การเขียนโลกใบใหม่ เร่ิมจากการเปลี่ยนโลกใบเก่า
ตามธรรมเนียมฝรั่ง พอปีใหม่ เขาจะถามไถ่กันว่า "เอ้า ปีนี้อะไรเป็น New Year Resolution ของแก/เธอ/หนู/คุณ?" ความหมายโดยนัยมักจะเป็นทำนอง เราจะละท้ิง แก้ไข ซ่อมแซม อุปนิสัยแย่ๆ ไม่ดี ของเราอะไรบ้าง อาทิ ปีนี้แหละชั้นจะเลิกบุหรี่ เลิกเหล้่า เลิกเล่นการพนัน หรืออาจจะตั้งความทะเยอทะยานอะไร เพื่อให้บรรลุ อาทิ ชั้นจะลดน้ำหนักให้ได้ 20 กิโลกรัม ฉันจะฝึกวิ่งร้อยเมตรให้ได้ใน 8 วินาที กิจกรรมที่เลือกทำ มักจะเป็นอะไรที่ไม่ใช่เรา (คนเดิม) แต่จะเป็นเรา (ในอุดมคติ) ที่มีค่า มีความหมายเป็นพิเศษ และยิ่งการประกาศแก่คนอื่น มีประจักษ์พยาน ยิ่งทำให้เกิดแรงผลักดันจากภายนอกเพิ่มมากขึ้น เป็นกำลังใจมากขึ้น และควรจะเป็นกิจกรรมที่ต้องการพลังใจ พลังกาย การทุ่มเท อาจจะมีการเสียสละ หรืออะไรที่ต้องยากหน่อย ถึงจะสมศักดิ์ศรีเป็น New Year Resolution ไม่ใช่ประกาศว่า "ปีหน้า ฉันจะยิ้มให้ได้ 30 ครั้งต่อเดือน" (ยกเว้นคุณเคยทำสถิติว่าปกติ คุณเป็นคนยิ้มปีละครั้ง อะไรทำนองนั้น) มันจะง่ายไปหน่อย
ถ้าเราพิจารณาให้ดี การที่เราพยายาม หรืออยากจะทำอะไรที่สำคัญๆในอนาคตนั้น มันมีผลกระทบมาจากการรับรู้ของเราในปัจจุบัน และคำอธิบายอะไรๆของเราในอดีตไม่น้อยทีเดียว เช่น การประกาศลดน้ำหนัก ก็มักจะมีที่มาจากการที่เราชอบกินเป็นชีวิตจิตใจมาตลอดชีวิต และขณะนี้ต้องเดินไปชั่งน้ำหนักตามสถานีรถไฟอย่างกระมิดกระเมี้ยน (เท่าที่ขนาดของร่างกายจะอนุญาตให่้กระมิดกระเมี้ยนได้) หรือการประกาศจะเลิกบุหรี่ เกือบร้อยทั้งร้อยก็จะเป็นสิงห์อมควันเก่าเล่ายี่ห้อ มานานนับสิบปี เป็นต้น และการจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ นอกเหนือจากความมุ่งมั่น เจตน์จำนงแล้ว การทีีเรา "ให้ความหมายว่าเราเป็นใคร เป็นคนอย่างไรมา" นั้น ก็มีส่วน มีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และบางครั้ง บางกรณี เราอาจจะต้องเริ่ม mission ของเราด้วยการไป "ให้ความหมายใหม่แก่อดีต" ก่อนเสียด้วยซ้ำไป
ขอขยายความ โดยการยกตัวอย่าง และวิเคราะห์ไป สังเคราะห์ไปนะครับ
ในยุคปัจจุบัน วิธีการสื่อสารเรียนรู้แบบหนึ่งกลับมาฮิตติดอันดับอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ "เรื่องเล่า เร้าพลัง" บางคนอาจจะไม่เคยทราบว่า "เอ... มันเคยฮิตมาก่อนด้วยเหรอ" ซึ่งจริงๆแล้ว ใช่ครับ เพราะสมัยอดีต ที่เรายังไม่ถูกอิทธิพลของ categorization, definition, classification หรือการถูกกำหนด ให้เกณฑ์ วางเกณฑ์ กำหนดบทบาท จำแนกแยกแยะกันมากมายขนาดนี้ สังคมเกิดขึ้นเพราะการนั่งคุย ถกกัน โต้แย้งกัน อย่าง casual อย่างเป็นกันเอง ไม่มีพิธีรีตองอะไร เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการอภิปรายก็คือ "เรื่องเล่า" นี้เอง
ทำไมเราจึงถูก "เร้าพลัง"?
เพราะคารมคนเล่า? เพราะเรื่องของเขามันน่าสงสารจังเลย? เพราะมันสนุก? เพราะตื่นเต้น? เพราะลักษณะท่าทีคนเล่า? ฯลฯ
หรือเพราะ "เราเอง"? เพราะ "ปัจจัยภายในของเราเอง" ได้ไหม?
เราอาจจะพอสังเกตเห็นได้ว่า เรื่องเล่าแต่ละเรื่อง มีผลกระทบต่อแต่ละคน และต่อคนๆเดียวแต่คนละเวลา ไม่เท่ากัน บางคนก็ซึ้งสุดๆ น้ำหูน้ำตาน้ำลายสารคัดหลั่งต่างๆไหลพรั่งพรูออกมาจากทวารที่มี ในขณะเดียวกันบางคนก็หน้าเช้ยเฉย ไม่รู้สึกรู้สา บางคนนั่งกรน อ้าปากหาวเห็นลิ้่นไก่กระด๊อกกระแด๊ก ยกนาฬิกาขึ้นมาดูแล้วดูอีกว่าเข็มมันเดินรึเปล่า ทำไม session มันถึงไม่จบเสียที
อะไรที่ทำให้ความ "เป็นสากล" ของคารม ความสนุกสนาน น่าประทับใจ ของเรื่องเดียวกันนั้น เปลี่ยนแปลงไป?
ก็คือ "คนฟัง" นั้นเอง
เพราะคนฟังมี "อดีต" หรือมี "สัญญา" ที่แตกต่างกัน น้อยคนจะมีวิถีชีวิต ประสบการณ์เหมือนกันเป๊ะๆ จะแตกต่างกันออกไปได้เยอะ แม้กระทั่่งแฝดเหมือนที่ทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกอย่าง แต่ประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันก็ทำให้รับรู้ไม่เหมือนกัน มิใยที่พ่อแม่จะพยายามแค่ไหน ที่จะแต่งตัวให้ฝาแฝดเหมือนกันตลอดเวลา โตมา ก็แตกต่างกันไปไม่มากก็น้อยเสมอ
เรื่องบางเรื่องที่สามารถบันดาลใจ เร้าใจ คนจำนวนมาก ก็เพราะ เรื่องนั้นมีประเด็นที่คนจำนวนมากมีประสบการณ์ตรงเก่าของตนเอง สามารถนำมา match เปรียบเทียบ คล้อยตาม บริบทที่คนเล่าๆให้ฟัง เหมือนกับ replay ภาพยนต์เรื่องเก่า แต่ในมุมมองใหม่ เกิดมิติใหม่ในการอธิบายเหตุการณ์เก่าๆ เราก็จะเกิดอารมณ์ที่พรั่งพรู เร้าใจ ตื้นตัน ออกมาได้อย่างมากมาย เรื่องเล่าที่ไปโดน "ปุ่มไว หรือปุ่มอ่อนไหว" ของคนจำนวนมาก เช่น "ความรักระหว่างแม่กับลูก" หรือ "ความรักชาติ patriot" หรือ "ความดี ความงาม ศาสนา" ก็จะมีคนที่ match ความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ได้ไม่ยาก
โดยเฉพาะเรื่องเล่าที่เน้นด้าน "bonding" หรือ "ความสัมพันธ์"
ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอย่างใด ที่เราอ่านหนังสือบางเล่ม ที่ว่าด้วยทฤษฎีใหม่ๆ เราอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยตลอดทั้งชีวิต แต่ก็เกิดเป็นแรงบันดาลใจมากมาย จนกระทั่งเราอยากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทั้งนี้ เรื่องที่เล่ามานั้น มีช่องที่ไป "กระทบ" ประสบการณ์เก่าในอดีตอย่างทรงพลังของเรานั้นเอง ในงานประชุมของสาธารณสุข เรืีองเล่าที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย เกี่ยวกับ bonding ระหว่างคนไข้บางคนกับหมอ กับพยาบาล จึงเรียกน้ำตา เรียกอารมณ์ คนฟัง ที่เป็นคนให้บริการ หรือรับบริการสุขภาพได้อย่างมาก เพราะเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นทุกวี่ ทุกวัน day-in day-out เพียงแต่พวกเราบางครั้งใช้ชีวิตเร่งด่วน เหมือนนั่งรถไฟชิงกังเซ็น วิ่งด้วยความเร็ว 200-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชีวิตรอบข้างผ่านไปเหมือนเงาทิวทัศน์นอกหน้าต่าง คือเป็น เบลอๆ จางๆ จับไม่ได้ชัดเจน พอมีเวลามานั่งฟังเรื่องราว อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่เร่งด่วนรีบร้อน เรื่องเล่าก็สามารถเจาะทะลุเกราะแห่งความสลัวลางของเหตุการณ์ ของประสบการณ์ของเรา ทำให้เราได้มาใคร่ครวญไตร่ตรอง และกระทบต่อคุณค่าเดิมที่มนุษย์ถูก installed มาให้แต่กำเนิด นันคือ bonding การมีความสัมพันธ์ ความรักกับผู้อื่น
เรื่องเล่าจึงเปรียบเสมือนการทำให้เรามีโอกาสนั่งภาวนา เรืองราวในอดีตของเราอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง
เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว เราก็อาจจะเริ่มมองเห็นขุมทรัพย์มหาศาลที่อยู่ใต้เบื้องจมูกของเราเอง โดยไม่รู้ตัว ทำไมเราจะต้องรอเรื่องเล่าของคนอื่นมากระตุ้น มาเร้าใจตัวเราด้วยเล่า ก็ในเมื่อชีวิตของเราก็เป็นเรื่องเล่าต่อเนื่อง นับร้อย นับพัน เหมือนกัน หลักฐานจากการที่เราสามารถซาบซึ้งในเรื่องของผู้อื่นได้ นั้้นแปลว่า ถ้าเราใช้ชีวิตที่ช้าลง ใคร่ครวญไตร่ตรองกับชีวิตของเรา และของคนรอบข้างมากขึ้น เราก็จะเต็มไปด้วยเรีืองเล่าเร้่าพลังเหมือนกัน ขอเพียงเราให้เวลามาภาวนา มาคิด มาใคร่ครวญ มาลอง "ใช้ชีวิต" ของเราให้เต็มที่ พิจารณาอย่างเนิ่นนาน หรือ just live our life ดูสิ เราจะค้นพบว่าเราพลาดอะไรดีๆไปเยอะ โดยการมานั่งรอเรื่องของคนอื่นมาเป็นแรงบันดาลใจแก่ตัวเราเอง
การที่เราใช้ชีวิตเป็นรถด่วน ก็เหมือนกับการล้ิมชิมรสชีวิตแบบบะหมี่สำเร็จรูป นั่นคือ รสชาติเก่าๆ กินครั้งไหนก็เหมือนเดิม รู้แล้ว ตกอยู่ในร่องอารมณ์ อยู่ใน neuronet เดิมๆทุกวัน หากเราไม่ระวัง เราอาจจะใช้ชีวิตที่มีมุมมองเหมือนกับตัวเราตอนอายุน้อยกว่าปัจจุบันมา 20 ปีก็ได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เรามี "วุฒิภาวะ" ด้อยกว่าประสบการณ์จริงไป 20 ปี เพราะเราไม่เคยได้ใช้ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา มาทำอะไรกับ "ตัวตน" ของเราเลย เข้ากับภาษิต "แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน" จริงๆ
ก็เคยมีแพทย์ประจำบ้าน หรือแพทย์ใช้ทุน มาปรึกษา ถามว่า "อาจารย์ครับ/คะ ผม/หนูบางครั้งรู้สึกว่า จะมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวของคนไข้จังเลย ฟังเรื่องราวของเขาแล้วอยากจะร้องไห้ ไม่ทราบว่าจะแก้ไขอย่างไรดี?"
ผมตอบไปว่า "คุณ/หนู/น้อง น่าจะรู้สึกยินดี ที่เราสามารถเชื่อมโยงตัวเราเข้ากับความรู้สึกของคนไข้ได้นะครับ เพราะนั่นจะทำให้เราเข้าใจคนไข้ดียิ่งขึ้น"
เพื่อนรุ่นน้องผมคนหนึ่งเล่าให้ฟัง ตอนเขาไปอยู่ที่ดอยสะเก็ด มีลูกสาวคนโตที่นั้น อายุได้ 5 ปี ทำงานถึงตอนนั้น ก็เคยเห็นคนตาย คนเสียชีวิตมามากมาย ก็รู้จักทำใจ รู้จักการวางเฉย พอดีฟ้าก็ส่งบทเรียนลงมา ปรากฏว่าลูกสาวของน้องคนนี้ก็มีไข้ขึ้น สูงขึ้นๆ จนกระทั่งมีช่วงหนึ่งถึงกับ apnoea ไป (หยุดหายใจ) เขาพรรณนาว่า "เห็นแม่เด็กคนอื่นมองดูลูกของเธอตาย ยังไงๆก็ยังไม่เหมือนเรากำลังมองดูลูกของเราเองกำลังจะตาย" ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ก็แก้ไขได้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความรู้สึกว่า "เมื่อลูกกำลังจะตาย เราจะรู้สึกอย่างไร" นั้น ไม่เคยลืมเลือนอีกเลย และการตายก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เราทุกคนก็คงจะไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีประสบการณ์จริง ตรง ทุกกรณีไปจึงจะ "พอเข้าใจ" ส่วนหนึ่งที่เรา (แพทย์ พยาบาล) อาจจะลองทำดู ก็คือ "ยอมเปิดโอกาสให้อารมณ์ความรู้สึกของเรา ในบริบทต่างๆของคนไข้ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (อาจจะเปลี่ยนคำว่า "ยอม" เป็น "กล้่า") " ตรงนี้แหละ เราจึงจะเข้าถึง the source หรือ ที่มาแห่งวิชาชีพแพทย์ พยาบาล ว่ามันสามารถมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่่อความคิด ความรู้สึกของคนแค่ไหน และเมื่อนั้นมุมมองของงานประจำวันของเรา สิ่งที่เราทำทุกวี่ทุกวัน ก็จะกลายเป็นเรื่องเล่า เร้าพลังของเราเองไปได้อย่างที่เราอาจจะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลย
ในการที่เราจะมี New Year Resolution เราก็อาจจะเริ่มตั้งต้นจากมองอดีต มองที่มา ของตัวเราเองใหม่เสียก่อน เราจึงจะมีโลกใบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ บางครั้งอุปสรรคของการจะมีโลกใบใหม่ มันติดอยู่ที่เรา "เคย" นิยามตัวเราเองว่าอย่างไร ฉันจะเป็นหมอที่ emotionless ฉันจะเป็นหมอที่ไร้อารมณ์ ฉันจะเป็นหมอที่ไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องราวต่างๆ ฉันจะเป็น encyclopedia แพทย์เคลื่อนที่ ที่สามารถใช้ intelligence ของฉันได้ร้อยเปอร์เซนต์ตลอดเวลา ไม่มี compromized จากร่องอารมณ์ใดๆ ฯลฯ ทุกๆนิยามที่เราให้กับตัวเราในอดีต และปัจจุบัน ก็จะส่งผลต่อศักยภาพของเราในอนาคตอย่างแน่นอน
สวัสดีค่ะอาจารย์
แฟนคลับมาอีกแล้วค่ะ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน computerมันติดตัวได้ทุกที่เลยค่ะ ...ที่บ้าน ..ที่ทำงาน...ที่บ้านลูก...ไปshopping ขณะนั่งรอรถ ก็มีอีก ไปทานอาหารตามร้าน ก็มี เอารถไปcheckแอร์ ขณะรอ ก็มี ..ไปTK park/ห้องสมุดดีๆก็มี ฟรีหมด โอ้โฮ นี่มันยุค คอมพิวเตอร์จริงๆค่ะ ใครไม่มีให้ลูกค้าระหว่างรอนี่ ออกเชยมากๆๆๆ
บันทึกนี้ ยาวแต่ดีค่ะ
นึกถึงเรื่องเล่า ที่ดิฉัน เคย convinced คนมาหลายๆคน ตัวอย่าง เช่น พนักงานมาขอลาออก จะไปทำงานที่อเมริกา เป็นงาน ธรรมดาๆ ที่คนอเมริกันไม่ค่อยจะทำ เช่น งานหนัก งานเสี่ยง งานไม่สะอาดนัก ....
ดิฉันร่ายยาว เล่าว่าไปที่นั่นน่ะ เราเป็นพลเมืองชั้น2 ชั้น 3 ยังไง (ยกเว้นแพทย์นะคะ) ขณะที่โน้มน้าว ก็ใช้พลังเสียง พลังสายตา ท่าทางต่างๆประกอบ สุดท้าย โน้มน้าวสำเร็จ หรือบางทีก็โน้มน้าวคนที่กำลังหมดหวังในชีวิต ให้ลุกมาสู้ต่อ หรือคนที่มีปัญหาสารพัด
คือ ดิฉันอยากจะบอกว่า เหนื่อยค่ะ กว่าจะไปสะกิดปุ่มอ่อนไหวเขาได้ และใช้พลังขับเคลื่อนอารมณ์เขาให้คล้อยตามเรา อย่าง ยอมจำนน จนเชื่อง
แต่ ไม่ยาก ยิ่งทำบ่อยๆ ยิ่งชำนาญ สนุกดี และรู้สึกปลื้มเล็กๆ ที่เราสามารถ ช่วยคนได้ ด้วยเรื่องเล่าเร้าพลัง ของเราเอง
อาจารย์เขียนมากี่บันทึกนี่ โดนใจทั้งนั้นเลยนะคะ
ขอบคุณมากๆค่ะ
สวัสดีครับ คุณ sasinanda
บางคนสภาวะจิตกำลังขึ้้นรถไฟด่วนอยู่ครับ รับรู้เหมือนกัน แต่เบลอๆ ไม่ชัด ไม่โดน ไม่รู้สึก
เรียกว่า "ไม่ได้ใช้ชีิวิต" น่ะครับ กำลัง "โดนชีวิตใช้" อยู่
อ้อ นอกจากเรื่องเล่าเร้าพลังแล้ว ลืมเรื่องNew Year Resolution ไปค่ะ
อย่างที่คุณหมอบอกว่า......เราก็อาจจะเริ่มตั้งต้นจากมองอดีต มองที่มา ของตัวเราเองใหม่เสียก่อน เราจึงจะมีโลกใบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ ทุกๆนิยามที่เราให้กับตัวเราในอดีต และปัจจุบัน ก็จะส่งผลต่อศักยภาพของเราในอนาคตอย่างแน่นอน
ดิฉันเคยสัญญากับตัวเองมาทุกปี ว่าปีนี้ เราจะไม่ทำแบบนี้ๆ.....
เราจะต้องทำแบบนี้ๆนะ......
สำหรับคนอื่น ไม่ทราบค่ะ แต่ตัวเอง ทราบว่า การที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองได้ จนเป็นที่พอใจของตัวเอง และเป็นที่ชื่นชมของคนอื่นๆนั้น ดิฉันต้องมีแรงบันดาลใจค่ะ จึงจะทำได้ง่ายขึ้น แม้จะมีหลุดบ้างเป็นครั้งคราว
นั่นคือ อานุภาพของความรักและความเมตตาค่ะ เป็นอานุภาพที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด ที่ไม่อาจต้านทานได้เลย และนั่นคือ ความรักเมตตาที่มีต่อลูกค่ะ และบัดนี้ก็มีหลานน้อยอีกคน ซึ่งทำให้ดิฉัน กลายเป็นผู้ที่สามารถมีความรักและเมตตาเผื่อแผ่ให้คนทั้งโลกได้ด้วย
จริงๆ ดิฉันก็รักทุกคนมานานแล้ว ตั้งแต่มีลูก เปลี่ยนไปมากค่ะ และเดี๋ยวนี้ มีมากขึ้นมากด้วยค่ะ
แต่ก่อน ค่อนข้างจะself-centeredค่ะ เป็นคนเฉยๆค่ะ อุเบกขาเสียมาก
นอกจากเรื่องความรักลูกแล้ว ก็จะมีที่ชีวิต ได้รัยบทเรียนบางอย่างด้วยค่ะ
ขอเล่าว่า เป็นประสบการณ์ตรงค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์..แฟนคลับมารายงานตัวเหมือนกัน ห่างหายไปนาน ความจริง ก็แวะเข้ามาอ่านบ้างเป็นช่วงๆแล้วแต่เวลาจะอำนวย เพียงแต่ไม่มีโอกาสร่วมแจมความคิดเห็นเท่านั้น
วันนี้ได้มาอ่านบันทึกนี้ รู้สึกโป๊กโดนใจจัง.. มันเหมือนปาฏิหาริย์จริงๆ ที่คนเรากำลังประสบปัญหา มืดตัน กำลังหาทางออก แล้วอยู่ๆก็มาเจอกับประตู แม้ว่ามันจะยังปิดอยู่ แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่ามันคือประตู และทางออกอาจจะอยู่ตรงนี้ ก็ได้แต่หวังว่าอาจารย์จะมีกุญแจไขประตูสักดอกนะคะ
การมีประสบการณ์จริงมาก่อน ทำให้เราเข้าถึงความรู้สึกของคนอื่นได้ดี แต่บางครั้งประสบการณ์จริงที่เจ็บปวด ที่เราอยากจะลืมอยากจะผละจากมัน ก็มีผลต่อตัวเราขณะปฏิบัติงานไม่น้อยเหมือนกันนะคะ
อย่างเช่น.. การที่เราเพิ่งประสบเหตุการณ์สูญเสียบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก ซึ่งเราใช้เวลานานมาก เพื่อที่จะตัดใจลืม แล้วสลัดตัวเองออกจากโลกใบเก่าที่มีแต่ความเศร้าโศก มาสู่โลกใบใหม่เพื่อเป็นคนใหม่ แต่แล้วเรากลับได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ที่ต้องเข้าไปพัวพันกับความตาย และการสูญเสียของคนอื่น มันเหมือนพาตนเองย้อนกลับไปยังความรู้สึกเดิม ที่อยากจะลืม แม้ว่าใจเราอยากจะช่วยเขา.. แต่ขณะเดียวกัน จิตใจของเราก็ต้องกล้ำกลืนกับความรู้สึกเจ็บปวดมากๆ
สิ่งที่เราคิดว่าเราเคยทำได้ดี แต่มันกลับถูกปฏิกิริยาอัตโนมัติของจิตใจ ที่พยายามจะผละจากความรู้สึกที่เป็นอันตรายต่อจิตใจของเรา ทำให้เราทำได้แค่เข้าใจ แต่เราไม่สามารถจูงมือช่วยเหลือ นำทางคนอื่นได้ ปัญหานี้เคยมีใครเป็นบ้างไหมคะ และมีทางออกบ้างไหม ?
ปล. ต้นเดือนหน้าที่วอร์ดจะเป็นเจ้าภาพเรื่อง conferense case palliative care หัวหน้าเพิ่งมอบหน้าที่นี้ ให้เมื่อกลางเดือนมกราคม (หลังจากกลับมาจากลาป่วยยาวนาน) ยังไม่เคยเข้าฟังการ conferense สักครั้ง ไม่รู้รูปแบบ ว่าต้อง conferense อย่างไร และยังไม่เคยอบรม palliative care จริงๆจังๆเลย (เคยเข้าฟังบ้างเมื่อหลายปีมาแล้ว) แล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่าต้อง conferense case เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนนี้เลยยังงงๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดีเลยค่ะอาจารย์ อยากได้ที่ปรึกษามากๆ ทำอย่างไรดีคะ มีใครในหน่วย palliative ที่สามารถขอคำปรึกษาได้บ้างคะอาจารย์ แล้วถ้าเรายังไม่มีเคสที่แระสบความสำเร็จมา conferense แต่จะนำเอาปัญหาที่ทำให้เกิดความล้มเหลว ในการทำ palliative จะได้ไหมคะ T_T