สิ่งเหล่านี้ คือ คุณสมบัติที่มีแฝงอยู่ในตัวบุคคล ของชุมชนบ้านน้ำอ้อม ที่พร้อมจะพัฒนาควบคู่ไปกับนโยบายของรัฐที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของชุมชนในท้องถิ่น
ตอเฟืองเรียงส่ายหลายไปมาตามกระแสลม ซึ่งกระหน่ำลงท้องนาปลายเดือนสอง ย่างเข้าสู่เดือนสามต้อนรับฤดูร้อยที่กำลังจะมาถึง บางตอยังตั้งชูทรงตัวไม่ล้ม บางตอก็คะมำต้นลงกับพื้นดินผสานกับบวกควายแห่งๆ (บวกควาย-แหล่งน้ำที่พักผ่อนของควาย) มองริบหรี่ออกไปต้นไม้น้อยใหญ่ยืนหยัดเก้งก้างสลับลับล่อบังตอเฟืองห่างๆ (ตอเฟือง-ตันข้าวที่นวดเอาเมล็ดออกแล้ว,ฟางข้าวก็เรียก) ฝูงควายแหงนคอดูฟากฟ้าพร้อมกับเสียงโหยหวน งอ...งอ... อ่อนกำลังด้วยความหิว งอแงเหมือนเด็กขี้อ้อน รวนเร ไม่รู้จะไปทางไหน...มันกว้างและกันดารจริงๆ ท้องนาที่บรรพบุรุษขุดปั้นคันนา (แนวดินที่พูนขึ้นสำหรับกั้นน้ำ) ด้วยมือกำยำทั้งสองข้างหนาๆ หยาบๆ กลายเป็นเอกลักษณ์ลูกผู้ชายลูกข้าวเหนียวตัวจริง "ต้องมือหนามือหยาบ" และเป็นที่หมายปองของแม่เฒ่า (คุณแม่ของภริยา,เมีย)
แสงตะวันร้อนระอุชูเปลวเล่น เยื้องกรายลีลาศเสมือนนางน้อยเมขลาร่ายรำลงมาจากฟากฟ้าโอบอุ้มพระมหาชนก กลิ่นอายของบรรยากาศท้องนาอัตคัดความแห้งแล้งเริ่มต้นเข้ามาเยือน แสงแดดคลุกเคล้าท้องนา,ตอเฟือง,ต้นไม้,และควาย ขยำให้เข้ากันกลมเกลียว พร้อมเพรียงเป็นที่พึ่งของกันและกันได้ตลอดช่วงมรสุมจะผ่านพ้นไป
น้ำอ้อม เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ในการปกครองของ ต.เมืองเตา อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ห่างจากตัวอำเภอฯ ประมาณ 30 กิโลเมตร ประชากรของหมู่บ้านทั้งหมด 310 คน 62 ครัวเรือน เป็นชาย 161 คน เป็นหญิง 149 คน
โดยมีนายปาน,นายชม,นางอ๊อก เพชรจันทร์ และนายทร,นางอุ่ม พะมุลิลา สองสามีภริยาเป็นผู้มาตั้งบ้านน้ำอ้อม เดินทางมาจากจังหวัดสุรินทร์ เข้ามาอยู่ที่เนินสูงหรือโนนสูง มีหนองน้ำล้อมรอบ สมัยนั้น อาจมีช่างปั้นดินเผาเพราะว่าเห็นเศษกระเบื่อง เช่น หม้อ,ครก,สาก เมื่อปี พ.ศ. 2415 ทางการจึงตั้งชื่อให้ว่าบ้านน้ำอ้อม เมื่อปี พ.ศ. 2415 ปัจจุบัน นายวิรัตน์ จันทร์สิงห์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน
เมื่อวันที่ 27 ม.ค 2551 ที่ผ่านมา คณะ นักศึกษาฯ ในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต และ ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวล พร้อมด้วยทีมอาจารย์โรงเรียนบ้านเม็กดำ หัวหอกนำพานักเรียนหลายวัยๆ พุ่งตรงสู่หมู่บ้านโนนจาน ต.เมืองเตา อ.พยัคฆ์ฯ จ.มหาสารคาม ซึ่งปัจจัยสำคัญที่มาในครั้งนี้ คือ
-
หักด้ามชน คือ ตาต่อตา ปากต่อปาก เรียนให้มันเห็นจริงรู้จริงและทำเป็น
-
หมูไปไก่มา คือ แสดงน้ำใจไมตรีตอบแทนกันและกัน
ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และอาจารย์โรงเรียนบ้านโนนจาน จัดต้อนรับแบ่งฐานเรียนรู้ออกเป็น 5 ฐาน ซึ่งกระผมผู้เขียนได้ไปเรียนรู้อยู่ที่ฐาน 5 คือ บ้านน้ำอ้อม ห่างจาก บ้านโนนจาน ประมาณ 2 กิโลเมตร ฐานเรียนรู้แห่งนี้ มีการรวมตัวกันจัดกลุ่มทำเกษตรแบบสวนผสมผสาน ในพื้นที่เล็กๆ ประมาณ 3 ไร่ มีการเพาะปลูกผักปลอดสารพิษ เลี้ยงสัตว์ฯ มีบ่อเลี้ยงปลา และโรงสีข้าว
สิ่งที่กระผมสนใจ คือ ศักยภาพ ของท้องถิ่นที่อยู่ในชุมชนบ้านน้ำอ้อม อาจนำมาพัฒนาให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ก็ได้ ทีมของเราจึงแยกและวิเคราะห์ชาวบ้านออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชน จากการสำรวจพบว่า
-
กลุ่มผู้ใหญ่ พฤติกรรมเกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน,ชอบการเป็นอยู่อย่างเกื้อกูลธรรมชาติ,ช่วยกิจกรรมศาสนาเป็นประจำ
-
กลุ่มเยาวชน พฤติกรรมเกี่ยวกับจิตวิญญาณ เช่น เชื่อว่าการกระทำดีต้องใช้ความอดทน,ปฏิบัติตนตามหน้าที่ของศาสนิกชนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
สิ่งเหล่านี้ คือ คุณสมบัติที่มีแฝงอยู่ในตัวบุคคล ของชุมชนบ้านน้ำอ้อม ที่พร้อมจะพัฒนาควบคู่ไปกับนโยบายของรัฐที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของชุมชนในท้องถิ่น
ขากลับพวกเรารวมตัวกันที่ศาลาวัดบ้านโนนจาน และรวบรวมปัจจัยเป็นเงินทั้งสิ่น 13,923 บาท แบ่งเป็นสองกองทุน ถวายทำบุญทะนุบำรุงศาสนา 2,000 บาท มอบให้โรงเรียนบ้านโนนจาน (ไฟไหม้อาคารเรียน) สาเหตุไฟฟ้าลัดวงจร เป็นเงิน 11,923 บาท เราภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ โรงเรียนบ้านเม็กดำ ครับ
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบันทักนี้ครับ
สวัสดีค่ะ คนเดินดิน ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ g2k
สวัสดีครับberger0123
สวัสดีครับ naree suwan
สวัสดีครับคนรุ่นเก่าพัฒนา
สวัสดีครับ ไม่แสดงตน
สวัสดีค่ะ
แวะมาเก็บเกี่ยวความรู้ที่ดีๆค่ะ
สวัสดีครับ MSU-KM :panatung
กระผมแปลกใจครับ ชุมชนท้องถิ่น ทุกๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขาซึ่งไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลยขออนุญาตนำบทความตอนนี้มานะครับ ถูกใจตรงๆ ดีมากครับ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การพัฒนาหรือการส่งเสริม ควรเน้นและศึกษาถึง "ศักยภาพ" ของชุมชนว่าเขามี "ศักยภาพ" ด้านใดแล้วก็พัฒนาหรือส่งเสริมแบบจริงๆ ด้านนั้น ไม่ใช่เอาแต่ทุน "เงิน" ไปถิ่มไห้... แล้วหาผลประโยชน์จากชุมชนเหมือนนักการเมืองบางคนบางพรรค เสร็จแล้วก็กากระบาลใส่ร้ายชุมชนว่าเป็นคนโง "ขายเสียง" เยอะที่สุดก็อีสานนี้แหละครับ
ถ้าจะเอาทุนคือ "เงิน" มาลงทุนกันจริงๆ ผมคิดว่า น่าจะเลือกสรรหาบุคคลในชุมชนทุกหมู่บ้านในประเทศไทย หมู่บ้านละ 1 คน มีทุนให้ศึกษาเรียนต่อในระดับ ปริญญาตรี เช่น ทุน กรอ. (ที่ผูกติดกับร้ายได้) เหมือนอย่างที่ โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต ทำอยู่ปัจจุบันนี้ เรียนจบก็ตั้งองค์กรเล็กๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของคนในชุมชน และอยู่ในชุมชนจริงๆ แล้วก็ตั้งเงินเดือนให้เขา เงินเดือนนั้นก็จะหมุนเวียนไปส่งคืนทุน กรอ. ดีกว่าเอาเงินไปแจกฟรีๆ แล้วก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา (ปัจจุบันทุน กรอ. ยุบแล้วครับ)
เมื่อวานนี้กระผมก็ได้รับเงินจากนักการเมือง 100 บาท ช่วงนี้ทางจังหวัดมหาสารคาม เลือกตั้ง อบจ.ได้รับกับมือตัวเองถึงพูดได้ไม่ใช่แค่พูดพร่อยๆ นะครับ มีหลักฐานเก็บไว้อย่างดี
เล่นอีแบบนี้ อาจารย์อนงค์ จะกล้าเก็บเกี่ยวด้วยหรือเปล่าครับ โตไผโตมันเด้อ คริ คริ...
สวัสดีครับ Sasinanda
กระผมขอทำความเข้าใจก่อนนะครับ เดิมแรกกระผมเขียนบันทึกอยู่ที่บล็อกของ " เม็กดำ กลุ่ม 9 นาดูน" ก็ได้เขียนพูดคุยกับคุณศศินนท์ บ้างเป็นบางครั้ง และมีช่วงหน่ึง g2k กำลังฮิต "คิดถึง" ประกอบกับกระผมสมัครบล็อกเป็นของตนเองได้สำเร็จ ก็เลยมานั่งตรึกตรองดูว่าเรามีคนคิดถึงไหม และจะทำอย่างไรให้คนที่เราคิดถึงรู้จัก เลยไปเขียนต่อท้ายเม็กดำกลุ่ม 9 นาดูน ที่บล็อกคำถาม-ตอบ นั้นแหละครับ คิคิ
หวังว่าคุณศศินนท์ คงไม่รังเกียดคนบ้านนอกอย่างกระผมนะครับ และกระผมจะพยายามค้นหาความสามารถที่มีแฝงอยู่ในตัวออกมา เพื่อความใฝ่ฝันและจุดสูงสุดของชีวิตครับ
กระผมรู้สึกภาคภูมิใจครับที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับทุกๆ ท่านใน g2k แห่งนี้และยังคิดอีกว่าทุกท่านเป็น"ครู" ซึ่งไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะเป็นไปได้ที่คนระดับฐานล่างเช่นกระผม ซึ่งมีอาชีพเดินดินขายกาแฟ,นมเย็น ฯลฯ ถุงล่ะ 10 บาท จะมีคนระดับดอกเตอร์หรือคนที่มีฐานันดรสูงกว่ามาพูดคุยดูเป็นกันเอง กระผมจะจดจำและสำนึกในมิตรไมตรีดีๆ นี้ไว้ในใจเสมอครับ
ขอขอบพระคุณ คุณศศินนท์ และทุกๆ ท่านใน g2k ครับ
ขอให้โชคดีในการสอบนะคะ ผู้ว่า พยัคภูมิ
สวัสดีครับ คนรุ่นเก่าพัฒนา ว่าที่บัณฑิต
มีอยู่ช่วงหนึ่งครับ ที่มีการรณรงค์การซื้อสิทธิ์ขายเสียง เป็นเรื่องผิดกฎหมาย รู้สึกจะเป็นช่วงเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ผ่านมานี้เอง เปิดทีวีช่องไหนก็มักจะเห็นข่าวเกี่ยวกับการรณรงค์กันทั้งนั้น การเลือกตั้งจบลงการรณรงค์ก็จบตามไปด้วย การซื้อสิทธ์ขายเสียงหรือการทุจริตการเลือกตั้ง เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมาช้านานแล้ว และก็เป็นเรื่องผิดหมายเลือกตั้งด้วย แม้ว่าปัจจุบันกลวิธีการทุจริตการเลือกตั้งจะมีหลากหลายรูปแบบหลากหลายวิธีการพูดง่ายๆ คือ มีการพัฒนาวิธีการไปก้าวหน้ามากแต่หากถูกจับได้มีโทษไม่น้อยเหมือนกัน
สำหรับบทลงโทษของการสุจริตของผู้ ซื้อสิทธิ์ขายเสียง จะถูกจำคุกตั้งแต่ 1 - 5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งถึง 10 ปี
เป็นเช่นนี้ประชาชนทั่วไปก็เลยเกิดความกลัว เพราะว่ามันผิดกฎหมายทั้งคนที่ซื้อสิทธิ์และคนที่ขายเสียง แน้นอนคนขายเสียงย่อมเป็นประชาชน เลยทำให้เกิดความกลัวเหมือนเต่าหดอยู่ในกระดอง กลัวว่าจะผิดหรือติดคุกเลยไม่กล้าออกมาพูดหรือเปิดเผยความจริง
ผมคิดว่าน่าจะมีมาตรการความร่วมมือแบบจริงใจไม่เอาจิงโจ้ระหว่างภาครัฐกับประชาชน ทำกันจริงๆ และเปลี่ยนคำรณรงค์ใหม่ว่า
รัฐต้องพิจารณาด้วยว่าหลักฐานนั้นเป็นจริงหรือเป็นการกลั่นแกล้งกัน เพื่อไม่ให้เป็นการกลั่นแกล้่ง ประชาชนต้องหาหลักฐานที่มีน้ำหนักสักหน่อย เช่น หัวคะแนนนำเงินมาให้ก็ให้เขาเขียนชื่อและเบอร์ของผู้สมัครคนนั้นให้ด้วย (ต้องหาอุบายหลอกว่ากลัวจำชื่อและเบอร์ไม่ได้) หลักฐานถึงจะมีน้ำหนักน่าเชื้อถือ
สิ่งที่สำคัญ คือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน ไม่ใช่ภาครัฐและกลุ่มอำนาจต่างๆ ทางการเมือง
ส่วนประเด็นผู้ว่าหรือผู้ชอบว่านั้นค่อยพูดกันอีกที่ครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับครูกิ่ง
สวัสดีครับ คนรุ่นเก่าพัฒนา ว่าที่บัณฑิต
ต้องขอโทษพี่เล็กด้วนนะครับที่ตอบช้า เพราะกระผมมีข้อกำจัดในเรื่องของเวลาในการเข้าเล่นอินเทอร์เน็ต ใช่ระบบมือถือ GPRS คือ เดือนหนึ่งเล่นได้ 50 ชั่วโมง หรือ 3,000 นาที คิดเป็นวันก็ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน (เดือนละ 200 บาท) ต้องใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุดครับ
กระผมก็ยังต้องเคลียงานที่ยังข้างอยู่ให้แล้วเสร็จก่อนสอบปรายภาค วันสองวันนี้ก็ยังคงยุ้งๆ ลุยงานกับท่านรักชาติอีกเหมือนเดิมครับ ทางกระนวนสอบเสร็จแล้วก็สบายใจขึ้นนะครับ
ขอบคุณครับ