในชีวิตประจำวันและสามารถกระทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในระดับรากหญ้าและในสังคม
นอกจากนี้ ผู้เขียนได้เสนอข้อคิดเห็นชิงอภิปรายว่า แนวนโยบายการทบทวนกฎหมายว่าด้วยพื้นฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องสถานะของผู้บริโภคโดยเปลี่ยนแปลงจากการได้รับความคุ้มครองมาเป็นการช่วยเหลือตนเองของญี่ปุ่นดังกล่าวนั้น เป็นวิวัฒนาการตามปกติซึ่งก็เกิดขึ้น ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม หากแต่จะเร็วหรือช้ากว่ากันเท่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบรรยากาศทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งมิใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย หากแต่ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นมีความแตกต่างในเชิงของบริบททางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมซึ่งรวมถึงวิถีชีวิตของประชาชน กรณีดังกล่าวเป็นวิวัฒนาการเกี่ยวกับการตระหนักเรื่องสิทธิผู้บริโภคและแนวคิดเรื่องรัฐกับผู้อยู่ใต้ปกครอง และจะวิวัฒนาการไปสู่การผ่อนคลายเรื่องกฎระเบียบ (deregulation) และให้ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์การปฏิบัติด้วยตนเองในรูปของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ (self-regulation) ในที่สุดของแต่ละประเทศ
สำหรับแนวความคิดโดยเปลี่ยนแปลงจากการได้รับความคุ้มครองมาเป็นการช่วยเหลือตนเองของประเทศไทยนั้น ผู้เขียนมีข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่า หากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะเริ่มเปลี่ยนแปลง ก็จะต้องเน้นการให้ความรู้ในระดับรากหญ้าด้วยวิธีคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิขั้นพื้นฐาน แนวทางการคุ้มครองตนเอง ไปถึงผู้บริโภคในระดับรากหญ้าให้ทั่วถึง เปลี่ยนแปลงแนวทางและแนวความคิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับปรัชญาการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคให้อยู่ภายใต้แนวความคิดเพื่อประโยชน์ผู้บริโภคเป็นส่วนรวมโดยแท้จริง โดยเพิ่มและเน้นบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่ในเชิงนโยบาย ขณะเดียวกันควรกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมว่า ทำอย่างไรที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมว่าด้วยการฟ้องคดีของผู้บริโภคนั้นสามารถเข้าถึงและเป็นไปได้โดยง่าย ตลอดจนเสียค่าใช้จ่ายน้อยด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง กรณีพิพาทใดที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน เช่น กรณีผิดสัญญาหรือการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งกรณีเหล่านี้อยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันตามหลักปรัชญากฎหมายแพ่ง รัฐมีกลไกที่จะต้องตอบสนองความยุติธรรมก็ควรจะต้องให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้ตนเองไปดำเนินคดีได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ อาจมีการวางนโยบายในด้านการเงินโดยให้มีการสนับสนุนด้วยการเงินในการฟ้องคดีในลักษณะการกู้ยืม แต่หากกรณีใดเป็นกรณีที่อยู่บนพื้นฐานที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมกัน กรณีเช่นว่านั้นรัฐก็จะต้องเข้าไปดำเนินการโดยฟ้องคดีแทนให้ เป็นต้น ภายใต้ปรัชญาของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนที่ว่าด้วยการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคโดยรัฐหรือโดยสมาคมผู้บริโภคซึ่งได้รับรองจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการฟ้องคดีแทนผู้บริโภคโดยใช้หลักปรัชญากฎหมายแพ่งนั้นจะไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ของสังคมแต่ประการใด หากแต่จะเป็นการเพิ่มภาระด้านงบประมาณแก่รัฐอย่างไม่มีวันจบสิ้น ดังนั้น การที่จะเน้นบทบาทของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านอื่นคู่ขนานกันไปก็จะเป็นการทำให้สังคมพัฒนา เกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืนอีกด้วย อนึ่ง สำหรับบทบาทและทิศทางของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในฐานะองค์กรซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการแก่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จะต้องปรับมาตรฐานของบทบาทต่อกิจกรรมภายในและเวทีโลก แนวทางและปรัชญาแนวความคิดให้สอดคล้องกับกระแส ความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งธุรกิจซึ่งมีความเป็นพลวัตรอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคควรจะต้องมีฐานะเป็นศูนย์รวมแห่งความเป็นนักคิดนักวางแผน (think tank) มากกว่าเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเสียเอง ด้วยการประสานหน่วยงานข้างเคียงให้เป็นผู้ปฏิบัติแทน
๓. การตราและการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยและความรับผิดในผลิตภัณฑ์
๑. กระบวนการตรากฎหมายในประเทศไทยนั้นควรจะต้องเกิดจาการศึกษาสภาพปัญหาความเป็นจริงในสังคมโดยละเอียดและถ่องแท้ ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายสามารถใช้บังคับได้โดยความรู้สึกร่วมกันของคนในชาติ นอกจากนี้ ฐานข้อมูลเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องมีสำหรับเป็นสถิติในการตรากฎหมายเป็นสำคัญ การใช้กฎหมายนั้นจะต้องใช้อย่างเป็นระบบต่อเนื่องสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในกฎหมายที่มีใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และจะต้องมีกลไกอื่นสนับสนุนให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ การมีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะนำมาเป็นข้อมูลในกระบวนการนิติบัญญัติ
ดังนั้น เพื่อให้กฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ จึงมีความจำเป็นต้องเตรียมมาตรการต่างๆ และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกฎหมายฯ ได้แก่
๑) การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์
๒) การเตรียมพร้อมระบบการจัดการกรณีข้อพิพาทนอกศาล (alternative dispute resolution: ADR)
๓) การเตรียมความพร้อมในด้านระบบการสืบหาสาเหตุ
๔) การเตรียมความพร้อมด้านระบบการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
๕) การประกันภัย
๖) การป้องกันล่วงหน้าและป้องกันซ้ำมิให้เกิดความเสียหายในผลิตภัณฑ์ และในส่วนของผู้ประกอบการนั้นสามารถพัฒนามาตรการได้อย่างเต็มที่ทางด้านการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการพัฒนาและเพิ่มความปลอดภัยของสินค้า ตลอดจนการจัดทำหนังสืออธิบายและฉลากป้ายต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์ ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าระบบกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาและมีความมั่นคงในสังคมและเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น
๒. หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ของประเทศญี่ปุ่นกับร่างกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยของประเทศไทยนั้นในหลักการมีความเหมือนกันเนื่องจากหลักกฎหมายว่าด้วยเรื่องนี้เป็นแนวความคิดที่มาจากรากฐานเดียวกัน อย่างไรก็ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นมิได้กำหนดหน้าที่นำสืบไว้อย่างชัดเจนเหมือนร่างกฎหมายของประเทศไทย และร่างกฎหมายของประเทศไทยได้สันนิษฐานให้เป็นความรับผิดของผู้ประกอบการที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการหรือไม่ นอกจากนี้ ในเรื่องภาระการพิสูจน์ในร่างกฎหมายของประเทศไทยนั้นผู้เสียหายหรือผู้บริโภคเพียงแต่พิสูจน์ว่าตนได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากสินค้าของผู้ประกอบการและการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้านั้นเป็นไปตามปกติธรรมดา กล่าวคือภาระการพิสูจน์ของผู้บริโภคเพียงพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลเท่านั้นไว้อย่างชัดเจน
อนึ่ง ก่อนหน้าที่จะมีกฎหมายว่าด้วยเรื่องดังกล่าว ผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่นได้ประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้เวชภัณฑ์ซึ่งส่งผลให้เกิดโรค SMON และจากการใช้สารธาลิโดไมน์ ที่มีผลข้างเคียงแต่ไม่ถือว่าเป็นข้อบกพร่องภายใต้การควบคุมของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดในผลิตภัณฑ์ ระบบนี้จะสมบูรณ์และได้ผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีกลไกด้านอื่นคู่ขนานไปด้วยกัน ได้แก่ ระบบการประกันภัย ระบบเงินกองทุนจากผู้ผลิตยาเป็นผู้จ่าย การเผยแพร่ข้อมูลกรณีผลิตภัณฑ์มีความบกพร่องและผลการเจรจาไกล่เกลี่ย โดยมาตรการนอกศาลโดยบริษัทผู้ประกอบการโดยให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และการสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมอื่นๆ ด้วยการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
๔. การบริหารจัดการด้านข้อมูลข่าวสาร
ประเทศญี่ปุ่นในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคหรืออื่นๆ ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูล ระบบฐานข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการบริหารงานและนำไปกำหนดนโยบายว่าจะมีทิศทางใด ข้อมูลต่างๆ นั้นจะต้องเป็นข้อมูลที่ได้รับการบริหารจัดการและวิเคราะห์แล้วเป็นอย่างดีมีระบบก็จะทำให้เป็นฐานข้อมูลต่อผู้บริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้บริโภค และปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์
๕. มาตรการเสริมกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยและความรับผิดในผลิตภัณฑ์
ผมกำลังค้นคว้าเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นเลยมาเจอ blog นี้ รู้สึกว่าได้ความรู้มากครับ ขอบคุณสำหรับโพสที่เป็นประโยชน์ มีข้อมูลมากมาย หวังว่าทางหน่วยงานของไทยจะได้ใช้ประโยชน์นะครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีดีค่ะ ดิฉันได้อ่านงานเขียนของท่านในหลายๆเรื่องที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค รู้สึกว่ามีประโยชน์มากเลยค่ะ
ดินฉันกำลังศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านที่อยู่อาศัย อยากให้ท่านนำเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาแนะนำบ้างจะเป็นประโยชน์กับดินฉันมากเลยค่ะนะค่ะ
ขอบพระคุณมากครับที่ติดตามอ่าน
ตั้งใจบันทึกไว้สำหรับแบ่งปันความรู้ประสบการณ์ ตามที่ได้รับทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษามา
คงจะมีประโยชน์อยู่บ้าง
สำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านที่อยู่อาศัยและด้านอื่น ๆ ให้ลองขอรับวารสารของ สคบ.เป็นสมาชิกได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ เป็นข้อมูลเบื้องต้น และหากประสงค์จะนำไปเพื่อทำงานวิจัยต่อ ก็อาจติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายและคดี สคบ. เพื่อขอคำปรึกษาได้ครับ