หลังจากที่ผ่านการทดสอบในเวทีแกนนำของชุมชนไปแล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมาซึ่งจากการจัดทำเวทีประชุมในครั้งนั้น แกนนำได้รับมอบหมายงายไปหนึ่งเรื่อง คือให้ลองเขียนคุตบะห์ด้วยระบบเขียนที่พัฒนาขึ้น และวันนี้หลังละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดแกนนำท่านหนึ่งคุยกับผมว่า ตอนนี้เริ่มเขียนแล้วแต่เขียนได้ช้าหน่อยเพราะจำสระไม่ค่อยจะได้ ท่านตั้งใจว่าจะเขียนให้ได้เป็นเล่มเลยครับน่ายินดีจริง
<p>ส่วนวันนี้เป็นรอบของการทดลองกับกลุ่มเยาวชนครับ นัดไว้ตั้งแต่สองสัปดาห์ก่อนครับจริงๆ เป้าต้องการสักสิบห้าคนครับ แต่มาได้เพียงสิบคนเริ่มกิจกรรมกันตอนเก้าโมงสามสิบครับ ณ ห้องประชุมเล็ก คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์งานนี้ทีมนักวิจัยหายครับ ผมเลยเริ่มคนเดียวไปได้เกือบชั่วโมง อ.ฮาเระอีกหนึ่งนักวิจัยในทีมก็มาถึง</p>
<p>กิจกรรมวันนี้เริ่มด้วยการนำเสนอแนวคิดของโครงการวิจัยครับเพราะผู้เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ยังไม่เคยรู้จักกับโครงการนี้จากนั้นก็เริ่มนำเสนอระบบเขียนครับอธิบายกันตั้งแต่ตัวอักษรยาวีสำหรับภาษามลายูปาตานี แล้วต่อไปที่สระที่ใช้ครับใช้เวลาไปประมาณสี่สิบห้านาที ทุกคนก็เข้าใจจึงเริ่มทดสอบด้วยการเขียนชื่ออวัยวะในร่างกายทั้งหมดครับ ต้องยอมรับครับว่าเยาวชนเรียนรู้ได้เร็วกว่ากลุ่มแกนนำชุมชนจริงๆ</p>
จากนั้นนำผลการเขียนของแกนนำชุมชนมานำเสนอให้กลุ่มเยาวชนดูซึ่งมีบางคำที่ทั้งสองกลุ่มออกเสียงต่างกันครับ (อันนี้หมู่บ้านเดียวกันนะครับคนสองวัยออกเสียงไม่เหมือนกันแล้ว)<p>จากนั้นผมก็เลือกคำศัพท์ในกลุ่มของสีและผลไม้มาให้ทดสอบกันแล้วก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่า แต่ละคนเดียวแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ผลปรากฏว่าไม่เพียงไม่กี่คำเท่านั้นที่เขียนไม่เหมือนกัน</p>
และในรอบสุดท้าย อ.ฮาเระ ลองให้เขียนเป็นประโยคครับ โดย อ.ฮาเราะเป็นผู้พูดแล้วให้เยาวชนจดบันทึกตาม ผลปรากฏว่าส่วนใหญ่เขียนถูกต้องตามกฏการเรียนที่ทางทีมวิจัยได้ออกแบบไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบมีความเสถียรแล้วครับคำถามสุดท้ายที่นำเสนอให้กับเยาวชนกลุ่มนี้คือท่านคิดว่าจะนำระบบนี้ไปใช้ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชุมชนได้อย่างไรปรากฏมีข้อเสนอที่ที่ประชุมเห็นชอบหนึ่งข้อครับ คือ รวบรวมและบันทึกเรื่องเล่านิทานของชุมชนด้วยระบบเขียนนี้ ซึ่งที่ประชุมสรุปว่าในอีกสองสัปดาห์ทุกคนจะมาเล่านิทานด้วยภาษามลายูปาตานี พร้อมๆกับบันทึกที่เป็นภาษามลายูปาตานีอย่างแท้จริง <p> </p>
السلام عليكم
สวัสดีครับ อาจารย์ อียฺ รู้สึกว่าเราไม่ได้เจอทางนี้นาน
วันนี้ได้อ่านบันทึกนี้เลยอยากเล่าประสบการณ์ระหว่างการเรียนการสอนในวิชาจิตวิทยา
การดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้น บางครั้งอะไรที่เราทำไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็จะเกิดความตึงเครียดหรือความคับข้องใจ แล้วพยายามหาทางออกเพื่อไม่ให้ตัวเองเกิดความเครียด ที่เรียกว่าเกิด กลไกป้องกันตนเอง (Defense Machanism ) และมีกลไกหนึ่งมีนิทานที่ชาวบ้านเล่ามาแต่อดีต(ปัจจุบันเกือบหายแล้ว) เป็นลักษณะป้องกันตนเองเหมือนกัน
ในวันเปิดอาคารหอพักวันก่อนผมก็ได้ยกตัวอย่างให้ท่านกำนันเขาตูม ท่านก็ต่อได้เลย และท่านก็จบตามที่ผมอยากได้
ผมจะลองเล่าเท่าที่ผมจำได้นะครับ (ด้วยภาษาปาตานีเขียนด้วยหนังสือไทย)
เมาะบางา เมาะบางา วะปอมุงมูโฆง อีแกเตาะตีโม
อีกแก อีแก วะปอ เตาะตีโม อุปุปาแญ
อุปุ อุปุ วะปอ มุงปาแญ ลือมูเตาะมาแก
ลือมู ลือมู วะปอ เตาะมาแก อูปุ ตูแวตามะกู...
(อาจารย์ คงต่อเองได้ และเขียนเป็นภาษาที่อาจารย์วิจัยมาให้อ่านด้วยครับ)
ตัวอย่างข้างบนก็พอที่จะแปลได้ดังนี้
นกยาง โอ้นกยาง ทำไมเจ้าซึมเศร้า ปลาไม่โผล่
ปลา โอ้ปลา ทำไมเจ้าไม่โผล่ หญ้ามันยาว
หญ้า โอ้หญ้า ทำไมเจ้ายาว วัวไม่กิน
วัว โอ้วัว ทำไมไม่กินหญ้า เจ้าของผูกฉันไว้....
.....
เห็นไม่ครับ... ไม่มีครับผิด คนอื่นผิดตลอด แบบนี้เรียกว่า การซัดโทษ (projection)
รวบรวมมาเยอะนะครับ อาจารย์ผมอยากศึกษาบทเรียนจากนิทานหรือเรื่องเล่าเหล่านั้น โดยเฉพาะในแนวของจิตวิทยา
อ๋อ ว่างๆ..อาจารย์แวะดูเวบที่ผมเปิดสำหรับ นศ.ป.บัณฑิต มีอะไรจะเพิ่มเติมบอกได้หรือจะโพสเองก็ได้ครับ www.muallim.igetweb.com
ขอบคุณครับอาจารย์