ตอนนี้ผมรู้ได้ทันทีว่าผู้ป่วยเลือกตอบบางคำถาม ที่ผู้ป่วยเงียบคือ คำตอบว่า เรื่องแม่เป็นประเด็น

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผมได้ไปทำ palliative grand round (มีนักจิต+กายภาพ+สังคมสงเคราะห์+พยาบาลเจ้าของไข้+เลขากัลยาณมิตร+ผม) เป็นผู้ป่วยชายอายุ 50 ปี เป็นมะเร็งตับ เป็นมา 6 เดือน ผู้ป่วยรู้แล้วว่าเป็นมะเร็ง แม่ผู้ป่วยเป็นผู้ดูแล ผู้ป่วยแยกทางกับภรรยาได้ 10 กว่าปีแล้ว มีลูกสาว 1 คนอายุ 20 ปี(อยู่กับแม่)

ผู้ป่วยอาชีพทำอาหาร ที่บ้านอยู่ร่วมกับพี่น้อง เมื่อก่อนผู้ป่วยกินเหล้าหนักมาตลอด จนป่วยจึงหยุด เรื่องที่เจ้าของไข้ปรึกษา คือ เรื่องปวดรุนแรง

บทสนทนาก่อนดู case

พยาบาลเจ้าของไข้ "ผู้ป่วยพูดน้อย ถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ"

พยาบาลหัวหน้า ward "คนไข้เข้าถึงยาก ไม่ค่อยแสดงออก"

ผม "เรื่องปวดคนไข้บ่นไหมครับ"

พยาบาล "คนไข้จะไม่ค่อยขอยาฉีด แต่จะนอนเงียบๆ ที่เตียงสีหน้าเจ็บปวดจนเราต้องเดินไปถาม"

ผม "เห็นว่าแม่มาดูตลอด แล้วภรรยามาบ้างไหม"

พยาบาล " แม่มาทีไรร้องไห้เพราะสงสารลูก อยากให้ลูกอยู่ได้นานๆ ส่วนภรรยามาเยี่ยมแต่ก็ไม่ได้คุยกันนาน"

ผมเห็นประเด็นหลายอย่างคือ

1.คนไข้แสดงออกน้อย

2.อาการเจ็บปวดรุนแรง

3. แยกทางกับภรรยา

4.ทุกข์ของแม่ผู้ป่วย

บทสนทนากับผู้ป่วย

ผู้ป่วยนอนบนเตียง ยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นทีมเรา ผู้ป่วยรูปร่างผอม เห็นก้อนที่ท้องชัดเจน สีหน้าหมองคล้ำ

ผมเริ่มบทสนทนา "ผมชื่อหมอโรจนศักดิ์ แพทย์เจ้าของไข้ปรึกษาให้มาช่วยดูแลคุณลุงครับ"

" เห็นว่าปวดท้องเยอะ ตอนนี้เป็นยังไงครับ"

ผู้ป่วยพูดเสียงเบาๆ "ไม่ปวดแล้ว"

ผม " นอน รพ. มา 2 สัปดาห์ เห็นว่า คุณแม่มาเฝ้าตลอด"

ผู้ป่วยนิ่งเงียบไปนาน ตามองไปบนเพดาน ผมรอคำตอบสักพัก

ผม "ที่เงียบเพราะคิดอะไรอยู่ครับ"

ผู้ป่วยก็เงียบ ผมรู้สึกว่า ไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยไม่อยากตอบ หรือ คนไข้สับสนจากโรคตับที่เป็นอยู่ เลยลองเปลี่ยนเป็นคำถามอื่น

ผม " เห็นว่าเป็นกุ๊ก ได้ข่าวว่าทำอาหารเก่ง"

ผู้ป่วยสีหน้ายิ้มขึ้นมา แต่ก็ยังเงียบ

ผม "ตอนที่อยู่ที่ร้าน มีหน้าที่ทำอะไรครับ"

ผู้ป่วย "ช่วยเขาไปทุกเรื่อง แต่ที่ทำเก่งก็เป็น ตือฮวน" สีหน้าผู้ป่วยฉายแววความสุขขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ผมรู้ได้ทันทีว่าผู้ป่วยเลือกตอบบางคำถาม ที่ผู้ป่วยเงียบคือ คำตอบว่า เรื่องแม่เป็นประเด็น (ผู้ป่วยไม่ได้เป็น delirium หรือที่เรียนกันว่าภาวะสับสนจากการป่วย)

ผม " ที่ผ่านมาช่วยคุณแม่ขายอาหารมาตลอด"

ผู้ป่วย " จริงๆก็ไม่ได้ช่วยมาก"

ผม "ที่ไม่ได้ช่วยมากหมายความว่าอะไร"

ผู้ป่วยเงียบนาน(เป็นนาที)+น้ำตาเริ่มซึม มองขึ้นไปที่เพดานอีกครั้ง ผมรู้ทันทีว่าตอนนี้เราน่าจะเข้าประเด็นแล้ว แต่ผู้ป่วยไม่ตอบ ช่วงก่อนเข้ามาคุย ได้ทราบจากพยาบาลว่าผู้ป่วยกินเหล้า/ไม่ค่อยกลับบ้าน แม่เตือนก็ไม่เชื่อ ผมเดาว่าผู้ป่วยน่าจะรู้สึกผิดกับอดีต

ผมคิดว่าเราอาจกดดันผู้ป่วยมากไปหรือไม่เลยลอง test

"วันนี้คุยไหวไหมครับ หรือจะพักก่อนดีครับ"

ผู้ป่วย "คุยต่อได้ครับ" (ผมรู้เลยว่าเราสร้างความสัมพันธ์ได้แล้ว เพราะผู้ป่วยยังอยากคุยต่อถึงจะเป็นประเด็นไม่สบายใจ)

ผม " พอทราบไหมครับว่าตัวเองเป็นโรคอะไร/จะหายไหม"

ผู้ป่วย "เป็นมะเร็ง คงไม่หายแล้ว"

ผม "ถ้ากลับไปบ้านจะไปทำอะไร"

ผู้ป่วย "ไปขอโทษแม่"

ผม "ทำไมถึงต้องขอโทษครับ"

ผู้ป่วยร้องไห้มากขึ้น ร้องไห้แบบที่หลายคนอึ้ง หลังจากร้องไปสักพัก

ผู้ป่วย "ผมไม่เคยดูแลแม่เลย แต่แม่ก็ยังดูแลดีมาตลอด จนกระทั้งวันสุดท้าย"

ผม "แล้วแม่รู้ไหมว่าคุณอยากขอโทษ?"

ผู้ป่วย "ไม่รู้ แต่กลัวบอกแล้วแม่จะร้องไห้ ผมทำแม่ร้องไห้มาหลายครั้ง"

ผม " ผมคิดว่าการร้องไห้เป็นการปลดปล่อยความไม่สบายใจ การร้องไห้ไม่ใช่เรื่องผิด" ผู้ป่วยมองผมแล้วยิ้มทั้งน้ำตา

ผม "ผมเชื่อว่าคุณแม่จะให้อภัย" ผู้ป่วยดูสีหน้ากังวล ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับประโยคนี้

ผู้ป่วย "ผมคงทำอะไรไม่ได้แล้ว"

ผม "ถ้าอย่างนั้น อยากให้ผมช่วยอะไรไหมครับ"

ผู้ป่วย "คุณหมอและพยาบาลดีกับผมมาก ผมขอบคุณครับ"

ผม "ยินดีครับ ผมมาสัปดาห์ละครั้ง ถ้ามีอะไรอยากให้ช่วยก็บอกกับเลขาโครงการ หรือพยาบาลประจำหอผู้ป่วยได้"

จบการสนทนาไปในแบบที่ยังไม่จบ "แต่ก็ไม่จำเป็นต้องจบในครั้งเดียว" ตอนต่อไป เป็น post-interview conference เป็นบทสนทนาของผม กับนักจิตวิทยา วิเคราะห์ผู้ป่วย+ comment จุดอ่อนผมในช่วงที่สัมภาษณ์ ติดตามตอนต่อไปครับ