สวัสดีครับ
เรื่องเล่าการทำงานวันแรกหลังกลับมาจากวันประชุมยาวนาน และวันดูงาน
คุณยายวัย 70 ประวัติเป็นความดัน + หัวใจโต
ญาตินำส่งด้วยปัญหาฉุกเฉินคือหายใจไม่ออก ปากเขียวคล้ำ ซึมลง ทันที
มาที่ ER....20.00
ความดันโลหิตดีอยู่ หัวเต้นเร็วเล็กน้อย ซึม เขียว
ได้ใส่ท่อช่วยหายใจทันที หลังจากนั้นอาการดีขึ้น รู้สึกตัว แต่ยังไม่สามารถถอดท่อช่วยหายใจได้
ผลตรวจต่างๆ คิอถึงเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ ลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือด
จึงต้องส่งต่อเพื่อรักษากับ specialist
กระบวนการส่งต่อจึงเริ่มต้นขึ้น....
1. 20.40 โทรประสานรพศูนย์แห่งหนึ่ง.. ติดต่อที่ศูนย์รับส่งต่อ ได้ให้ข้อมูลทุกอย่าง ต่อมาปรึกษาแพทย์รพ นี้แล้ว บอกว่าเตียงเต็ม รับไม่ได้ แต่ศูนย์ก็ประสานที่รพใหญ่กว่าแห่งหนึ่งให้...แต่ต้องโทรไปคุยกับแพทย์เฉพาะอีกท่าน และส่ง Fax ผลEKG ไปก่อน
2. 21.15 ต้องไปส่ง Fax เอง แต่ทำไม่ได้ จึงปรึกษาพยาบาล และส่งได้ จากนั้นคุยกับแพทย์ประจำที่ดูแล ว่าจะรับได้หรือไม่...จากการปรึกษา..ท่านบอกว่า ท่านดูและหน่วยโรคหัวใจ ดูอาการที่เล่าแล้วไม่ค่อยเหมือน ไม่น่าเป็น จึงไม่รับ....
3. กลับมาปรึกษาทางรพศูนย์เดิม ว่าจะรับได้หรือไม่ถ้าไม่ใช่โรคหัวใจ ท่านบอกว่าเตียงเต็ม รับไม่ได้.... แต่จะประสาน รพ เอกชน ที่เป็นเครือข่ายให้....
4. ต้องกลับมาโทรเรียนชี้แจง และขออนุญาตท่าน ผอ.โรงพยาบาล และท่านนายแพทย์ สสจ ก่อน..... ท่านอนุมัติไปส่งได้...แต่ขอปรึกษาทาง รพ ประจำจังหวัดก่อนอีกครั้ง...
5. 22.00 ปรึกษา อายุรแพทย์ประจำจังหวัด แนะนำให้มาทาง ชม. เพราะว่าอาจจะต้อง CT-scan
6. 22.10 โทรกลับไปที่รพ ศูนย์เดิมให้ประสานรพ เอกชนให้...ได้ทราบว่ามีสองที่ แต่ให้รอ 5 นาที อีก 5 นาทีต้อมาก็ได้รับโทรศัพธ์ว่า ให้ส่งไปที่รพ ก.. ได้ แต่ต้องโทรไปส่งข้อมูลกับแพทย์ประจำรพ นี้ก่อน...
7. โทรศัพท์เพื่อให้ข้อมูลกับแพทย์รพ เอกชน และ เตรียมส่งต่อ ผป..
8. ได้รับแจ้งว่าให้ชะลอการส่งไว้ก่อน เพราะว่าที่รพ เอกชนแห่งนี้เครื่องช่วยหายใจเต็ม ไม่มีพอตอนนี้ รอประสานเพื่อขอก่อน ...
9 22.40 รพ เอกชน โทรมาบอกว่ามีเครื่องช่วยหายใจแล้ว รับได้ ขอให้ส่งมาเลย...
จึงส่งผู้ป่วยมาได้..จากการที่ต้องรอการประสานงานที่มากมาย 2 ชม กว่าๆ...
เป็นเรื่องราวที่เป็นเรื่องปกติทั่วไป...แต่ว่าวันนี้มีความรู้สึกอยากถ่อยทอดเป็นเรื่องราว...
เป็นเรื่องที่ดีนะครับ...ถ้าเราไม่ป่วย ไม่เจ็บไข้ได้... เพราะอาจจะไม่ต้องพบเรื่องแบบนี้...
แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้อง ที่มีส่วนในการดูแลสุขภาพของคุณยายท่านนี้
1. แพทย์ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ นพ.สสจ ผอ และแพทย์ประจำ รพที่เกี่ยวข้องทุกๆคน..
และ สปสช. ที่เข้าใจรพ เรา และยอมตามจ่ายช่วย....
2. CALL CENTER รพ นครพิงค์ มหาราช
3.พี่พยาบาลที่ต้องมานั่งรอ 2 ชมกว่าๆ..ก่อนส่งต่อ
4. เจ้าหน้าที่ทุกคนในทีม ที่อดทนรอคอย
5. ผู้ป่วยทุกคนที่มารอหน้าห้องฉุกเฉินระว่างที่ยุ่งๆหลายสิบคน อย่างเข้าใจและอดทน...นานเป็นชั่วโมงๆ
ขอบคุณทุกๆท่านครับ
การมีโอกาสได้เยียวยาชีวิตของผู้คน ถือเป็นลาภอันประเสริฐเช่นกัน
พักหลังไม่ค่อยได้เข้ามาในบล็อก .... ค่ำคืนนี้จึงถือโอกาสแวะมาให้กำลังใจคนทำงาน (ครับ)
คุณหมอสุพัฒน์
เข้ามาอ่านโดยบังเอิญ....จึงใคร่ขอแสดงความคิดเห็น หากผิดจากความจริง ขออภัยด้วย......อ่านแล้วรู้สึกว่า..เมื่อเข้าใจในเรื่องราวและกระบวนการอย่างถ่องแท้แล้ว .. ทำให้เกิดการยอมรับ..อย่างเข้าใจและเห็นความเป็นไปบนพื้นฐานของความจริง..ซึ่งทำให้เกิดความปิติ..และ..ยอมรับได้อย่างมีความสุข..จึงเข้าใจเอาเองว่า..ขณะนี้คุณหมอคงรู้สึกไม่ต่างไปจากนี้..จึงขอเป็นกำลังใจให้อีกหนึ่งแรง..และหวังว่า..คุณหมอคงจะเป็นผู้ที่เข้าใจ เห็นใจผู้ป่วยอย่างไม่มีเงื่อนไข..ที่กล่าวเช่นนี้เพราะในโลกปัจจุบันนี้..ขอถาม..ว่า เหตุไฉน..ผู้คนมากมายล้วนแต่มุ่งทำทุกอย่าง..ล้วนเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง..คล้ายๆกับการแสวงหาผลประโยชน์เองตนเองและพวกพ้อง..คนชิดใกล้..
ในฐานะที่คุณหมอทำงาน..นอกจากเรื่องรักษาผู้ป่วยแล้ว..ขอรบกวนคุณหมอช่วยคลี่คลายความข้องใจในเรื่องที่คล้ายดั่งคำถาม..เนื่องจากได้เปิดอ่าน..สิ่งที่คุณหมอบันทึกลงไปแล้วรู้สึกว่า..คุณหมอบันทึกด้วยความรู้..และด้วยความเป็นกลางไม่ใช้อารมณ์..จึงใคร่ขอให้คุณหมอช่วยชี้แนะด้วย...
จะรออ่านด้วยใจระทึก..ขอบคุณมาบนบันทึกนี้ด้วย..
ท่านสุพัฒน์
อ่านบทความบทนี้ของท่านแล้วรู้สึกถึงความยุ่งยากในการทำงานในระดับหนึ่งที่ผู้ทำงานต้องทนและทานต่อแรงเสียดทานมากมายเหลือเกิน
ทางเดียวที่ทำได้คือ การสกัดคนไข้....ให้ป่วยน้อยลง...ทำได้อย่างไร???
แต่ก้อยังคงมีกำลังใจให้กันเสมอ...
สวัสดีค่ะน้องหมอ
ต้องขอบคุณผู้เกี่ยวข้อง และตัวน้องหมอเอง ในความพยายามที่จะช่วยเหลือคุณยาย...
ทำให้เห็นว่าในแต่ละช่วงเวลา แต่ละคนมีโอกาสไม่เหมือนกัน เป็นไปตามวาระ เป็นไปตามกรรม..
บางครั้งก็มีโอกาสช่วยเหลือ บางครั้งก็ไม่มี
บางครั้งก็ไม่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือ บางครั้งก็มี
แต่ที่แน่ๆ คือธรรมะของสังขาร ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
การอยู่กับปัจจุบันกับการมีสติจึงมีส่วนสำคัญจริงๆ
ขอบคุณน้องหมอสำหรับ AAR นี้ค่ะ ^ ^
ให้กำลังใจน้องหมอสุพัฒน์ครับ สิ่งที่ทำมีคุณค่า ยิ่งใหญ่เสมอครับ
-----------
ผมมาตามเก็บความชุ่มชื่นเหล่านั้น
ท่านอัยการบัณฑูร ฝากความระลึกถึงครับ พร้อมฝากหนังสือให้ด้วยหนึ่งเล่ม เป็นหนังสือที่ท่านแต่งเอง(มีที่ผม) เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปพบ ดร.ประพนธ์ ด้วยกันครับ
สวัสดีพี่แผ่นดินครับ
ขอบคุณมากๆที่เข้ามาให้กำลังใจครับ
ระลึกถึงพี่นะครับ
สวัสดีครับพี่ไม่ประสงค์ออกนาม
ขอบคุณที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวความรู้สึกดีๆต่อกันนะครับ
เรื่องที่ผมเล่าก็เพียงเป็นเรื่องราวของชีวิต จิตใจ การทำงาน
เป็นเรื่องธรรมดา ที่ทุกผู้คนสามารถสื่อสารได้ครับ....
การสื่อสารในพื้นที่สารธารณะแห่งนี้...เป็นกิจกรรมของการเรียนรู้ และการพัฒนาขัดเกลาตนเองแบบหนึ่งของผมเองครับ
ทุกครั้งที่เราเขียน การสะท้อนกลับจากผู้คนจะเป็นสิ่งที่คอยบอกว่าสิ่งที่เราเป็น เราคิด เราทำ นั้นเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ปรับปรุงตัวตน
เป็นระยะเวลาหนึ่งพอสมควร ที่ต้องใช้การเรียนรู้และความกล้าหาญ ที่จะแสดงความเป็นตัวตน อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ส่วนใหญ่..ทั้งนี้เพื่อสื่อสาร เพื่อการลปรร...พัฒนาตนเองเป็นหลักครับ
ในเรื่องของความต้องการ ความคิดของผู้คน เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น
มันละเอียดอ่อนมากเลยนะครับ อาจจะต้องการเวลา ต้องการพื้นที่ที่เปิดเผย เพื่อเเลกเปลี่ยน แบ่งปัน ความคิดความรู้สึก และเรื่องราว...
การแลกเปลี่ยน การแบ่งปันอาจจะไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในเวลาอันสั้น หรือต้องการพื้นที่อีกหลายๆหน หลายๆครั้ง ต้องเกิดกิจกรรมนี้ครับ
คิดว่าคงจะมีโอกาสได้พูดคุยกันแบบพี่กับน้อง แบบผู้ที่หวังดีต่อกัน เพื่อช่วยกันและกัน ให้ได้เติบโตทางปัญญาต่อไปนะครับ โดยเริ่มที่ฐานกายก่อน....
ผมเป็นเพียงคนเดินทางคนหนึ่ง...ที่ยังต้องเรียนรู้อีกมากครับ...
ขอบพระคุณมากๆครับ... เป็นมุมมองที่มีค่ายิ่งนะครับ....
เพราะมุมมองที่หลากหลาย ทำให้เราเห็นตัวตนของเราได้มากขึ้นครับ..
รออ่านด้วยความระทึก..อ่านแล้วยังไม่หายระทึก..
พื้นที่แห่งนี้ เปรียบเสมือนการแบ่งปันความคิดและปัญญา..การบันทึกเพื่อให้เป็นเสมือนกระจกเงา..สะท้อนกลับทั้งดีและไม่ดี..เพื่อพัฒนาตนเอง..ขอชื่นชมในแนวคิด..อันสื่อถึงความเป็นตัวตนของคุณหมอ..
หากแต่บางท่าน..และหลายท่านที่บันทึก..เคยหลงเข้าไปอ่าน..บางครั้งไม่สร้างสรรค์และไม่สรรค์สร้าง..ไม่ก่อเกิดปัญญา..บางคราก่อให้เกิดปัญหาด้วยซ้ำ..จึงอยากแบ่งปันสักเล็กน้อยว่า..คิดแล้วไตร่ตรองก่อน..ที่ท่านจะเสนอแนวคิด เพราะนั่นมันช่างบอกตัวตนของท่านให้คนอื่นมองเห็น..และย้ำให้การมองเห็นแจ่มชัดขึ้นไปอีก..แต่คนเรามักต่างจิตต่างความคิดและต่างประสบการณ์..
บันทึกที่อ่านแล้วไม่ก่อประโยชน์ทางปัญญา..ควรละเลย..อามินตาพุทธ..
ส่วนบันทึกที่อ่นแล้วได้และก่อเกิดปัญญา ย่อมได้รับการแลกเปลี่ยนเสมอ..ไว้ครั้งหน้า..ค่อยแวะมาเยี่ยมเยือน..
เบื้องหลังการถ่ายทำมีเรื่องน่าสนใจกว่าเบื้องหน้ามากทีเดียวครับ
เหมือนครั้งหนึ่งมี ดร.หนุ่มสาวเพิ่งจบมาจากเมืองนอก 4 ท่านมาประจำที่ มช. และเปิดเบื้องหลังการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก พร้อมๆกันทั้ง 4 ท่าน พี่ชอบมาก มันได้มากกว่าศึกษาปริญญานิพนธ์ เข้าใจ เข้าถึงจิตใจผู้ทำ ลงลึกเรื่องนั้นๆ อย่างสัมผัสได้ รับรู้ได้ และรู้สึกร่วม
เพื่อนๆเป็นหมอเคยเล่าให้ฟังเหมือนกันถึงการทำงานที่แข่งกับเวลาโดยมีชีวิต หรืออาการป่วยของคนไข้เดิมพัน....เป็นอาชีพที่เสียสละมากจริงๆ ทำเพื่อคนอื่น โดยแท้...
มาเป็นกำลังใจครับน้องหมอ
CSG. หรือ csg. คงมาจากคำว่า Counsel หรือ counselling หรือ counseller แปลว่าการให้คำปรึกษาหรือผู้ให้คำปรึกษาไง?
ขออนุญาต Copy/Print เสนอท่านสมคบนะ