ในขณะที่ขนบจารีตแบบภาคพื้นทวีป(continental tradition) เป็นเรื่องกว้างๆ ไม่ลึกซึ้ง ค่อนข้างเอาใจใส่กับประเด็นปัญหาทางการเมือง วัฒนธรรม และรวมถึงสถานการณ์ของมนุษย์มากกว่าโดยทั่วๆไป

เหตุผลของข้าพเจ้าในการโฟกัสลงไปที่ขนบจารีตการวิเคราะห์แบบตะวันตก มากกว่าขนบจารีตแบบภาคพื้นทวีปมีอยู่สองประการ คือ

ประการแรก ส่วนใหญ่ของเรื่อง KM ที่จริงแล้ว ได้อิงอาศัยขนบจารีตอันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ใช้เรื่องราวเกี่ยวกับความรู้ของ Cartesian (มีรากมาจาก Desartes) และบรรดาผู้รับช่วงสืบทอดในหนทางดังกล่าว ด้วยเหตุดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสาขาวิชาเหล่านี้จึงชัดเจนว่าคู่ควรกับการวิเคราะห์

ประการที่สอง และเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ข้าพเจ้าเชื่อว่า ขนบจารีตแบบวิเคราะห์สามารถนำเสนอความเข้าใจอย่างถ่องแท้และสำคัญให้กับเรื่องของ KM ได้ ซึ่งอาจขัดแย้งกับวิธีการศึกษาบางอย่างที่เห็นด้วยหรือรับรองในขนบจารีตแบบภาคพื้นทวีป ซึ่งน่าสนใจที่ว่า ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทางปรัชญา ซึ่งเป็นประโยชน์มากที่สุดบางอย่างสำหรับเรื่องของ KM มาจากขนบจารีตแบบภาคพื้นทวีป เนื่องจากวิธีการศึกษานั้น มีแนวโน้มที่จะกวาดตามองอย่างกว้างๆไปที่ความเกี่ยวโยงกับเรื่องสังคม การเมือง และความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติที่รายรอบแนวความคิดดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ารู้สึกว่า วิธีการศึกษาแบบภาคพื้นทวีปสามารถมีแนวโน้มที่เกี่ยวโยงกับคำถามต่างๆซึ่งค่อนข้างกว้างมากเกินไปสำหรับความเกี่ยวพันกับเรื่อง KM และในการกระทำเช่นนั้น ก็ได้สูญเสียความเชื่อมโยงที่สำคัญไประหว่าง"ความรู้"และ"ความจริง"

ในข้อพิจารณาดังกล่าว ช่วงตอนท้ายของส่วนนี้ข้าพเจ้าจะอภิปรายถึงวิธีการศึกษาเชิงวิเคราะห์ต่อคำถามทั้งหลายข้างต้น ซึ่งสามารถที่จะนำเสนอ KM ด้วยแนวทางที่สำคัญบางอย่าง

สิ่งหนึ่งซึ่งได้เข้ามาจู่โจมนักปรัชญาแนววิเคราะห์ เมื่อพวกเขาได้เผชิญหน้ากับเรื่องของ KM เป็นครั้งแรกก็คือ วิธีการที่ศัพท์คำว่า"ความรู้"(knowledge)ถูกใช้นั่นเอง เมื่อบรรดานักปรัชญาทั้งหลายพูดคุยเกี่ยวกับ"ความรู้" พวกเขามีแนวโน้มที่จะหมายถึงบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งแตกต่างไปเลยทีเดียวกับการที่นักเขียนเรื่อง KM อ้างอิงถึง"ความรู้"

โดยแบบแผนแล้ว บรรดานักปรัชญาทั้งหลายได้ให้นิยามความหมาย"ความรู้" ในฐานะที่เป็นเรื่องส่วนตัวอันหนึ่งโดยแก่น ซึ่งผูกพันกับข้อเท็จจริงที่เป็นจริงต่างๆ(true facts)เกี่ยวกับโลก: ความรู้เป็นความจริงของปัจเจก(an individual's true), และเป็นความเชื่อที่มีเหตุผล(justify belief) ความรู้ที่พัวพันมากไปกว่าความเชื่อในข้อเท็จจริงที่แน่นอนอันหนึ่งเกี่ยวกับโลกของใครบางคนคือ : รู้บางสิ่งอย่างแท้จริงซึ่งคุณจะต้องเชื่อมัน, คุณจะต้องมีหลักฐานหรือเหตุผลที่ดีในการเชื่อว่ามันเป็นความจริง และมันจะต้องเป็นจริงด้วย

ด้วยเหตุนี้ วิธีการศึกษาตามขนบจารีตในเรื่องญานวิทยา(epistemology) - ทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ - แรกเริ่มได้ถูกนำไปเกี่ยวพันกับ "ความรู้คืออะไร และมันสามารถได้รับการพิสูจน์อย่างไร มากกว่าไปสนใจว่าความรู้ได้ถูกสร้างขึ้นและถูกใช้กันอย่างไร?" วิธีการศึกษาอันนี้ที่จะนิยามความรู้ มันตรงข้ามอย่างชัดเจนกับการนิยามความหมายที่นำเสนอเป็นแบบแผนอยู่ในเรื่องราวของ KM ยกตัวอย่างเช่น

ในตำราเบื้องต้นเกี่ยวกับ"การจัดการความรู้"(knowledge management) Rumizen ได้ให้นิยามความหมายความรู้ในฐานะที่เป็น "ข้อมูล ในบริบทของการผลิตความเข้าใจที่สามารถทำการได้"(2002:6, 288) ในทำนองเดียวกัน Davenport & Prusak ได้ให้นิยามความรู้ว่า:

"ความรู้คือส่วนผสมที่เลื่อนไหลของประสบการณ์ที่ได้รับการวางโครงร่าง, เป็นคุณค่าต่างๆ, ข้อมูลในเชิงบริบท, และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ที่ชำนาญการ ซึ่งได้นำเสนอกรอบหรือโครงร่างอันหนึ่งขึ้นมา เพื่อการประเมินและการวบรวมประสบการณ์และข้อมูลใหม่ๆ. มันให้กำเนิดและถูกประยุกต์ใช้ในใจของบรรดาผู้รู้ทั้งหลาย ในองค์กรต่างๆ บ่อยครั้งมันได้รับการฝังตรึงไม่เพียงอยู่ในเอกสารต่างๆหรือในคลังความรู้เท่านั้น แต่ยังอยู่ในงานประจำ, กระบวนการ, การปฏิบัติ และบรรทัดฐานขององค์กรด้วย"(1998: 5)

นิยามความหมายที่เป็นทางการนี้เกี่ยวกับความรู้เป็นสิ่งที่โต้เถียงกันมากทีเดียว และเป็นหัวข้อหนึ่งของการถกเถียงอภิปรายกันอย่างกระฉับกระเฉงตลอดมา แต่อย่างไรก็ตาม บรรดานักปรัชญาทั้งหลายมีแนวโน้มในการเห็นด้วยว่า นิยามความหมายอันนี้มันถูกต้องเพียงหยาบๆ และการโต้เถียงส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายละเอียดที่ลึกลงไปต่างๆเกี่ยวกับวิธีการนี้

นิยามความหมายข้างต้น ไม่ได้มองว่า"ความรู้เป็นเรื่องความจริงส่วนตัวโดยสาระ, หรือเป็นความเชื่อที่มีเหตุผล", แต่กลับมีความนึกคิดอันหนึ่งเกี่ยวกับ "ความรู้ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือในเชิงปฏิบัติอันหนึ่ง สำหรับประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับการวางกรอบแทน เป็นการแบ่งปันความเข้าใจต่างๆและการช่วยเหลือ เกี่ยวกับภารกิจทั้งหลายในทางปฏิบัติ"

กล่าวให้ชัดก็คือ สำหรับ KM "ความรู้" คือบางสิ่งบางอย่างซึ่งแตกต่างไปจากความเข้าใจของปัจเจกชนเท่านั้น ในข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับโลก - มันกลับกลายเป็นเครื่องมือในเชิงปฏิบัติที่เป็นจริงอันหนึ่ง สำหรับการจัดการอย่างชำนิชำนาญหรือควบคุมโลก. ในความหมายนี้มันคือสิ่งที่ Iivari เสนอเอาไว้เป็น"ข้อสรุป 4 ข้อเกี่ยวกับความรู้"ดังต่อไปนี้คือ:

- ความรู้เป็นเรื่องของชุมชน (Knowledge is communal)
- ความรู้เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ (Knowledge is activity-specific)
- ความรู้เป็นสิ่งที่ได้รับการเผยแพร่ (Knowledge is distributed)
- ความรู้เป็นประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม (Knowledge is cultural-historical)
(Iivari 2000: 261)

จากมุมมองหรือทัศนียภาพของญานวิทยาตามขนบจารีต วิธีการให้นิยามความหมายความรู้ลักษณะนี้ ฟังดูแล้วรู้สึกแปลกๆแน่ การศึกษาข้อสรุปเหล่านี้ในฐานะนักปรัชญาวิเคราะห์คนหนึ่ง เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจความเชื่อมโยงกันระหว่างแนวความคิดเกี่ยวกับความรู้นี้ กับ แนวความคิดเกี่ยวกับความรู้ดังที่บรรดานักปรัชญาทั้งหลายได้นิยามมันขึ้นมาเป็นแบบแผน ถ้าเผื่อว่าความรู้ โดยแก่นหรือสาระแล้วเป็นเรื่องส่วนตัว ทำอย่างไรมันถึงสามารถเป็นของชุมชนหรือถูกเผยแพร่ได้?

ความแตกต่างกันข้างต้น สามารถได้รับการอธิบายได้ดีที่สุดโดยการทำความเข้าใจถึงวิธีการที่แตกต่าง ซึ่งทั้งสองสาขาวิชาได้ศึกษาถึงปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับการนิยามความรู้ และการทำความเข้าใจว่า ทำไมสาขาวิชาเหล่านี้จึงสนใจในแนวความคิดเกี่ยวกับความรู้ในประการแรก

ในทางตรงข้าม KM ไม่ค่อยสนใจที่จะโฟกัสลงไปที่ความรู้ที่มีเหตุผลพิสูจน์ได้มากนัก แต่มันกลับสนใจในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับความรู้แทน ทั้งนี้เพื่อที่จะไปเกี่ยวกับข้องกับภารกิจในเชิงปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งพัวพันอยู่กับกิจกรรมที่มีพื้นฐานอยู่บนเรื่องของความรู้(knowledge-based activity)

ตามลำดับ สาขาวิชาต่างๆที่เกี่ยวกับ"ปรัชญา"และ"KM" ได้ศึกษาคำถามเกี่ยวกับการนิยามความรู้ในหนทางที่แตกต่างกันมาแต่ต้น ความแตกต่างหลักๆของพวกมัน วางอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า บรรดานักปรัชญาทั้งหลาย เดิมทีเดียว ให้ความเอาใจใส่กับปัญหาเกี่ยวกับวิมตินิยม(scepticism - มีความสงสัย หรือกังขาคติ เป็นที่ตั้ง), ในทางตรงข้าม KM กลับจ้องมองไปที่ความรู้ในเทอมต่างๆของการปฏิบัติได้ต่างๆ

อันนี้คือความแตกต่างกันขั้นพื้นฐาน และมันได้น้อมนำไปสู่แนวความคิดที่ต่างกันเกี่ยวกับการให้นิยามความหมาย และความสำคัญของความรู้

แง่มุมส่วนตัวเกี่ยวกับความรู้ เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นมาจากวิธีการที่บรรดานักปรัชญาทั้งหลาย ได้ศึกษาถึงคำถามเกี่ยวกับสิ่งซึ่งได้ก่อร่างสร้างความรู้ที่แท้จริงขึ้นมา ข้อถกเถียงต่างๆร่วมสมัยในทางญานวิทยา โดยสาระแล้ว ได้ย้อนรอยกลับไปสู่ผลงานของ Rene Descartes และวิธีการของเขาเกี่ยวกับความสงสัย

ในผลงานเรื่อง Meditations on First Philosophy (1640) Descartes ได้ทำการสืบค้นเข้าไปสู่ธรรมชาติของความรู้ ในที่นี้ Descartes พยายามที่จะค้นหาหลักการที่เป็นรากฐานซึ่งความรู้ของเราพักพิงอยู่ โดยการพยายามที่จะพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงบางชนิด ซึ่งเราสามารถแน่ใจได้เกี่ยวกับมันจริงๆ ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้การสนับสนุนสิ่งที่เราต้องการที่รื้อถอนทุกสิ่งลงมาอย่างสมบูรณ์ และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจากรากฐานต่างๆ (Descartes1996:12)

สำหรับ Descartes ความท้าทายที่แท้จริงในที่นี้คือ"วิมตินิยม"(ความสงสัย) - ถ้าหากว่ามันมีความเป็นไปได้ใดๆในข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า"ความรู้"ว่ามันเป็นจริงหรือไม่ นั่นย่อมแสดงว่ามันไม่สามารถเป็นความรู้ที่แท้จริงได้. การสืบค้นของ Descartes พยายามที่จะเสาะหาสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับโลกภายนอก ซึ่งพ้นไปจาก"วิมตินิยม"หรือความสงสัย เพื่อที่จะค้นให้พบพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ของเราทั้งหมด

การดำเนินรอยตามระเบียบวิธีเช่นว่านี้ Descartes ได้มาถึงข้อเสนออันมีชื่อเสียงของเขา คือ "cogito ergo sum" - I think therefore I exist - (ฉันคิด ดังนั้นฉันจึงมีอยู่) ซึ่งเขาอ้างข้อเสนอดังกล่าว"ฉันจึงมีอยู่"ซึ่งพ้นไปจากข้อสงสัย

ญานวิทยาร่วมสมัยได้ดำเนินรอยตามขนบจารีต Cartesian นี้อย่างแข็งขัน, มีการโฟกัสเกี่ยวกับคำถามการให้เหตุผลเกี่ยวกับความรู้ในการเผชิญหน้ากับความสงสัย. เนื่องจากว่าคำถามอันนี้เกี่ยวกับการให้กำเนิดของความรู้ที่เป็นจริง และเกี่ยวกับการใช้และบริบทต่างๆของความรู้ ซึ่งไปผูกโยงรายรอบกับทฤษฎีต่างๆส่วนใหญ่ในญานวิทยา

ในทางที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจนกับอันนี้ KM ได้ถูกนำไปผูกโยงกับชนิดของคำถามต่างๆในเชิงปฏิบัติข้างต้น สำหรับความรู้ของ KM เป็นสิ่งที่ไกลห่างมากจากความแน่นอนส่วนตัวเกี่ยวกับโลก - มันเป็นเรื่องซึ่งไปเกี่ยวข้องกับความสามารถในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับความเข้าใจในเชิงแนวคิด และสิ่งสำคัญมากไปกว่านั้น KM ได้ถูกนำไปเกี่ยวโยงกับผลผลิต, การเก็บรักษา, และกระบวนการเกี่ยวกับความรู้ในกลุ่ม หรือในความหมายของการแบ่งปัน. ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สอดคล้องตรงประเด็นเกี่ยวกับแนวความคิดเรื่องความรู้สำหรับ KM จึงแตกต่างไปมากทีเดียวจากความสอดคล้องตรงประเด็นของมันกับบรราดนักปรัชญาทั้งหลาย

ประเด็นที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเน้นในที่นี้คือว่า ตราบเท่าที่ KM ยังถูกนำมาเกี่ยวข้อง มันมีข้อจำกัดต่างๆที่สำคัญในการศึกษาตามจารีตในทางญานวิทยา ญานวิทยาตามขนบจารีตจะเพ่งความสนใจลงไปที่คำถามต่างๆเกี่ยวกับความรู้ที่เป็นส่วนตัวหรือปัจเจก ด้วยประเด็นหลักที่ว่า เรารู้ถึงบางสิ่งบางอย่างได้อย่างไรในฐานะปัจเจก - ความไว้วางใจต่อข้อมูลประสาทสัมผัส, ประสบการณ์, และพยานหลักฐาน ฯลฯ เป็นอย่างไร

ฐานะดังที่กล่าว บรรดานักปรัชญาทั้งหลายได้กระทำภารกิจที่ดีเลิศอันหนึ่งเกี่ยวกับการให้นิยาม"ความรู้"ในความหมายนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ญานวิทยาแบบจารีตไม่ได้ถูกนำให้ไปเกี่ยวโยงกับผลิตผลและกระบวนการของความรู้ในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง หรือในความหมายของการแบ่งปันความรู้ - จริงๆแล้ว มันไม่ได้ผูกพันกับการปฏิบัติการเกี่ยวกับผลผลิตทางความรู้และการใช้งาน

ประเด็นปัญหาหลักในญานวิทยาคือ สถานภาพของผลผลิตในขั้นสุดท้าย มากกว่ากระบวนการได้มาซึ่งความรู้ และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความรู้ได้ถูกได้มา แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยต่างๆที่ชัดเจน ซึ่งเกี่ยวข้องกับประโยชน์หรือความสนใจของ KM

ผลสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้คือว่า พ้นไปจากการวิเคราะห์มาแต่แรกเกี่ยวกับว่า ความรู้คืออะไร? การศึกษาตามขนบจารีตของญานวิทยา จริงๆแล้ว สามารถนำเสนอหนทางอันเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจเล็กน้อยมากสำหรับ KM. ด้วยเหตุนี้ เราจะต้องมองไปยังที่อื่นๆเพื่อค้นหาการช่วยเหลือหรือข้อสนับสนุนต่างๆอันเป็นประโยชน์จากปรัชญา

เราจะต้องอ่อนไหวต่อความหมายที่ต่างไปเกี่ยวกับคำว่า"ความรู้" ดังที่มันถูกใช้โดยบรรดานักปรัชญาทั้งหลาย และเข้าใจว่า KM ได้ประยุกต์ใช้แนวความคิดเกี่ยวกับความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะเอามากๆ จริงๆแล้ว อันนี้ไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องรู้สึกประหลาดใจสำหรับผู้คนที่ทำงานกับ KM

ในส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่า อันที่จริง นี้คือประเด็นหนึ่งซึ่งบรรดานักทฤษฎี KM ส่วนใหญ่ต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้ว กระนั้นก็ตามทั้งๆที่ทราบกันอยู่แล้ว แต่มันเป็นประเด็นหนึ่งที่ว่า บ่อยครั้งเรื่องนี้ได้รับการมองข้ามเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานแนะนำเบื้องต้น และสิ่งนี้สามารถที่จะก่อให้เกิดความสับสนที่รุนแรงขึ้นมาได้ สำหรับใครบางคนที่ทำความเข้าใจเรื่องของ KM เป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม มันคือบทเรียนที่สำคัญมากอันหนึ่งสำหรับ KM ที่ควรได้รับการพูดถึงสำหรับการสนทนากันนี้: KM ไม่ควรที่จะละเลยความสำคัญเกี่ยวกับความเข้าใจอย่างถ่องแท้ทางปรัชญาในเรื่องธรรมชาติของความรู้. แม้ว่าสาขาวิชาที่ต่างกัน จะมีความสนใจโดยพื้นฐานที่แตกต่างกันในแนวความคิดเกี่ยวกับความรู้ก็ตาม แต่แนวความคิดทั้งหลายในแต่ละสาขาวิชา ยังคงมีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันมาก. วิธีการศึกษาที่ได้มาตรฐานในญานวิทยาอาจมีข้อจำกัดมากเกินไป และอาจคับแคบเกินไปสำหรับเรื่อง KM แต่มันไม่ถึงกับเป็นเรื่องที่ไม่ตรงประเด็นกันเลยทีเดียว

สำหรับรากฐานของมัน แนวความคิด KM เกี่ยวกับความรู้ อย่างน้อยที่สุด ควรที่จะเข้ากันได้กับการนิยามความหมายในทางญานวิทยา เพราะแม้ว่าความคิดในแต่ละสาขาวิชาจะสนใจแตกต่างกันในแนวคิดพื้นฐานของมันก็ตาม แต่มันก็ยังคงมีไอเดียหรือความคิดเดียวกันโดยสาระ

ประเด็นนี้ได้หวนกลับมาสู่การเน้นของข้าพเจ้า ในเรื่องขนบจารีตการวิเคราะห์แบบตะวันตก(Western Analytic tradition) มากกว่าขนบจารีตแบบภาคพื้นทวีป(Continental tradition). ในที่นี้ ความรู้สึกของข้าพเจ้าคือ แนวคิดเกี่ยวกับความรู้ของ KM ได้แยกออกห่างจากรากเหง้าต่างๆทางญานวิทยาไปแล้วเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องความรู้ และต้องได้รับการนำกลับมา มันเป็นประเด็นนี้ที่บทเรียนต่างๆควรได้รับการนำมาจากขนบจารีตปรัชญาวิเคราะห์: นั่นคือ ญานวิทยาในแบบจารีตเน้นว่า ความรู้ที่แท้จะต้องเป็นจริง

แม้ว่าการนิยามความหมายทางปรัชญาเกี่ยวกับความรู้ จะยืนยันถึงฐานะที่เป็นจริง, ความเชื่อที่พิสูจน์ได้หรือมีเหตุผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นที่ถกเถียงกันอีกต่อไปแล้ว แต่ก็เป็นที่ชัดเจนตรงไปตรงมาว่า บางสิ่งบางอย่างไม่สามารถที่จะเป็นความรู้ได้ หากปราศจากสิ่งที่มันมีความเชื่อมโยงอย่างแข็งขันบางประการกับข้อเท็จจริงต่างๆที่เป็นจริงของโลก

คุณสามารถรู้อย่างแท้จริงถึงบางสิ่งบางอย่างได้อย่างไร โดยที่ความรู้นั้นไม่ได้เป็นจริงและถูกต้อง? คุณไม่สามารถรู้ได้ว่า คนที่แปลกแยกนั้นดำรงอยู่ท่ามกลางหมู่พวกเรา เพราะในข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีคนที่แปลกแยก แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการที่"ความรู้"ได้ถูกนิยามโดย KM ปรากฏว่ามันได้สูญเสียความเชื่อมโยงโดยเฉพาะกับความคิดเกี่ยวกับความจริง ปัญหาคือว่า ตามการนิยามของ KM มันคล้ายกันมากกับแนวคิดเกี่ยวกับ"ความเชื่อ" - นิยามความหมายต่างๆเหล่านี้ ดูเหมือนว่าได้สูญเสียความความสำคัญของความมีเหตุมีผลและความจริงไป ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความรู้

ตัวอย่างการนิยามความหมาย"ความรู้"ของ Rumizen: ความรู้คือ - "ข้อมูลในบริบทที่ผลิตความเข้าใจที่สามารถปฏิบัติการได้" - [Information in context to produce actionable understanding] (2002: 6, 288) มาถึงตรงนี้ ถ้าบางสิ่งบางอย่างไม่สามารถได้รับการเรียกว่า"ข้อมูล"(information) มันก็ไม่เป็นจริง

นิยามความหมายนี้ดูเหมือนว่าเป็นที่ยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อยที่สุดจากแง่คิดหรือทัศนะที่ว่า ความรู้จะต้องมีความเชื่อมโยงกันบางอย่างกับความจริง แต่บ่อยครั้ง เราใช้คำว่า"ข้อมูล"ในหนทางที่หลวมๆมาก ซึ่งรับรองความเป็นไปได้ที่ว่า ข้อมูลนั้นอาจผิดพลาดก็ได้ ดังนั้น มันจึงมีเหตุผลหรือเข้าใจได้ในการกล่าวว่า ใครบางคนอาจมีพื้นฐานความเชื่อ(ที่ผิดพลาด)อันหนึ่งเกี่ยวกับข้อมูลที่ผิดพลาด อย่างไรก็ตาม เรามีแนวโน้มที่จะคิดว่า ใครบางคนไม่สามารถมีความรู้ที่ผิดพลาดได้ - ในกรณีนี้ เราอาจจะกล่าวว่า ใครบางคนไม่สามารถรู้อะไรได้เลย ถ้าหากว่าสิ่งที่เขาคิดว่าเขารู้นั้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด

สำคัญยิ่งไปกว่านั้น มันดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้สำหรับบางสิ่งจะพบกับนิยามความหมายนี้ โดยไม่เป็นความรู้ที่แท้จริง เมื่อมันอาจมีความเป็นไปได้สำหรับข้อมูลที่ผิดพลาด"ที่จะผลิตความเข้าใจที่สามารถปฏิบัติได้" - สิ่งที่คุณทำอาจเข้าท่า แต่นั่นอาจเป็นเรื่องๆหนึ่งของความโชคดีจริงๆเท่านั้น

ความกังวลใจต่างๆในชนิดเดียวกันกับการนิยามความหมายของ Davenport & Prusak ในเรื่องความรู้: นั่นคือ "ความรู้เป็นส่วนผสมที่เลื่อนไหลของกรอบประสบการณ์ คุณค่า ข้อมูลเชิงบริบท และความเข้าใจชำนิชำนาญที่ได้นำเสนอโครงร่างหรือเค้าโครงอันหนึ่งขึ้นมา สำหรับการประเมินผลและการรวบรวมประสบการณ์และข้อมูลใหม่ (1985: 5)

ดูเหมือนว่า นิยามความหมายอันนี้มันมีปัญหามากกว่าของ Rumizen เพราะการให้นิยามความรู้ในฐานะที่เป็น"กรอบประสบการณ์" ยินยอมให้ความเชื่อของมนุษย์เกือบทั้งหมดกลายเป็นรูปแบบอันหนึ่งของความรู้ได้ ไม่ว่ามันจะถูกต้องหรือเป็นความเชื่อที่เป็นจริงก็ตาม การดำเนินรอยตามนิยามความหมายนี้ ข้าพเจ้ารู้ว่า คนที่แปลกแยกที่ดำรงอยู่ท่ามกลางหมู่พวกเรา, Elvis ยังคงมีชีวิตอยู่, และโรคเอดส์ได้รับการส่งมาโดยพระผู้เป็นเจ้าเพื่อลงโทษคนนอกศาสนา หรือที่ว่า DNA ของมนุษย์ได้รับการสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์ต่างดาวด้วยการโคลนนิ่ง

จริงๆแล้ว บางที KM อาจสนใจในแนวคิดอันหนึ่งของ"ความรู้"ที่ยอมให้คำอ้างที่ไม่แท้(เก๊)หรือไม่ต้องพิสูจน์เช่นสิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ที่แท้จริง บางที KM ควรได้รับการนำไปเชื่อมโยงกับการจัดการรูปแบบของความเชื่อทั้งหมดในระบบความเชื่อทั้งมวล และไม่เพียงเชื่อมกับความเชื่อที่แท้จริงต่างๆเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง บางที การจัดการความรู้(Knowledge management) ที่จริงแล้ว ควรได้รับการเรียกขานว่า "การจัดการความเชื่อ"(Belief Management)ใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม การกระทำเช่นนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่ผิดพลาด. จุดสำคัญในที่นี้คือว่า KM ควรได้รับการนำไปผูกโยงกับความรู้ที่สัมพันธ์กันและใช้ประโยชน์ได้ ข้าพเจ้าเรียกร้องว่า แนวความคิดเกี่ยวกับความรู้ทั้งมวลอันนั้น จะต้องธำรงรักษาความเชื่อมโยงอันหนึ่งกับความจริง อันนี้เพราะว่าโดยพื้นฐานของมัน ความรู้จะต้องถูกวางอยู่บนคุณสมบัติและกระบวนการต่างๆบนโลกที่เป็นจริง แม้ว่าแนวความคิดของเราเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ อาจได้รับการสร้างขึ้นในบางความหมายทางสังคม

สำหรับบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเหล่านั้นที่มีพื้นฐานอยู่ในวิธีการศึกษาแบบภาคพื้นทวีปและการตีความเชิงวิพากษ์(hermeneutic approach)ในเรื่องความรู้ ความคิดต่างๆเหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะชอบการโต้เถียงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นของข้าพเจ้าบนเรื่องความจริง อาจดูเหมือนจะผิดที่ผิดทางไป โดยเฉพาะถ้าใครคนหนึ่งต้องการที่จะเน้นเรื่องความคิดเกี่ยวกับความรู้ในฐานะที่เป็นปฏิบัติการอันหนึ่งทางสังคม

ต่อคนเหล่านั้น ด้วยสถาบันต่างๆเหล่านี้ การโต้ตอบของข้าพเจ้าคือว่า แนวคิดทางสังคมเกี่ยวกับความรู้ ไม่เพียงเข้ากันได้กับไอเดียความรู้ในฐานะที่เป็นความจริงเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องต้องการการวิเคราะห์โดยตลอดเกี่ยวกับผลิตผลของความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ อันนี้คือประเด็นหนึ่ง ซึ่งถูกเน้นโดยบรรดานักปรัชญาทั้งหลายจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้ อย่างเช่น Hacking (1999) และ Kitcher (1993, 2001), ผู้ซึ่งได้ทำการสำรวจถึงความคิดต่างๆข้างต้น ที่ได้แสดงให้เห็นว่า มันสามารถประนีประนอมความคิดเกี่ยวกับความรู้ในฐานะที่เป็นปฏิบัติการทางสังคม กับ แนวความคิดเรื่องความรู้ในฐานะที่เป็นความจริง หรือความเชื่อที่มีเหตุผลพิสูจน์ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Hacking ได้ให้เหตุผลว่า ลัทธิประกอบสร้างทางสังคม(social constructivism) ไม่ได้ขัดแย้งกับการอิงอาศัยความจริง และนั่น เราสามารถมีความเข้าใจทางสังคมอย่างอุดมสมบูรณ์เกี่ยวกับแนวคิดจำนวนมาก ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และทางด้านสังคม โดยมิได้สูญเสียแนวคิดที่สำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติและกระบวนการบนโลกที่เป็นจริงไปแต่อย่างใด

เหตุผลการอิงอาศัยต่อลัทธิสัจนิยมและความจริงนั้น เป็นสิ่งซึ่งเข้ากันได้กับแนวความคิดทางสังคมเกี่ยวกับความรู้ ที่ว่ามันไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า ปัจจัยต่างๆทางสังคมมีความเป็นจริง ตัวอย่างซึ่งดีที่สุดอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นประเด็นนี้ได้อย่างสมบูรณ์ก็คือ การที่เราทั้งหลายพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเงิน มันมีความหมายหรือนัยหนึ่งซึ่ง เงินเป็นสิ่งสร้างทางสังคมอย่างแน่นอน - แนวความคิดได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของมัน โดยผ่านขนบธรรมเนียมทางสังคมและความตกลงร่วมกัน แม้มันไม่ได้มีเงินอยู่ในธรรมชาติ กระนั้นก็ตาม เงินก็เป็นความจริงด้วย และรวมทั้งการพูดถึงของพวกเราทั้งหมดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย, งบประมาณ, ตลาดการเงิน, ฯลฯ ก็เป็นจริงด้วยเช่นกัน

อันนี้ชัดเจนเกี่ยวกับแก่นแท้ที่เป็นจริง กับ แก่นแท้ของเรื่องที่เสกสรรค์ขึ้นมาอย่างบริสุทธิ์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราพูดถึงอัตราของการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างเหรียญออสเตรเลีย กับเหรียญอเมริกัน เท่ากับ 0.67 ข้าพเจ้ากำลังสร้างข้ออ้างความเป็นจริงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของโลก แม้ว่าอันนี้จะเป็นการสร้างข้อเท็จจริงขึ้นมาทางสังคมก็ตาม

สิ่งสำคัญคือ ข้ออ้างอันนี้อาจถูกหรือผิด และคุณค่าที่แท้จริงของข้ออ้างนี้สามารถทำให้เกิดความแตกต่างในทางปฏิบัติที่มีนัยสำคัญขึ้นมาได้ - ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าข้าพเจ้าเป็นพนักงานธนาคารที่ทำหน้าที่รับจ่ายเงิน มันเป็นเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับความจริงในความหมายนี้ที่ข้าพเจ้าปรารถนาจะเน้นย้ำ เพื่อความเข้าใจทางปรัชญาเกี่ยวกับความรู้สำหรับเรื่อง KM

การอิงอาศัยความจริงมิได้ปฏิเสธความสำคัญของวัฒนธรรม หรือการตีความ หรือความเข้าใจ ทั้งหมดที่มันเกี่ยวข้องเป็นการอิงอาศัยในระดับพื้นฐานต่อข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นความจริงบางอย่างเกี่ยวกับโลก ประเด็นทั้งหมดในที่นี้คือว่า มันไม่ต้องการมีข้อขัดแย้งใดๆระหว่างลัทธิการประกอบสร้างทางสังคม กับ ความรู้ในฐานะที่เป็นจริง - อันที่จริงแล้ว ความเชื่อมโยงอันหนึ่งกับความจริง ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของคำอธิบายทางสังคมเกี่ยวกับความรู้ ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงแก้ต่างเรื่อง KM โดยการธำรงรักษาความเชื่อมโยงกันอันหนึ่งกับความรู้ที่แท้ และไม่เป็นเพียงแค่ความเชื่อเท่านั้น

3. ปรัชญาที่สอดคล้อง - ปรัชญาของวิทยาศาสตร์และญานวิทยาทางสังคม
RELEVANT PHILOSOPHY - PHILOSOPHY OF SCIENCE AND SOCIAL EPISTEMOLOGY
ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วว่า ญานวิทยาแบบขนบจารีตอาจมีข้อจำกัดในการนำไปใช้กับเรื่องของ KM เนื่องจากว่า มันได้ไปโฟกัสลงตรงที่ต้นตอกำเนิด และการแสดงเหตุผลข้อพิสูจน์เกี่ยวกับความรู้ส่วนบุคคล มากกว่าปฏิบัติการที่เป็นจริงของการใช้ความรู้, การแบ่งปันความรู้ และการแพร่กระจายความรู้

การที่ KM แรกทีเดียวเป็นเรื่องที่ผูกพันอยู่กับความรู้ ดังที่มันได้รับการก่อเกิด, แบ่งปัน, เก็บรักษา และใช้ประโยชน์ภายในสภาพแวดล้อมร่วมกันอันหนึ่งขึ้นมา ถ้าหากว่าเราจะมองไปที่ทฤษฎีทางปรัชญา เพื่อตระเตรียมรากฐานอันหนึ่งขึ้นสำหรับภารกิจต่างๆของ KM เราจะต้องค้นหาพื้นที่เหล่านั้นที่สามารถจะเกี่ยวโยงกับประเด็นปัญหาในเชิงปฏิบัติเหล่านี้ให้ได้ เช่นเดียวกับการตระเตรียมความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในรูปแบบที่แตกต่างของความรู้และความสัมพันธ์ระหว่างพวกมัน. ทฤษฎีทางปรัชญาอันนั้น จะต้องช่วยให้เราเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ข้างใต้กระบวนการที่ตรงประเด็นกับเรื่องของ KM ด้วย

ในที่นี้ ข้อเสนอแนะของข้าพเจ้าคือว่า สถานที่ให้ผลอย่างอุดมสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อค้นหาความเข้าใจทางปรัชญาอย่างถ่องแท้และตรงประเด็นสำหรับ KM ก็คือ ในผลงานเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งในด้านปรัชญาวิทยาศาสตร์ และการปรากฏตัวขึ้นมาของสาขาวิชาความรู้เกี่ยวกับญานวิทยาทางสังคม แม้ว่ามันยังคงมีข้อจำกัดอยู่ที่จะไปเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับทฤษฎีทางปรัชญาพวกนี้ก็ตาม

แต่พื้นที่ทั้งหลายเหล่านี้ ก็ได้ถูกนำมาผูกพันกับคำถามที่ตรงไปตรงมาทำนองเดียวกัน กับคำถามเหล่านั้น ซึ่งสนใจต่อเรื่องการจัดการความรู้ และด้วยเหตุนี้ มันจึงสามารถที่จะจัดหาความเข้าใจอย่างถ่องแท้ให้กับประเด็นปัญหาต่างๆข้างต้น ดังนั้น พวกมันจึงควรสามารถที่จะจัดหาเครื่องมือต่างๆในทางทฤษฎีบางอย่าง ซึ่งสามารถที่จะได้รับการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างคำอธิบายในทางทฤษฎีอันหนึ่งเกี่ยวกับงานความรู้ได้

มันเป็นขนบจารีตที่เข้มแข็งไปแล้วภายใน KM เกี่ยวกับการประยุกตใช้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่างๆจากปรัชญาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานต่างๆของ Kuhn(1970) และ Popper (1959, 1972) ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมากที่สุดต่อบรรดานักทฤษฎี KM จำนวนหนึ่ง. แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องกระบวนทัศน์(paradigm) โลกทัศน์อันหนึ่งโดยเฉพาะ ได้แสดงบทบาทที่สำคัญยิ่งในความเข้าใจที่ว่า ทำไมชุมชนหนึ่งของบรรดานักคิดทั้งหลาย -หรือคนงานความรู้(knowledge worker)- จึงต้องการแบ่งปันความเชื่อพื้นฐานบางอย่าง เพื่อที่จะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ไอเดียต่างๆของ Kuhn เกี่ยวกับ การไม่มีมาตรฐานร่วมกัน(incommensurability - ไม่สามารถตัดสินหรือวัดได้โดยมาตรฐานเดียวกัน) กลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อบรรดานักทฤษฎี KM เป็นจำนวนมาก. ความเข้าใจที่ลึกซึ้งของ Popper ในพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ยังช่วยทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง KM ให้สมบูรณ์มากขึ้นด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม KM ได้ให้ความสนใจน้อยมากต่อพัฒนาการเมื่อไม่นานมานี้ ในเรื่องปรัชญาวิทยาศาสตร์ ซึ่งยึดถือวิธีการศึกษาที่แตกต่างไปมากทีเดียว ในเรื่องของการสำรวจค้นคว้าต่างๆ. แนวโน้มทางด้านปรัชญาวิทยาศาสตร์ไม่กี่ปีมานี้ได้เปลี่ยนแปลงจาก การพยายามพัฒนาคำอธิบายทั่วๆไปอันหนึ่งเกี่ยวกับว่า วิทยาศาสตร์คืออะไร (เช่นดังหลักฐานที่ปรากฎอยู่ในงานของ Popper และ Kuhn) ไปสู่การมองเข้าไปที่รายละเอียดอันประณีตของวิทยาศาสตร์อย่างใกล้มากๆ

รายละเอียดต่างๆอันประณีตเหล่านี้เกี่ยวโยงกับวิธีการที่สลับซับซ้อน ซึ่งบรรดานักทฤษฎีวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้พัฒนาขึ้นมา ในเทอมต่างๆที่เกี่ยวกับว่า ผลงานวิทยาศาสตร์, เหตุผล, การทดลอง, การทำงานร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ เป็นอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ Cartwright (1989a, 1989b) จึงเน้นถึงความสำคัญของสมรรถภาพเกี่ยวกับมูลเหตุในทางวิทยาศาสตร์ และ Dupre(1993) ได้สำรวจถึงความเกี่ยวพันทางด้านเมตตาฟิสิกส์(อภิปรัชญา)ของการแตกแยกเกี่ยวกับทัศนียภาพต่างๆ ซึ่งมีร่วมกันที่ข้ามขบวนแถวต่างๆของวิทยาศาสตร์

ผลงานในเชิงรายละเอียดของ Galison (1996, 1997) ได้มองไปที่บทบาททางด้านพลวัตของสังคมและการเมืองในชีวิตทางทฤษฎีของบรรดานักนิวเคลียรพิสิกส์. Hacking (1999) ก็ได้ทำการสำรวจประเด็นปัญหาต่างๆเหล่านี้ด้วยในรายละเอียดบางประการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การประกอบสร้างทางสังคมเกี่ยวกับโลก มิได้นำมาซึ่งการสูญเสียความเชื่อมโยงกับอุดมคติต่างๆในทางญานวิทยาแบบจารีต อย่างเช่น ความถูกต้องและความจริง

ท้ายที่สุด Kitcher (1993) ได้พัฒนาแบบจำลองที่สลับซับซ้อนอันหนึ่ง เกี่ยวกับเหตุผลทางด้านวิทยาศาสตร์ในสภาพแวดล้อมร่วมกัน ที่ซึ่งปัจจัยๆทั้งหลายในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยที่ต่างกัน ในการสร้างภาพรายละเอียดเกี่ยวกับผลผลิตทางความรู้ในบริบทของกลุ่ม

วิธีการศึกษาอันนี้ค่อนข้างที่จะตรงข้ามอย่างแหลมคม กับวิธีการศึกษาในเรื่องการจัดการความรู้. ปัจจุบัน ผลงานจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่อง KM ได้รับข้อมูลและอิทธิพลจากการศึกษาต่างๆทางด้านปรัชญาและสังคมวิทยาวิทยาศาสตร์ อย่างเช่น ผลงานที่เขียนโดย Latour และ Woolgar (1986) และ Charlesworth et al. เหล่านั้น (1989)

อย่างไรก็ตาม ขณะที่สิ่งเหล่านี้เป็นคำอธิบายที่ดีเยี่ยมเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆของงานทางความรู้ที่ทำร่วมกัน แต่พวกมันก็ได้รับการวางพื้นฐานอยู่บนปัญหาทางด้านอภิปรัชญาเกี่ยวกับลัทธิประกอบสร้างทางสังคม(social constructivism) ซึ่งล้มเหลวที่จะธำรงรักษาความเชื่อมโยงระหว่างความรู้และความจริงเอาไว้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเอาใจใส่ของข้าพเจ้าคือว่า วิธีการศึกษาต่างๆเหล่านี้มันนำเสนอรากฐานอภิปรัชญาที่อ่อนแออันหนึ่งให้กับการวิจัย และไม่ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนเพียงพอเกี