บทหนึ่งของชีวิตของเด็กน้อยภาคอีสาน
เรื่องราวกุดจี่ อาหารอีกจานที่นิยมกันในภาคอีสานคือคั่วกุดจี่ เป็นกับแกล้มที่แซบหลายทั้งแกล้มเหล้าขาว แกล้มเบียร์ แม้กระทั่งสาโท(ที่พ่อหมักเอง) ลักษณะทางกายภาพของแมงกุดจี่คือ เป็นแมลงปีกแข็งสีดำ มวลกายแล้วแต่ว่าเป็นชนิดไหน ลืมบอกว่ากุดจี่นี้มีหลายสายพันธุ์ มีกุดจี่ขี้ควายน้ำหนักจะน้อยหน่อย ที่อาศัยอยู่ตามขี้ควาย กุดจี่ที่อยู่ตามต้นไม้มวลกายเพิ่มขึ้นตามลำดับ(แมงอินูน) กุดกี่ขี้ตัวใหญ่หน่อยแต่กินไม่ได้เนื่องจากตัวเหม็น แมงกิโนนตัวสีน้ำตาลแดงมวลกายหนักมาก จำไม่ได้ว่าแถวบ้านเรียกว่าอะไร แต่คงไม่สำคัญเพราะตอนนี้มันสูญพันธุ์ไปนานแล้ว แต่ตอนนี้ข้อยจะพูดถึงกุดจี่ที่ หาได้ง่ายและมีอยู่ในปัจจุบัน ขอย้ำว่าไม่ตามหลักวิชาการแล้วแต่ตัวข้อยเองว่าจะตั้งชื่อมันอย่างไร
- กุดจี่ขี้ควาย เป็นสายพันธุ์ที่กินได้ สักษณะกายภาพคือตัวเล็ก อาศัยอยู่ในขี้ควาย ปกติแล้วควายจะขี้ตามท้องนา หรือขี้ในคอก และขี้ในน้ำ ในกรณีที่ควายขี้ใส่ในน้ำหรือขี้ใส่คอกนั้น กุดจี่ก็จะไม่สามารถอาศัยอยู่ได้จึงมีคำสอย(คำที่พูดเกี่ยวกับเรื่องใต้สะดือ หรือ เรื่องสนุกที่ หมอลำซิ่งชอบกล่าวกัน)ของภาคอีสานว่า สอยๆควายขี้ใส่น้ำกุดจี่เคียด (เคียด = อาการโกรธแค้นหรืออาการเสียใจ มันจะโกรธแค้นควายเพราะมันไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่ใช่ว่ามันเครียด เพราะกุดจี่ไม่สามารคเครียดได้เพราะมันไม่มีสมอง) ที่มันอาศัยอยู่ในขี้ควายก็เพราะว่าในขี้ควายนั้นมีสารอาหารที่สมบูรณ์ (ถ้าข้อยเป็นมันคงคิดอย่างนั้น นะ) ปล. ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีกุดจี่ขี้ควายอีกอย่างที่หล่อขี้ควายเป็นลูกกลมๆแล้วกลิ้งตามพื้นดิน ถ้าคนไปเห็นมันจะแกล้งตายเป็นชนิดเดียวกันหรือเปล่า (ยังงงว่ามันคงทำพฤติกรรมเหมือนคนเห็นหมีแล้วแกล้งตาย(กรุณาอย่าผวนคำนะ ข้อยขอร้อง)
เอาล่ะมันไม่สำคัญหรอกครับ มาต่อกันที่กุดจี่ขี้ควายกัน การล่ามันก็ทำได้ง่ายโดยมีอุปกรณ์คือ เสียม ถ้าใครไม่มีก็เอาบักโจก(บักโจก= จอบ) ก็ได้แต่ไม่ถนัดเท่าไรเพราะขุดในที่ลึกได้ลำบาก ไม่ไวเท่าเอาเสียมขุด production ได้น้อยกว่าเสียมเห็นๆแถมหนักด้วย เอาหล่ะอุปกรณ์อีกอย่างคือ คุ (ถังน้ำ) ต้องมีน้ำพอประมาณแล้วแต่ว่าใครจะคิดว่าตัวเองหากุดจี่ได้มากหรือได้น้อย ถ้าคิดว่าหาได้มากก็ใส่น้ำเข้าไปเยอะๆ เพราะว่าถ้าใส่น้ำน้อยเวลาได้กุดจี่เยอะๆมันจะแหง่กัน(เบียดกันนั่นเองครับพี่น้อง) หลังจากเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาออกไล่ล่า เป้าหมายคือ กองขี้ควาย ใครตาไวก็ได้กองโตหน่อย แต่ถ้ากองโตแล้วเป็นกองที่ควายพึ่งขี้ใหม่ๆก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะกุดจี่จะไม่ชอบอยู่ในกองขี้ควายที่เปียก(ถึงมันเป็นกุดจี่แต่ว่ามันยังรักสะอาดอยู่นะครับ) ยิ่งว่าถ้าเป็นขี้ควายที่ขี้แตกกระจายที่เป็นน้ำเหลวๆนั้นยิ่งยากที่จะหามันเจอครับ ถ้าเจอก็คงน้อยมากๆ (ความน่าจะเป็นเป็น 0 ) ดังนั้นนักล่ากุดจี่ขี้ควายต้องตาดีๆหน่อย พอเจอกองขี้ควายก็ลงมือล่าโดยการถากเอาหน้าขี้ควายออกก่อนแล้วค่อยๆ ลงมือขุดค่อยๆลงไปเรื่อยๆ มันจะมีรูอยู่ ในรูนั่นล่ะจะมีตัวมันอาศัยอยู่ และในพื้นที่รัศมีของมันก็จะมีอยู่หลายรู ขนาดของรูก็จะเป็นตัวบอกขนาดของกุดจี่ด้วย การขุดแต่ละครั้งก็ต้องระวังเดี๋ยวโดนตัวมันขาด มีหลายครั้งหรือเกือบทุกครั้งที่การขุดโดนตัวขาด ถือว่าเป็นการทำบาปโดยไม่เจตนา ส่วนตัวที่ขาดนั้นก็เอาไปให้ไก่ที่บ้านกิน (เป็นลาภปากของไก่ แต่ไก่ก็ไม่พ้นเป็นลาภปากของคนอยู่ดี ตามฐานะครับ คุณอยากเกิดมาเป็นไก่เองหนิครับ สม) หลังจากนั้นก็ขุดไปเรื่อยๆจนเต็มถังจนรุ้สึกว่ามันแหง่กัน ก็พอเดี๋ยวกุดจี่มันจะสูญพันธุ์ เหมือนกุดจี่ตัวน้ำตาลแดงที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับกระบวนการทำเป็นกับแกล้มก็ทำง่ายๆคือ มีเกลือ กับ กระทะ และที่สำคัญคือ ไฟ เราไม่นิยมกินดิบ เพราะเรารู้แหล่งที่มาของมันว่ามันมาจากที่ไหนนั่นเอง ขั้นตอนคือ ดังไฟ(ก่อไฟ) แล้วลงกระทะ ให้กระทะร้อนซักประมาณ หลังจากนั้นสาดกระหน่ำด้วยกุดจี่ที่พึ่งล้างทำความสะอาด ย้ำว่าต้องหลายๆครั้ง กุดจี่ก็จะดิ้นพล่านภายในกระทะ พร้อมด้วยเสียง ซู่ซ่าของน้ำที่ปะทะกับความร้อนในกระทะ แซ่บล่ะทีนี้ คนด้วยตะหลิวเกลี่ยให้ความร้อนถ่ายเทเข้าไปในเนื้อกุดจี่เท่ากันทุกตัว ลอกตักซิมสักตัว 2 ตัวห้ามตักเกินไม่เช่นนั้นมันจะบอกว่าพ่อครัวฝีมือไม่มาตรฐาน (กลัวหมดล่ะไม่ว่า ) พอเสร็จก็ตักใส่ถ้วยตราไก่แล้วมันก็เป็นเมนูพร้อมรัปประทานล่ะครับพี่น้อง หลังจากนั้นก็ชวนพี่น้องหาเหล้าหาเบียร์มาเพื่อใช้คั่วกุดจี่เป็นตัวกับแกล้ม
- แมงอินูน มันเป็นกุดจี่ในที่สูง และมีสักศรีสูงกว่า กุดจี่ขี้ควาย เหมือนกับการแบ่งชั้นวรรณะของการปกครองอินเดียสมัยก่อน(เป็นงั้นไป) เพราะว่ามันอาศัยอยู่ที่สูงกว่าและสถานะที่อยู่สะอาดเอี่ยมกว่ามากๆ( ก็คงจะอย่างนั้นเพราะตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในขี้ควายแต่อีกตัวก็อาศัยอยู่ตามต้นไม้ ) ต้นไม้ที่แมงอินูนอาศัยอยู่ก็จะเป็นไม้ที่มีใบไม้เป็นพุ่ม เช่นใบมะขาม หรือต้นยอ มันจะอาศัยอยู่ในที่อาศัยพร้อมกับทำลายที่อาศัยไปในตัว เพราะพุ่มไม้นั้นเป็นอาหาร และเป็นที่หลบภัยของมัน พร้อมที่จะซ่อนตัวอยู่เงียบๆโดยปราศจาคศัตรู แต่หารู้ไม่ว่าภัยกำลังจะมาถึงตัวซะแล้ว ถึงตอนดึกน้ำคางลงมีแสงไฟไต้เขียด จากคนอีสานที่ส่องกราดไปยังตัวมัน เหมือนกับในหนังสงครามที่พระเอกวิ่งหนีจากสงครามโดยมีไฟลาดตระเวณส่องกราดอยู่ตลอดเวลา (ขนาดนั้น) ขั้นตอนการล่าพระเอกในเรื่องนี้(แมงอีนูน)ไม่ต้องอาศัยลูกปืนหรือขีปนาวุธอันได ขอแค่แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากการเขย่าหรื่อขยมต้นไม้นั้น แรงเขย่าก็มีส่วนทำให้เพื่อนบ้านของแมงอีนูนเช่นรังต่อรังแตนจะเขย่าด้วยทำให้นักล่าแมงอีนูนต้องถอยกราดออกไปเลยก็มี เพราะแตนและต่อก็จะส่งกระสุนไปปล่อยใส่ตัว แต่กรณีนี้มีน้อยมากนอกจากคนจะซวยจริงเพราะล่าตอนกลางคืน แตนและต่อไม่เห็นตัวคนตอนกลางคืน แต่ถ้าต่อเห็นตอนกลางคืน และต่อยคน คนนั้นที่มีอายุ วัยรุ่นก็จะกลายเป็นคนแก่ภายในเสี้ยววินาที หรืออาจจะเป็นร่างนอนในโลง ถ้าปริมาณการกระสุนของการต่อยมีมากๆ ก็ควรระวังเอาไว้ด้วย ส่วนขั้นตอนการทำกินก็เหมือนกับแมงกุดจี่ขี้ควาย แต่ถ้าสามารถประยุกต์ได้ก็อาจจะเป็นการทอดก็ได้ แต่ไม่ต้องใส่โกกินะ มันไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่ และห้ามนำมันมาทำเป็นของหวานดีกว่า ไม่เหมาะอย่างแรง เสียรสชาติหมด แต่ข้อยว่าคั่วแบบแมงกุดจี่ขี้ควายจะดีที่สุดเพราะ Save cost เรื่อง วัตถุดิบมากกว่า
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเคยประสบมาตอนเด็กน้อย หากมีข้อร้องเรียนอะไรก็ติชมกันได้ครับ
ผู้แสวงหา
สวัสดีค่ะ
ชอบกินเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้หาไม่ค่อยได้แล้วอ่ะค่ะ
ขอบคุณค่ะ