ที่ควรละทิ้งและปล่อยวางก็คือ ตัวตนของเราเอง

   เมื่อก่อนนั้น พอข้าพเจ้าได้ยินคำว่าปล่อยวาง  ข้าพเจ้าจะนึกภาพไปถึงคนที่ปลงกับชีวิต ปล่อยชีวิตไปตามเรื่องตามราว มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ต้องแก้ไขเพราะเราปล่อยวางแล้ว แถมพอมีใครบอกว่าไปปฎิบัติธรรมเพื่อการปล่อยวาง       ข้าพเจ้านึกภาพเห็นเป็นใครสักคนผู้ตัดผมสั้นๆ นุ่งขาวห่มขาวตลอดเวลา เดินช้าๆ เนิบนาบ  พูดเสียงเบาๆ และเชื่องช้า  ไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นหรือตาย  ใครจะเป็นนายก  ก็ไม่ต้องอนาทรร้อนใจ เพราะได้ปล่อยวางไปเสียแล้ว ที่ทำงานมีปัญหาก็ปล่อยให้มันมีปัญหาไป เนื่องจากได้บรรลุธรรมและปล่อยวางไปแล้ว  ช่างเป็นภาพที่ข้าพเจ้ารับไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่     คนที่ปล่อยวางโดยไม่สนใจโลก ไม่แก้ไขปัญหาใดๆ ในชีวิต น่าจะเป็นบุคคลที่ควรประนามมากกว่าที่จะมาชื่นชมกัน  นับว่าข้าพเจ้าเห็นผิดไปเยอะ

    เมื่อไม่นานมานี้ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือหลายๆเล่มในทางพุทธศาสนา เรื่องราวของครูบาอาจารย์ของเราที่บรรลุธรรม เรื่องราวของหลวงพ่อชา น่าประทับใจมาก   รวมทั้งเรื่องราวของลูกศิษย์ชาวต่างชาติของท่าน         คือพระอาจารย์พรหม วังโส ผู้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า ชวนม่วนชื่น   เรื่องราวของหลวงพ่อชา มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ และคำพูดแบบตรงๆของท่านก็มักจะตีแสกหน้าคนที่ได้ฟังเข้าให้  เมื่อกล่าวถึงการปล่อยวาง  หลวงพ่อชามีความเห็นว่า คนที่บอกว่าตัวเองปล่อยวางและมีอุเบกขา พอเห็นหลังคาบ้านรั่วก็ไม่รู้จักซ่อม แถมมาบอกว่าปล่อยวางแล้ว ท่านบอกว่า ปล่อยวางแบบควายๆ  

     ดังนั้นการปล่อยวางที่คนหลายๆคนคิดเห็นกัน อาจจะเป็นแบบที่หลวงพ่อชาว่า ซึ่งนับว่าเห็นผิดไปเยอะ  ในทางพุทธกล่าวถึงกฏแห่งกรรม แต่ไม่ได้หมายถึงการไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องแก้ไขอะไรในชีวิตเพราะคิดว่าเป็นเรื่องของเวรกรรมเสียหมด  ความคิดเห็นและความเข้าใจผิด ทำให้เราห่างจาก วิถีพุทธที่แท้ ไปเยอะทีเดียว

   ปัจจุบันข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า ในการใช้ชีวิตทางโลก สิ่งที่เราต้องปล่อยวางเป็นอันดับแรกคือตัวตนของเรา  ดังที่ท่านพุทธทาสท่านกล่าวว่า ต้องละทิ้งตัวกูของกู ข้าพเจ้าเชื่อในสิ่งที่ท่านสอน แต่การละทิ้งตัวกูของกู มันไม่สามารถละทิ้งได้ด้วยการอ่าน การสะกดจิตตัวเอง หรือการท่องจำ  และเมื่อลองมองเข้ามาในตัวเอง เราหลายๆคนต่างมีคำว่าตัวกูและของกูอย่างเหนียวแน่น  และอาชีพของข้าพเจ้าที่ทำอยู่ก็ขึ้นชื่อว่า   ทำให้เกิด คำว่า  ตัวกูของกูสูงมาก  ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าก็อ่านมาบ้างหนังสือทางธรรม หนังสือท่านพุทธทาสข้าพเจ้าก็มีอยู่หลายเล่ม แต่ข้าพเจ้าก็ยังติดยึดในคำว่า ตัวกูของกูไม่หาย  สมองมันคงรู้อยู่ว่าการติดยึดในคำว่าตัวตนนั้นไม่ดีเพราะหลักนี้เป็นคำสอนของพระพุทธองค์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง

    สมองมันรู้แต่จิตมันไม่ยอมรับรู้ด้วย จึงไม่เกิดการละทิ้งตัวตนที่แท้จริงเสียที

  ทำไมต้องปล่อยวางและละทิ้ง  ที่ต้องปล่อยต้องวางเพราะมันหนัก  เมื่อเรายกของหนักๆ แบกของหนักๆไว้บนบ่าจนเกินกำลัง เราจะเป็นทุกข์มาก  เมื่อเราเมื่อยและเรารู้สึกเป็นทุกข์กับของที่แบกอยู่   สิ่งที่เราต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือ  การวางสิ่งนั้นลง  

   ในวิชาของพระพุทธเจ้า  ท่านบอกเราว่าขันธ์ 5 นั้นเป็นทุกข์  เมื่อเรารู้แจ้งเห็นจริงว่ามันเป็นทุกข์ เราถึงจะยอมวางมันลงได้  แต่ทุกวันนี้เราไม่รู้  เราจึงยังต้องแบกมันต่อไป  และนั่นคือสาเหตุของความทุกข์ในชีวิตของเรา  เรามีความทุกข์อยู่เรื่อยๆในทุกวันนี้ เพราะเราไม่รู้จักวางตัวตนของเราลง   หลวงพ่อชาก็เคยกล่าวไว้  เราปฎิบัติเพื่อการปล่อยวาง  (แต่ไม่ใช่การปล่อยวางแบบควายๆ )

    แต่การปล่อยวางนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ข้าพเจ้าเองก็ยังอยู่ในขั้นต้นของการศึกษา วิชาว่าด้วยเรื่องของการปล่อยวางอยู่ คงยังต้องฝึกฝนอีกมาก เพราะได้สะสมตัวกูของกูไว้ไม่น้อย  เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ จากการปฎิบัติตามวิธีการที่ได้ไปเรียนมา  คือ การเจริญสติในชีวิตประจำวัน ( หรือการกำหนดอิริยาบทย่อย ) เดินจงกรม และนั่งสมาธิ อย่างต่อเนื่อง อยู่ๆจิตของข้าพเจ้าบางส่วนก็เริ่มรับรู้ว่า ถ้าไม่อยากเป็นทุกข์จงวางตัวตนของเราลง และเมื่อจิตเรายอมรับและรู้จักวางมันลงได้  ข้าพเจ้าก็เริ่มพบ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่แท้จริงของชีวิต