Letters to a Young Doctor: Imelda

เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มกราคมนี้ ได้มีโอกาสไปร่วมประชุมเพื่อเตรียมงานแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติ ใน theme: จินตนาการสุขภาพใหม่ ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ณ สถานที่ประชุมคือ รพ.ศิริราช จึงถือเป็นการเดินทางกลับบ้านเก่า (เกือบจะเป็น literally เพราะบ้านผมอยู่ห่างจาก รพ.ศิริราชไปสามสี่ช่วงเสียงกู่ ตัวผมเองก็เกิดในตึกแถวๆนั้นแหละ จำไม่ได้แล้วว่าตึกไหน) ได้เจอะเจออาจารย์เก่า รุ่นพี่เก่า และกัลยาณมิตรแพทยศาสตรศึกษามากหน้าหลายตาหลาย generations มาพูดคุยกันในเรื่องที่ผมและหลายๆคนคิดเหมือนกันว่า อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของชีวิตเรา ที่จะได้มีโอกาสมานั่งพูดจา หารือ กันเลยทีเดียว สิ่งที่เราทำกันในวันนี้ อาจจะหลอมรวมและกลายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่เพียงแต่ต่อการจัดหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตเท่านั้น แต่อาจจะหมายถึงโฉมหน้าใหม่ของการบริการสุขภาพของประเทศไทยในอนาคตทีเดียว

และงานนี้ เราก็ได้ inaugural speech จากวิทยากรสองท่าน คือ อ.ประเวศ วะสี และพี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ ทั้งสองท่านกอปรเป็นผู้นำทางด้านความคิด ความรู้สึก และจิตวิญญาณของประเทศ มาประเดิมภาคเช้า ส่วนตอนบ่ายก็จะเป็น workshop ของการจัดหลักสูตร

และงานไหนก็งานนั้น พี่โกมาตรก็ได้นำเอาเรื่องเล่าอันทรงพลังมาเป็นของขวัญพวกเราอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาจากหนังสือเรื่อง Letters to a Young Doctor โดย Richard Selzer คนประพันธ์ Mortal Lessons นั่นเอง เป็นตอนหนึ่งชื่อเรื่อง Imelda

Imelda

ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้ รำลึกถึงอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง เป็นศัลยแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง (plastic surgeon) ตอนที่ผู้เขียนยังเป็นนักเรียนแพทย์อยู่ที่ Albany Medical College เพราะได้ข่าวว่าท่านเสียชีวิตลง ศัลยแพทย์ท่านนี้คือ Huge Franciscus

หมอฟรานซิสซัสเป็นต้นแบบของศัลยแพทย์ในความรู้สึกของเราๆ สูงใหญ่ ดุดัน แข็งแรง และคมกริบในการเคลื่อนไหว รวมทั้งความพิถีพิถันในการแต่งเนื้อแต่งตัวด้วย ทุกวันจะใส่เสื้อกาวน์ยาวสีขาว ลงแป้งแข็งโป๊ก หนังสือประเภทเดียวที่ดูเหมือนหมอฟรานซิสซัสจะอ่านก็คือ หนังสือกายวิภาคของมนุษย์นั้นเอง สายตาของหมอฟรานซิสซัสจะเหมือนใน motto ของศัลยแพทย์ (Eagle's eye, Lion's heart, and Lady's hand ตาแหลมคมประดุจนกอินทรี หัวใจเข็มแข็งเด็ดขาดประดุจราชสีห์  มือเคลื่อนไหวอ่อนโยนละเอียดอ่อนดั่งกุลสตรี) หมอฟรานซิสซัสดูแลพิจารณาแผลทุกแผลอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด สามารถแยกแยะจำแนกมองเห็นการเริ่มหายของแผลได้ก่อนใครเพื่อน รวมทั้งร่องรอยที่แสดงว่าแผลอาจจะเริ่มมีปัญหาได้ก่อนใครๆ หมอฟรานซิสซัสบางทีจึงเสมือนโหราพยากรณ์นั่นทีเดียว ผู้รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ตอนนั้นผู้เขียนเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสาม เดินตามหมอฟรานซิสซัสดูคนไข้หลังผ่าตัด ก็มาถึงผู้ป่วยรายหนึ่ง มีแผลขนาดใหญ่ที่ต้นขาข้างหนึ่ง ใหญ่มากจนไม่สามารถจะดึงขอบแผลมาเย็บเข้าหากันได้ หมอฟรานซิสซัสจึงต้องใช้เทคนิก cross-leg flap graft คือ ฝานชิ้นเนื้อจากต้นขาซ้าย โดยยังเหลือโคนที่จะมีเลือดมาเลี้ยงอยู่ เหวี่ยงส่วนของชิ้นเนื้อจากขาซ้ายนี้ไปแปะปิดแผลที่ขาขวา  และทำแผลไปเรื่อยๆจนกว่าแผลจะเล็กลงพอจะปิดได้ ระหว่างนี้ก็ต้องคอยดูไม่ให้ชิ้นเนื้อ flap ที่ยกมาปิดนี้เน่าเสียไปก่อน

หมอฟรานซิสซัสเดินมาเมียงมองดูแผล ลองใช้นิ้วกดๆที่บริเวณโคนชิ้นเนื้อจากขาซ้าย สีน้ำเงินซีดๆบนชิ้นเนื้อนี้ก็ซีดลง พอปล่อยนิ้ว ก็เห็นสีค่อยๆแผ่กระจายมาบนชิ้นเนื้ออีกครั้งหนึ่ง

"เลือดหล่อเลี้ยงดี" หมอฟรานซิสซัสประกาศ "แผลนี้จะดีขึ้นในไม่ช้า อีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะสามารถตัดโคนชิ้นเนื้อนี้ออกจากต้นกำเนิดที่ขาซ้าย และลงมือตกแต่งแผลขาขวาให้เสร็จเรียบร้อยได้" พูดเสร็จหมอฟรานซิสซัสก็ขยับตัวจะเดินต่อไปยังเตียงอื่น ทันใดนั้นเองคนไข้คนนี้ก็ยื่นมือควับคว้าแขนหมอฟรานซิสซัสเอาไว้ แล้วก็เริ่มพูดภาษาเสปนออกมาเร็วจี๋ พลางชี้ไปที่ขาหนีบและสะโพกของตนเอง หมอฟรานซิสซัสถอยออกมาสองก้าวจนพ้นมือ เขาไม่ชอบถูกสัมผัสโดยมือคนไข้

"ใครรู้ภาษาเสปนบ้างนี่ ผมฟังไม่รู้เรื่องเลย" หมอฟรานซิสซัสถาม

ผู้เขียนซึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ตอบ "เขาบอกว่าเฝือกที่ใส่ตรงสะโพกนั้น ขอบมันกดจนเจ็บมากบริเวณสะโพกทุกครั้งเวลาขยับตัวครับ"

โดยไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไร ได้ยินแค่นั้นหมอฟรานซิสซัสก็หันไปคว้ากรรไกรตัดเฝือกออกมาจากรถทำแผล ลงมือเล็มขอบเฝือกออกทันที

"Gracias, gracias" (ขอบคุณครับ ขอบคุณ) คนไข้ยิ้ม ระล่ำระลักออกมาแก่หมอฟรานซิสซัส แต่ตอนนั้นหมอฟรานซิสซัสก็ได้เดินออกไปหาคนไข้รายต่อไปเสียแล้ว นี่เป็นลักษณะหนึ่ง ที่หมอฟรานซิสซัสดูเหมือนจะเป็นคนแห้งแล้ง ปราศจากน้ำจิตน้ำใจ ถึงแม้จะดูเป็นหมอมืออาชีพผู้ทรงคุณวุฒิอย่างยิ่งก็ตาม

หลังจากราวน์ ward เสร็จ ผู้เขียนกำลังเดินกลับหอพัก ก็ได้ยินเสียงหมอฟรานซิสซัสเรียกมาจากด้านหลัง

"เธอพูดเสปนได้หรือ"

"ผมเคยอยู่ที่เสปนมาสองปีครับ"

"ฉันกำลังนำทีมผ่าตัดไปฮอนดูรัสอาทิตย์หน้า เพื่อไปช่วยผ่าตัดคนพื้นเมืองที่นั้น ปกติฉันออกพื้นที่แบบนี้เป็นเวลา 3 อาทิตย์ทุกๆปีที่ต่างๆกัน มาปีนี้เราจะไปฮอนดูรัสกัน ถ้าเธอสนใจ ฉันจะจัดเวลาให้เธอว่างพอและมากับทีมฉันในฐานะล่าม ฉันจะสอนเธอใช้กล้องถ่ายรูปในงานคลินิกด้วย เธอจะเห็นว่าคุ้มค่าที่จะไปด้วย"

ท่ามกลางความอิจฉาของเพื่อนๆ ผู้เขียนก็ตกลงใจไปกับทีมหมอฟรานซิสซัสทันที

ฮอนดูรัสเป็นประเทศยากจน อากาศร้อนมาก พอทีมแพทย์ไปถึง ก็เห็นคิวของคนไข้จำนวนมากนั่งๆนอนๆยืนๆอยู่ในเพิงรอคอย ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวเสปนเลือดผสมชาวพื้นเมืองอินเดียน สำหรับผู้เขียนแล้วหน้าตาของคนไข้ดูเหมือนกันหมดเลย หน้าที่ของผู้เขียนคือถ่ายรูปคนไข้ก่อนและภายหลังการผ่าตัด ทุกวันผู้เขียนจะเป็นคนเรียกคนไข้ที่นั่งรอไปพบหมอฟรานซิสซัส หมอก็จะตรวจและพูดบันทึกผลการตรวจใส่เทป "แผลมะเร็ง basal cell carcinoma ของขอบตาขวา 6x8 เซนติเมตร ลุกลามเข้าตาขวา กินขอบล่างของเบ้าตา แผนการผ่าตัด: ตัดเนื้อมะเร็งออก ควักลูกตา ปิดแผลด้วย graft ผิวหนังและกระดูก" เสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นก็จะเป็นวันผ่าตัดตามแผนการที่ได้วางไว้

วันหนึ่งมีเด็กผู้หญิงอินเดียน อายุประมาณ 14 ปี มากับแม่ของเธอ เด็กผู้หญิงสวมใส่ชุดของแม่ของเธอหลวมรุ่มร่ามจนดูเหมือนจะเลื่อนหลุดมาเมื่อไรก็ได้ ตลอดเวลาเด็กหญิงจะถือผ้าสีชมพูสกปรกดำปี๋กลิ่นเหม็นกดแน่นไว้ที่บริเวณปากของเธอราวกับกดความเจ็บปวดเอาไว้ ผู้เขียนทราบโดยทันทีว่าสิ่งที่พาเธอมาทีมแพทย์ ต้องอยู่ภายใต้ผ้าสกปรกผืนนี้นั่นเอง case นี้เดินเข้ามาหาหมอฟรานซิสซัสเป็นคนสุดท้ายของวันนี้

"อิเมลดา วัลเดซ (Imelda Valdez)" ผู้เขียนเรียกชื่อเธอ ทั้งแม่ลูกก็เดินเข้าไปในห้องตรวจ

"นั่งตรงโต๊ะตรวจนั่นจ้ะ" ผู้เขียนส่งภาษาบอกเด็กหญิงอิเมลดา "คุณแม่ยืนข้างๆนี่ครับ" แล้วก็เริ่มอ่านประวัติจาก chart: "เด็กหญิง 14 ปี มีปากแหว่ง เพดานโหว่ (cleft lip and cleft palate) ซีกซ้ายตลอดแถบ ไม่มีโรคอื่นๆ ผลแลปและ x-ray ปอดปกติครับ"

"บอกเธอเอาผ้านั่นออกไปซิ" หมอฟรานซิสซัสพูด พอผู้เขียนถ่ายทอด อิเมลดาก็หดตัวถอยไป มือกดผ้าแน่นกว่าเดิม

"เอาน่า มาถึงนี่แล้ว" หมอฟรานซิสซัสหงุดหงิด "บอกเธอว่าฉันต้องเห็นก่อน ถึงจะรู้ว่าจะทำยังไง ถ้าเธอไม่ยอมก็กลับไปไม่ต้องผ่าตัด"

ผู้เขียนส่งภาษากับอิเมลดา "ขอผ้าให้หมอเถอะจ้ะ" แต่อิเมลดาไม่ยอม เธอไม่สามารถทำใจเอาผ้าออกได้ ตอนนั้นเองหมอฟรานซิสซัสเอื้อมมือมาอย่างรวดเร็ว กระตุกผ้าอย่างแรงจนหลุดออกมา อิเมลดาเหมือนกับจะโผตามแรง และขยับตัวกลับเหมือนจะซ่อนหน้า แต่ในที่สุดก็ค่อยยอม และอยู่นิ่งจำนน

เป็นแผลปากแหว่งเพดานโผล่ที่น่าเกลียดอยู่กลางใบหน้าของเธอ มีหนอนติดอยู่ตามแผล ริมฝีปากบนขาดหายไปจนถึงจมูก เห็นฟันบนเกาะบนเหงือกโผล่จากรูปาก สายตาเต็มไปด้วยความละอาย และหวาดกลัว

"บอกเธอให้อ้าปากซิ"

"อืม.... เพดานบนด้วย หมดเลย" หมอฟรานซิสซัสอึ้งไปพักนึง และในที่สุดก็พูดออกมา

"หนูชื่ออะไรนะ?"

"อิเมลดาค่ะ" เสียงอู้อี้กระซิบแผ่วออกมาจากปาก ปนเสียงฟองน้ำลายและเสียงหวีดเบาๆ

"วันพรุ่งนี้ ฉันจะซ่อมปากหนูให้"

ดูราวกับว่าหมอฟรานซิสซัสผู้มีประสบการณ์นับสิบๆปี เห็นอะไรมามากมายสุดจะนับ ก็รู้สึกพิเศษกับอิเมลดา ผู้เขียนแอบสังเกตเห็นจากสีหน้าของหมอฟรานซิสซัส อาจจะเป็นเพราะการที่อิเมลดาพยายามเหลือเกินที่จะซ่อนแผลอันน่าเกลียดนี้ จนกระทั่งเขาต้องเป็นผู้ทำให้เธอต้องเปิดเผยมาในที่สุด ความกลัว การหลีกเลี่ยงไม่อยากเปิดเผยยิ่งทำให้ความน่าเกลียดนั้นปะทุเด่นชัดเป็นทวีคูณ นี่ถ้าเธอยินยอมให้เขาดูแผลง่ายๆ ก็อาจจะไม่เรียกร้องให้เกิดความรู้สึกพิเศษกับเธอแบบนี้เลย

หมอฟรานซิสซัสวัดรอย defect ศึกษามุมต่างๆอย่างละเอียด หมุนศีรษะอิเมลดาไปในทิศทางต่างๆอย่างครุ่นคิด พิจารณา

"ใหญ่ขนาดนี้ยังปิดได้อยู่อีกหรือครับ​?" ผู้เขียนถามหมอฟรานซิสซัส

"ถ่ายรูปเธอไว้ซิ"

"เดี๋ยวก่อน" หมอฟรานซิสพูด แล้วก็หยิบเอาเส้นผมเส้นหนึ่งที่ตกลงมาบังใบหน้าเธอ ยกขึ้นไปทัดที่ข้างหูของอิเมลดา "OK ถ่ายได้แล้ว" 

หมอฟรานซิสซัสบอกวิธีคำนวณระยะทางของ flap ที่จะนำมาหมุนปิดช่องโหว่ต่างๆให้ฟัง ผู้เขียนบอกว่ามันสับสนมาก

"มันเป็นเรขาคณิตธรรมดาๆ"

======================

วันรุ่งขึ้นเป็นวันผ่าตัด ตอนเรามาถึง กระบวนการดมยาสลบได้เริ่มไปบ้างแล้ว ท่อช่วยหายใจใส่ไว้ทางปาก และดึงพาดลงไปทางริมฝีปากล่างเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผ่าตัดบริเวณด้านบน ผู้ช่วยพยาบาลฟอกน้ำยาปลอดเชื้อให้ทั่วบริเวณ ผ้าคลุมสีเขียวสำหรับปิดบริเวณรอบข้างยกเว้นพื้นที่ผ่าตัดถูกวางคลุมและตรึงติดด้วยคลิบ

"ไม้บรรทัด" หมอสั่ง กะระยะไปที่จุดกึ่งกลางของริมฝีปากบนที่บิดเบี้ยวไม่เป็นรูป

"ปากกา" หมอเริ่มแต้มจุดต่างๆเป็นตำแหน่งสำคัญ

"มีด" หมอรับมีดจากพยาบาลส่งเครื่องมือ หันไปถามหมอดมยาที่หัวเตียง "เอาละนะ?"

"OK" หมอดมยาตอบ

หมอฟรานซิสซัสกำลังจรดมีดลง เสียงหมอดมยาดังขึ้นอย่างตกใจและเคร่งเครียด "เดี๋ยว !!.... รอเดี๋ยวก่อน !!!"

มีดหยุดลอยอยู่กับที่ "เกิดอะไรขึ้น?"

"มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น ผมไม่แน่ใจ โอ... พระเจ้า ตัวเธอร้อนยังกับลูกปืน !!! ความดันพุ่งขึ้น ชีพจรร้อยแปดสิบ เอาปรอทก้นมาวัดดูซิ !!! " พยาบาลมุดลงไปใต้ผ้าคลุมระหว่างที่ทั้งทีมรออย่างกระวนกระวาย

"หนึ่งร้อยเจ็ด !! โอ ! ไม่ ! หนึ่งร้อยแปด !!" เสียงพยาบาลอ่านปรอทอย่างไม่เชื่อสายตา

"Malignant Hyperthermia!!" หมอดมยาอุทานออกมา "น้ำแข็ง เอาน้ำแข็งมา เอามาเยอะๆ !!! " ผู้เขียนวิ่งออกไปจากห้องผ่าตัด ตะโกนบอกพยาบาลคนแรกที่เจอ "น้ำแข็ง!! น้ำแข็ง !! ด่วนที่สุด Heilo!! " สีหน้าพยาบาลบ่งบอกความสับสน ไม่เข้าใจ ผู้เขียนวิ่งไปหาพยาบาลคนต่อไป ระล่ำระลัก "น้่ำแข็ง !! เราต้องการน้ำแข็งเดี๋ยวนี้ ได้โปรดเถอะ โอ.. พระเจ้า!!"

"น้ำแข็งเหรอ? ไม่มีหรอกที่นี่" พยาบาลบอกเขา

ผู้เขียนวิ่งกลับไปห้องผ่าตัด "ไม่มีครับ ที่นี่ไม่มีน้ำแข็งเลย !! " สายตาของหมอฟรานซิสซัสเหมือนของม้าในสงคราม

"EKG วิ่งเร็วจี๋เลย!!"

"ฉันคลำชีพจรไม่ได้ คลำไม่ได้ !!"

"อะไรนะ?!?!?" หมอล้วงมือลงไปใต้ผ้า คลำชีพจรที่ขาหนีบ  ไม่พบอะไรทั้งสิ่้น

"EKG ราบแล้ว พระช่วย!! เธอตายแล้ว !!"

"ไม่... เป็นไปไม่ได้"

"แต่เธอตายแล้ว หมอ....."

++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยง เป็นวันที่ร้อนและชื้นมาก แม่ของอิเมลดานั่งรออยู่ที่ม้านั่ง มือของเธอถือผ้าสีชมพูของอิเมลดา เห็นเธอพับผ้าผืนนี้ พับไป พับมา รีดมัน ปัดทำความสะอาด ราวกับว่าเป็นศีรษะของอิเมลดาที่อยู่ในมือเธอ และเธอกำลังลูบไล้ผมของอิเมลดาอยู่

"ฉันจะต้องไปพูดกับเธอเอง" หมอฟรานซิสซัสพูด เขา "ต้อง" พูดกับเธอเอง ด้วยภาษาเสปนหรืออะไรก็ตามที่เขาสามารถพูดได้ในขณะนี้ และบอกว่าต่อเมื่อเขาจำเป็น ผู้เขียนอาจจะช่วยแปลให้เขาหน่อย ผู้เขียนเห็นหมอฟรานซิสซัสสูดลมหายใจ ปรับท่าทาง ก่อนจะไปพบแม่อิเมลดา เขาจะพูดว่ายังไงนี่??? ผู้เขียนนึกอยู่ในใจ แต่ก็ทราบแก่ใจว่าหมอจำเป็นต้องอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งหมดอย่างที่มันเกิด เพื่อแม่ของอิเมลดา และเพื่อตัวหมอเองด้วย แต่จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ? ถ้าแม่กรีดร้อง ร้องห่มร้องไห้ตีอกชกหัว หรือเข้ามาทำร้ายหมอ?

ทั้งๆที่กำลังอยู่ในสถานการณ์นี้ ผู้เขียนตระหนักรู้ว่าหมอฟรานซิสซัสกำลังตั้งใจจะสอนอะไรบางอย่างที่สำคัญแก่เขา วิธีการทำอย่างมืออาชีพ

แม่ของอิเมลดามองขึ้นมาหาหมอฟรานซิสซัส หมอนิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนเธอจะสามารถมองเห็นข่าวสารที่อยู่ภายในปากของหมอ และเมื่อนั้นเธอก็เข้าใจ ลุกขึ้นยืน

"ซินยอรา" หมอฟรานซิสซัสเริ่ม "ผมเสียใจด้วย......."

ณ​ วินาทีนั้นเอง ผู้เขียนรู้สึกวาหมอฟรานซิสซัสตัวเตี้ยลง ลงมาเกือบเท่าแม่ของอิเมลดา สามารถมองเห็นผมบางบริเวณกระหม่อม ริมฝีปากเม้มตึงขยับได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เสียงแหบแห้ง

"ไม่มีใครจะรู้ได้ อิเมลดามีปฏิกิริยาต่อยาสลบ กลายเป็นพิษต่อเธอ ทำให้อุณหภูมิเธอสูงขึ้น และเธอไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้......" คำสุดท้่ายเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ

แม่อิเมลดามองตามริมฝีปากของหมอราวกับเธอเป็นคนหูหนวก ถึงแม้ว่าหมอจะพยายามแล้วก็ตาม ริมฝีปากของหมอก็ยังกระตุกอย่างห้ามไม่อยู่ และในที่สุดหมอก็ยกหัวแม่มือและนิ้วชี้มากดอะไรบางอย่างไปจากหัวตาของเขา

"ตายแล้วเหรอ....." แม่อิเมลดาพูดออกมา

"ครับ... เธอตายแล้ว" หมอยืนยันความเข้าใจของเธอ หลับตาลง นานจนกระทั้่งเขารู้สึกมือของแม่อิเมลดาได้เอื้อมมาจับแขนของเขา เขาลืมตาขึ้น ไม้ได้สลัดมือเธอออกอย่างทุกครั้งที่ถูกคนไข้แตะตัว หมอมองเห็นความทุกข์ทรมานอย่างเหลือเชื่อวาดเป็นรอยเส้นบิดเบี้ยวบนใบหน้า ดวงตา จมูก ปาก ของเธอเกือบจะเฉกเช่นของอิเมลดา ทั้งสองคนยืนอยู่นานในท่านั้น ในที่สุดหน้าของแม่อิเมลดาก็ค่อยๆดีขึ้นเธอพูดออกมาเบาๆ อย่างช้าๆ เพื่อให้แน่ใจว่าหมอเข้าใจที่เธอพูด เธอบอกว่าเธอจะกลับไปบ้านของเธอก่อน วันรุ่งขึ้นลูกชายของเธอจะมารับศพอิเมลดาเพื่อนำกลับไปทำพิธีฝัง หมอไม่ต้องเสียใจ นี่เป็นลิขิตของพระเจ้า และอิเมลดาก็คงจะมีความสุขแล้ว เพราะริมฝีปากเธอหายเป็นปกติแล้ว อิเมลดาก็จะสามารถขึ้นไปสวรรค์อย่างเป็นปกติ แล้วแม่อิเมลดาก็ค่อยๆเดินจากไป

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

 วันรุ่งขึ้นผู้เขียนยืนรออยู่ที่หน้าประตู รอรับลูกชายที่จะมารับอิเมลดา เห็นหนุ่มสองคนใช้เสื่อห่อร่างอิเมลดาแบกขึ้นไปบนเกวียนเทียมด้วยลา  แม่ของอิเมลดาก็มาด้วย เธอเงยหน้า มองเห็นผู้เขียน ก็ถอดหมวกของเธอออก ผู้เขียนส่งเงินจำนวนหนึ่งในมือของเธอ

"สำหรับค่าดอกไม้ และค่าสวดทำพิธีนะครับ"

"ขอบคุณ ขอบคุณมากค่ะ" เธอตอบ "หมอเป็นเสมือนดั่งทูตสวรรค์ หมอได้ทำงานของพระผู้เป็นเจ้าจนสำเร็จ อิเมลดาลูกสาวอิฉันตอนนี้เธอสวยงามแล้ว"

อา... เธอหมายความว่าอะไร? อิเมลดาตายตั้งแต่ก่อนจะเริ่มผ่าตัดนี่นา

"เหลือแต่รอยจางๆเท่านั้น ที่พระผู้เป็นเจ้าจะค่อยๆลบเลือนไป" เธอพูดต่อ

ผู้เขียนเดินไปหาที่เกวียน ยกมุมเสื่อขึ้น ก็ได้พบเห็น ริมฝีปากแหว่งนั้นถูกเย็บเข้าหากันอย่างแนบเนียนด้วยไหมเส้นละเอียด ริมฝีปากบนถูกจับหยักโค้งสวยงามเป็นรูปคันธนู มีรอยบุ๋มตรงกลาง รูจมูกที่เคยแบนถูกตกแต่งเป็นรูกลมๆเล็กๆสมมาตรกับอีกข่้างหนึ่ง และเห็นปอยผมของอิเมลดา ที่ถูกม้วนไปทัดที่หลังหูของเธอ

"ลาก่อน ลาก่อน" แม่อิเมลดาและครอบครัวค่อยๆเคลื่อนขบวนจากไป

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คนเราได้ทบทวน และได้มองชีวิตในรูปแบบที่ไม่เคยมองมาก่อน สะท้อนถึงพฤติกรรมที่แล้วๆมาทั้งหมดในอดีต และบางทีก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ความตายของอิเมลดาได้มาบรรจบชีวิตของหมอฟรานซิสซัส ณ ช่วงแห่งกาลเวลา เธอตายก่อนที่ริมฝีปากจะถูกซ่อมแทนที่จะเกิดขึ้นภายหลัง หมอฟรานซิสซัสน่าจะบอกความจริงว่าเขายังไม่ได้ทำผ่าตัดให้่อิเมลดา แต่ก็ไม่ได้บอก ความละเลยซึ่งดูเหมือนจะผิดที่ ไม่น่าจะเกิดในช่วงชีวิตของเขา ณ จุดหนึ่งของห้วงกาลเวลานี้เองที่ทำให้หมอฟรานซิสซัสตระหนักรู้ถึงพลังอำนาจของตนเองที่ยังสามารถทำอะไรได้ คำพูดของแม่อิเมลดาไม่ได้ทำหน้าที่ปลอบประโลมเขา แต่เป็นชี้ทางให้เขา ทางที่เขาจะได้เลือกและเดินทางไปเอง เป็นทางเดินเงียบ เพียงคนเดียวที่เขาเลือกเดินโดยไม่สนใจว่าจะมีคนรู้หรือไม่ นอกเหนือจากตัวเขาเอง

ณ เวลานั้นผู้เขียนจินตนาการเห็นภาพ สี่ทุ่มท่ามกลางความมืดในโรงพยาบาลโคมายากัว ตะเกียงถูกจุดสว่าง แสงไฟสั่นไหวในยามราตรี ลึกลงไป ณ ห้องเก็บศพของโรงพยาบาล ห้องนั้น เงาทุกเงา ดูเหมือนกำลังรอคอยใครบางคน ในที่สุด ก็มีเสียงเข็นรถพร้อมของอะไรบางอย่าง หมอได้เริ่มลงมือทำหัตถการ ทำพันธกิจของชีวิตของเขา ใบมีดกรีดลง ไม่มีเลือดให้ซับ รูปร่างของริมฝีปากที่เขาตั้งใจก่อนหน้านี้จะสรรสร้าง ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างทีละน้อย ผิวหนังถูกหมุนมาปิดช่องโหว่บนใบหน้า ตามเรขาคณิตที่ถูกคำนวณเป็นอย่างดี ละเอียดรอบคอบถึงที่สุด ไหมค่อยๆถูกเย็บลง ที่ละ stitch ทีละ stitch ริมฝีปากรูปกระจับถูกตกแต่งจนไม่เหลือร่องรอยแห่งความผิดปกติ ในที่สุดคราบเลือดทั้งหมดก็ถูกเช็ดออก ทำความสะอาด ที่นอนอยู่นั้นเป็นร่างของอิเมลดา และแล้วไฟก็ดับลง......

==============================================

ในช่วงชีวิตของแพทย์ทุกคน ถ้าหากมองดีๆ ใช้เวลาผ่านไปโดยไม่ปล่อยให้อะไรผ่านอย่างรวดเร็วเกินไปนัก เราจะสามารถพบ หรือค้นหาความหมายของชีวิตได้ตลอดเวลา และนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งโดยไม่รู้ตัว เราเผลอไผลใช้ชีวิตเหมือนนั่งอยู่ในรถไฟด่วน หรือขี่จรวด ไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อะไรผ่านชีวิตเราไปบ้าง ภาพสองข้างเป็นเพียงเงาเบลอๆ ลางเลือน ไม่มีความหมายอะไร ณ สถานีปลายทาง คือ ความตายอันปราศจากความทรงจำ คือชีวิตอันแห้งแล้ง ไม่มีความเศร้า ไม่มีความดีใจ ไม่มีเสียใจ ไม่มีความหมายใดๆ

ผ่านไปอีกชีวิตหนึ่ง