พยัญชนะในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑  ของพ่อขุนรามคำแหงมีจำนวน ๓๙ ตัว  เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับพยัญชนะดั้งเดินของไทย (Pro-Tai) ที่ฟัง กวย ลี  สืบสร้างไว้  พบว่ามีพยัญชนะจำนวนหนึ่งในศิลาจารึกที่ไม่ปรากฏในเสียงพยัญชนะไทดั้งเดิม  จำนวน ๙ ตัว คือ ฆ  ฎ  ฏ  ฐ  ณ  ธ  ภ  ศ  ษ  ดังนั้นแสดงว่าพยัญชนะดังกล่าวจึงน่าจะไม่ใช่พยัญชนะดั้งเดิมของไทยแน่

                ตำราไวยากรณ์ไทยแนวประเพณี ของพระยาอุปกิตศิลปสาร  แบ่งรูปพยัญชนะไทยออกตามวิธีใช้ เป็น ๓ พวก  คือ  พยัญชนะกลาง  พยัญชนะเดิม  และพยัญชนะเติม  โดยให้คำจำกัดความพยัญชนะเดิมว่า  “เป็นพยัญชนะที่ติดมาจากเดิม”  มีที่ใช้แต่คำที่มาจากภาษาเดิม คือ ภาษาบาลี  สันสกฤต  มีจำนวนทั้งหมด ๑๓  ตัว คือ  ฆ  ฌ  ญ  ฎ  ฏ  ฐ  ฑ  ฬ   ธ  ภ  ศ  ษ  ฬ    ถ้าเรายึดตามเกณฑ์ของพระยาอุปกิตศิลปสารนี้  ตัว  ญ  น่าจะไม่ใช่พยัญชนะเดิม  เพราะใช้แทนเสียงไทยที่มีอยู่แล้วในคำไทย  ดังที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑  ในคำว่า  ญงง   ญีน  อีกประการหนึ่งก็คือเสียง  /n/  เสียง  “เสียง ญ”  นี้ก็ปรากฏในภาษาไทยดังเดิม (Proto-Tai)  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ตัว  ญ  น่าจะจัดให้เป็นพยัญชนะกลางมากว่า  เพราะเป็นเสียงที่มีใช้ตรงกันทั้งภาษาไทย  บาลี  และสันสกฤต  เมื่อพระยาอุปกิตศิลปสารท่านกล่าวไว้ในไวยากรณ์ไทยว่า  พยัญชนะเดิมใช้เขียนเฉพาะคำจากภาษาบาลี สันสกฤตเท่านั้นทำให้สงสัยว่ากฎเกณฑ์นี้ตรงกับความเป็นจริงหรือไม่  จึงได้ทำการศึกษาคำในศิลาจารึกที่ประกอบด้วยพยัญชนะเดิมเหล่านั้น  สำหรับพยัญชนะ   ฌ ฑ ฒ ฬ  ซึ่งไม่ปรากฏในศิลาจารึก  ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษาครั้ง  ผลของการศึกษาทำให้สามารถแยกพยัญชนะเดิมออกได้เป็นหมวดหมู่คือ  พยัญชนะเดิมออกได้เป็นหมวดหมู่คือ  พยัญชนะเดิมที่ใช้เขียนคำที่ไม่ใช่บาลีสันสกฤต

๑.  พยัญชนะเดิมที่ใช้เขียนคำบาลี สันสกฤต
           “ฆ”  ในคำว่า  สงงฆราช  (ด้านที่  ๒  บรรทัดที่  ๒๙)

           “ฐ”  ในคำว่า  พระอฏฐารศ  (ด้านที่ ๒  บรรทัดที่  ๒๔,๓๒)  คำทั้ง  ๒ คำดังกล่าวปัจจุบันยังคงใช้อยู่และมีความหมายเหมือนกัน  แต่เปลี่ยนอักขรวิธีเป็น  สังฆราช  พระอัฏฐารศสันนิษฐานว่าเป็นภาษาบาลีเพราะ  ตัวสะกดและตัวตามเป็นพยัญชนะในวรรคเดียวกัน

           “ธ”  ในคำว่า  ธรมม  (ด้านที่  ๓  บรรทัดที่  ๑๕, ๑๖)  คำนี้ปัจจุบันก็ยังคงใช้เช่นกันโดยเปลี่ยนอักขรวิธีเป็น  ธรรม  เป็นคำสันสกฤต เพราะมีการใช้  ร  หัน

           “ศ”  ในคำว่า  ศริสชชนาไล  (ด้านที่ ๑ บรรทัดที่  ๑๑,๑๗)  คำนี้เป็นคำนามหมายถึงชื่อเมือง  ปัจจุบันเขียนเป็น  ศรีสัชนาลัย  ที่น่าสังเกต  คำนี้ศิลาจารึกหลักที่ ๑ เขียนได้ ๒  แบบ  คือใช้  ค  หรือ  ษ  เป็นพยัญชนะต้น  เช่น  ษรีสชชนาลัย  (ด้านที่ ๔ บรรทัดที่  ๖)  นอกจากนี้ลักษณะดังกล่าวยังพบในคำ  ษรีอีนทราทีตย  (ด้านที่  ๔ บรรทัดที่  ๗  ซึ่งบางครั้งใช้  ส เป็นพยัญชนะต้น  เช่น  สรีอีนทราทีตย  (ด้านที่  ๑ บรรทัดที่ ๑ )  สาเหตุเพราะพ่อขุนรามคำแหทรงยืมมาจากบาลีสันสกฤตเพื่อให้มีอักษรครบไว้เขียนภาษาบาลีสันสกฤต  เดิมที่อักษร  ศ  ษ  และ  ส  เป็นคนละหน่วยเสียงกัน  ในกรณีที่ไทยเรายืมมาเราไม่มีเสียงเหล่านี้ในภาษาไทย  เรามีแต่เสียง  ส /S/  ในการยืมภาษาอื่นมาเราจึงได้ดัดแปลงให้เข้ากับเสียงของเรา  ต่อมาจึงได้รวมอักษร  ศ  ษ  และ ส  เข้าเป็นหน่วยเสียงเดียวกัน  คือ  /S/  อีกประการหนึ่ง  เสียงพยัญชนะทั้ง ๓ ตัวนั้น  ออกเสียงคล้ายคลึงกันมากในภาษาสันสกฤต เช่นหน่วยเสียง /ศ/ มีฐานที่เพดานแข็ง  ส่วน /ษ/  มีฐานที่ปุ่มเหงือก  อย่างไรก็ตามหน่วยเสียงทั้งสามก็เป็นเสียงเสียดแทรกเหมือนกัน  ทำให้เราออกเสียงสับสนไปบ้าง  โดยไม่ได้ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป  ดังนั้นจึงไม่เป็นการแปลกอะไรที่ในสมัยสุโขทัยซึ่งคำบางคำจะปรากฏใช้ทั้ง  ศ  หรือ  ษ  เพราะเราออกเสียงเหมือนกัน  และไม่ได้ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป  คำนี้สันนิษฐานว่าเป็นคำภาษาสันสกฤต  เพราะเป็นคำควบกล้ำ (ศรี)

           “ษ”    ษุกโขทัย (ด้านที่ ๑  บรรทัดที่ ๑๘)  คำนี้บางแห่งก็ใช้พยัญชนะ  ส  เป็นพยัญชนะต้น  คือ    สุกโขทัย (ด้านที่ ๒  บรรทัดที่ ๒,  ๖, ๑๐)  เป็นลักษณะเช่นเดียวกับคำว่า  ศรีสชชนาไล
           “ษ”    พรนษา (ด้านที่ ๒  บรรทัดที่ ๑๓)  ใช้เป็นคำนาม  แปลว่า  ฤดูฝน  ปัจจุบันเขียน พรรษา  ใช้  รร  เป็นตัวสะกดแทน  น  แต่ยังคงออกเสียงเหมือนเดิม  สันนิษฐานว่าเป็นคำภาษาบาลี  สันสกฤต  เพราะสังเกตจากลักษณะการเขียน ใช้ภาษาเขียนโดยมีรากศัพท์เป็นภาษาสันสกฤต  จากคำว่า  วรษ  เมื่อไทยเราเอามาใช้จึงแผลง  ว  เป็น  พ  และออกเสียงให้เป็นสระ       
          
“ษ”   ษิลาบาตรร (ด้านที่ ๓  บรรทัดที่ ๗)  เป็นคำนาม  มีความหมายว่า  ภาชนะที่ทำด้วยหิน  ปัจจุบันเขียนใหม่โดยเปลี่ยนพยัญชนะ  ษ  เป็น  ศ  แล้วแผลงสระเสียงยาว   อี   เป็นสระเสียงสั้น  อิ  จ่าจะเป็นคำภาษาสันสกฤต  เพราะ  “ษิสา”  หน่วยเสียง  /s/  มีใช้ในภาษาสันสกฤต  และ  “บาตร”  มีพยัญชนะสะกด หรือตัวตามเป็นพยัญชนะควบ

๒.  พยัญชนะเดิมที่ใช้เขียนคำที่ไม่ใช่บาลีสันสกฤต

           “ณ”    ณึ่ง (ด้านที่ ๒   บรรทัดที่  ๑๕, ๓๑, ๓๒)   เช่นประโยค  “เมื่อออกพรรษากรานกฐินเดือนณึ่งจึ่งแล้ว”   คำนี้ไม่น่าจะเป็นคำไทยเพราะทั้ง ๆ ที่ในศิลาจารึกหลักที่ ๑  มีพยัญชนะ  “น”  ใช้อยู่แล้ว  แต่กลับไปใช้  “ณ”  จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า   ณึ่ง  คงออกเสียงไม่เหมือนกับ  “นึ่ง”  แน่นอน  และในภาษาไทยไม่ปรากฏว่ามีคำใดที่มีการกลายเสียงที่เป็นระบบจาก   ณ  เห็น  หน (Sound   Correspondence)   อาจเป็นไปได้ว่า  คำว่า  ณึ่ง   เป็นคำที่เรายืมมาจากภาษาถิ่นอื่น  ซึ่งมีเสียงที่เปลี่ยนหรือแตกต่างไปจากเรา  กล่าวได้ว่ามีความหมายเหมือนกัน  แต่เสียงต่างกัน  หรือเป็นคำยืมมาจากภาษาที่ไม่สีมพันธ์กับภาษาไทยของเราเพราะก่อนที่เราจะยืมมา   คำนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงเสียงไปในระบบของเรา
           “ฏ”    ฏ๋งง (ด้านที่ ๓   บรรทัดที่ ๑๒)   ในประโยค  “ขดารหินฏ๋งงหว่างกลางไม้ตาล”  คำนี้ในศิลาจารึกใช้ตัวอักษรสับสนมาก  เพราะพบคำว่า  ต๋งง  ในด้านที่  ๔  บรรทัดที่  ๗  แสดงว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษร  ฎ  ขึ้นมาทั้งที่ไม่มีเสียงในภาษาไทย  เพราะถ้ามีเสียงในภาษาไทยก็คงไม่ใช้สับสนอย่างนี้   คำนี้คงไม่ใช่คำไทยแน่นอนเพราะเป็นคำไทยก็น่าจะใช้พยัญชนะ  ต  เป็นพยัญชนะต้นเพียงตัวเดียว  จึงไม่ทราบที่มาว่ามาจากภาษาอะไร

           “ฏ”   แฏ่ง  (ด้านที่ ๓  บรรทัดที่ ๑๒)   เช่น  “วันเดือนดับเดือนเต็มท่านแฏ่งช้างเผือกกระพัดลยาง”  คำนี้ก็ไม่ใช่คำใหนแน่ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าเป็นคำไทยต้องใช้  ต  เป็นพยัญชนะต้นปัจจุบันคำนี้ใช้พยัญชนะต้น  ต เทน  เป็นแต่ง  ใช้เป็นคำกิริยา  แปลว่า  การตกแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้นสาเหตุที่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้  ต  เพราะว่าเรายืม  ฏ  จากภาษาอื่นซึ่งเราไม่มีเสียงใช้  เรายืมแต่รูปเอามา  พอนานเข้าตัวอักษรก็ไม่ได้ใช้จึงมีการเปลี่ยนรูปเขีวยนให้ตรงกับอักขรวิธีของเรา

           “ศ”  ศี  (ด้านที่  ๒  บรรทัดที่  ๘, ๒๑  )  “สุโขทัยนี้ปลูกไม้ตาลได้สิบศี่เข้า  จึงให้ช่างฟัน”  ใช้เป็นคำบอกจำนวนนับ  คือจำนวนสี่

                 ใศ่  (ด้านที่  ๔  บรรทัดที่  ๑๐ -๑๑  พ่อขุนรามคำแหงใคร่ใจในใจแลใศ่ลายสือไทยนี้”  ใช้เป็นคำกิริยาแปลว่าใสหรือ  บรรจุ

                  ศู่   (ด้านที่  ๒ (บรรทัดที่  ๘ ,๒๑ )  คนใดขี่ช้างมาหา  พาเมืองมาศู่”  ใช้เป็นคำกริยาแปลว่าให้

                  คำ ศี่  ใศ่ และศู่ ทั้ง  ๓  คำนี้ ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้พยัญชนะ  ส  แทน  ศ  สันนิษฐานว่าไม่ใช่คำไทย  คงจะยืมมาจากภาษาถิ่นอื่น  เพราะถ้าเป็นคำไทยต้องใช้พยัญชนะ  ส  เป็นพยัญชนะต้นสาเหตุที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็น  ส  เพราะในการยืมคำจากภาษาถิ่นอื่นเรายังไม่คุ้นชินกับคำที่เรายืมมานั้น  เราจึงเขียนกันตามความพอใจ  หรือปรับเข้ากับอักขรวิธีของเรา

                หลังจากศึกษาคำเหล่านี้  ทราบว่าพยัญชนะทั้ง  ๙  ตัวนี้  มิได้ใช้เขียนเฉพาะคำภาษาบาลีสันสกฤตเท่านั้น  แต่ยังใช้เขียนคำยืมจากภาษาอื่นที่ไม่ทราบที่มาอีกด้วย

                ดังนั้นเมื่อจะกล่าวถึงพยัญชนะเดิม  น่าจะอธิบายได้ว่าประดิษฐ์ขึ้นจากการดัดแปลงอักษรที่มีอยู่แล้วในภาษาอื่น  นำมาใช้เขียนคำบาลี-สันสกฤต  บางกรณีอาจจะใช้เขียนคำยืมจากภาษาอื่นได้สำหรับในศิลาจากรึกนั้นปรากฏว่าใช้พยัญชนะเดิมเขียนคำยืมหลายคำ  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสมัยนั้นเรามีความจำเป็นต้องยืมคำภาษาบาลี- สัสสกฤตเข้ามาใช้มาก  และในการยืมคำเข้ามาใช้นั้นเราไม่สามารถจะออกเรียงให้ตรงกับเสียงคำที่เรายืมมาจากต้นตอได้ทั้งหมด  เนื่องจากระบบเสียงของแต่สะภาษาย่อมเหมือนกันทั้งหมดไม่ได้  ดังนั้นเราจึงนำคำยืมเข้ามาแล้วปรับเปลี่ยนให้เข้ากับอักขรวิธีของเรา  เมื่อเข้ามาอยู่ในภาษาไทยเป็นระยะเวลานาน  ผู้รับหรือเราเองอาจเขียนตามความพอใจ  ตามความเข้าใจจึงคิดว่าสิ่งหรือคำที่เขียนไปนั้นถูกต้อง

                สำหรับคำบางคำในสมัยสุโขทัยที่อาจใช้พยัญชนะหลายตัวเขียนแทนกันเช่น  ส ษ ศ  ปัจจุบันได้เปลี่ยนมรใช้พยัญชนะเพียงตัวเดียวแล้ว  สาเหตุเพราะเสียงเหล่านี้มีความใกล้เคียงกันมากซึ่งดั้งเดิมทีเดียวเสียงนี้ไม่ได้เป็นเสียงที่ซ้ำกัน  แต่เมื่อเรายืมเข้ามาการออกเสียงของเราเลือนไป  เสียงที่ใกล้เคียงกันก็กลายเป็นเสียงที่เหมือนกัน  เช่นเราอ่าน  ษรี  กับ  ศรี ออกเสียงเหมือนกัน  พอเปลี่ยนมาเป็นเสียงเหมือนกันแล้ว  มีผลทำให้พยัญชนะต้องเปลี่ยนไปด้วย  คือเป็นจาก  ษ  เป็น  ศ  เพราะคิดว่าเป็นเสียงเดียวกัน  น่าจะใช้อักษรตัวเดียว

เอกสารอ้างอิง

กำชัย  ทองหล่อ  ๒๕๓๓.  หลักภาษาไทย.  พิมพ์ครั้งที่  ๘.  กรุงเทพฯ : บำรุงสาส์นการพิมพ์ เทพ  สุนทรคารทูล.  มบป.  วิจัยข้อเท็จจริง  เรื่องศิลาจารึกอักษรไทยของพ่อขุนรามคำแหง. กรุงเทพฯ:  จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย. อิงอร  สุพันธ์วณิช.  ๒๕๒๗. วิวัฒนาการอักษรและอักขรวิธีไทย.  กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย