สวัสดีครับทุกท่าน

           สบายดีกันไหมครับ วันนี้ขอนำเสนอมวยคู่หนึ่งครับ ที่สู้รบกันมาตั้งแต่ที่คนเกิดขึ้นบนโลกนี้ครับ ผมเลยขอนำเสนอมวยทั้งสองฝ่ายนี้นะครับ โดยที่ฝ่ายแดงจะเป็นฝ่ายท้าชิง ฝ่ายน้ำเงิน

ฝ่ายน้ำเงิน ... เกิดมาก่อนจากไม่มีอะไรเลยและบังเกิดเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ในเบื้องต้น พัฒนาวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนเป็นระบบที่ซับซ้อนและเกี่ยวโยงกันขึ้น ฝ่ายน้ำเงินนี้ก็คือ ธรรมชาติ นั่นเอง

ฝ่ายแดง ... เิกิดที่หลัง มาพร้อมๆ กับพัฒนาการของมนุษย์ ที่มองตัวเองและเข้าใจว่า ตัวเป็นสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉานตรงที่มีสมองที่คิดได้ ปฏิบัติได้ ฝึกได้ โดยไ่ม่แน่ใจว่านี่เป็นการคิดโดยเข้าข้างตัวเองหรือเปล่าครับ และก็สร้างอะไรขึ้นมากมาย เพื่อสนองและำอำนวยความอยาก การอยากเอาชนะต่างๆ หรือการเอาชนะฝ่ายน้ำเงินนั่นหล่ะ ฝ่ายนี้มีชื่อว่า เทคโนโลยี

การสู้รบก็คงเกิดขึ้นตั้งแต่ความต้องการพื้นฐานของคนนั่นเอง ได้แก่ การต้องการปัจจัยสี่ เพื่อให้ได้มาซึ่งความอำนวยความสะดวกสบายเรื่อยมา จากที่เป็นมนุษย์ยุคต่างๆ อยู่ในถ้ำ จนมาสร้างบ้านเองได้ มีเสื้อผ้าต่างๆ จนมาถึงทุกวันนี้ ฝืนและสู้รบกับฝ่ายน้ำเงินกันอย่างสนุกสนาน สามารถต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ต้านกฏธรรมชาติ ไปไหนมาไหนตามที่อยากจะไป ด้วยผลงานต่างๆ ที่สร้างขึ้นมา

แต่ว่าก็ว่า สร้างอะไรใหม่ขึ้นมา ก็เป็นการกัดกินฝ่ายน้ำเงินเช่นกัน แดงเกิดเมื่อไหร่ น้ำเงินก็หายไปเช่นกัน เพราะทรัพยาการมีจำกัดและเปลี่ยนแปลง อย่าได้ไปมองอะไรไกลเลย มองแค่เมืองหลวงเราก็พอ จากที่เคยเป็นเมืองแห่งธรรมชาติ ก็กลายมาเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี ไม่ว่าจะสร้างเอง คิดเอง หรือสร้างเองแต่เพื่อนคิดให้ หรือไม่ว่าจะเพื่อนคิดให้และสร้างให้ หรือว่าจะรับเอามาวางหรือว่าจะรับมาปรับใช้ก็ตาม

การต่อยมวยของคู่นี้จึงน่าติดตามยิ่งนัก และเด็กรุ่นใหม่ต้องมองอย่างเข้าใจเช่นกัน ไม่งั้น อาจจะแย่แน่ เพราะในใจเรานั้นก็จะแบ่งแยกกันได้โดยจะเอาฝ่ายหนึ่งและอีกฝ่ายหนึ่งไม่สนใจ ก็ทำให้แย่ได้เช่นกัน

ป่าไม้ที่โดนบุกรุกด้วยเทคโนโลยีก็ถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ อาจจะเป็นอะไรได้ แต่ที่แน่ๆ ธรรมชาติเปลี่ยนไป

สังคมเมืองก็เป็นสังคมแห่งเทคโนโลยี ไม่ใช่สังคมแห่งธรรมชาติอย่างที่เคยเป็น สังเกตดูง่ายๆ จากใจคน หากเราทำการทดลอง หรือหากมีเมาคลีสองคน ตั้งแต่ตัวเล็กๆ เมาคลีคนแรกให้อยู่ในเมืองเทคโนโลยี และเมาคลีอีกคนให้อยู่กับธรรมชาติ กับป่า เมาคลีทั้งสองพอโตได้อายุสักสามสิบปี แล้วให้มาพบเจอกัน คงน่าสนใจไม่น้อยครับ

ในขณะที่เมาคลีในธรรมชาติพูดกับหมี ช้าง ม้า เสือ สิงห์ แต่เมาคลีในเมืองเทคโนโลยีอาจจะเล่นเกมส์กด คุยกับหุ่นยนต์ ควบคุมหุ่นยนต์ ส่งยานต์ไปดาวต่างๆ สร้างท่อไอเสีย ท่อไอดีมากมาย

จิตใจของเมาคลีคนไหนอ่อนกว่ากัน แต่เื่มื่อวันหนึ่งเทคโนโลยีก็แออัดในชุมชนเมือง จำเป็นต้องทอดสะพานเทคโนโลยีออกไปยังชนบท เมืองแห่งคนใจอ่อน (เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่) แล้ววัดค่าคนด้วยดัชนีตัวเลข จากคนใจอ่อนก็กลับให้คนใจแข็งมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าหัวใจคนเมืองจะอ่อนไม่ได้ หากได้ผ่านการฝึก หรือมองเห็นธรรมชาติ ในขณะที่ยังกำเทคโนโลยีอยู่ 

จนมาถึงทุกวันนี้ ผมสรุปเอาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือว่า มีธรรมชาติเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง เทคโนโลยีพัฒนามาแล้วครึ่งหนึ่ง อย่างละห้าสิบเปอร์เซนต์ เราจะหันหน้าไปแนวทางไหนกันแน่ ตรงนี้คือจุดสมดุลหรือเปล่า หรือว่าจุดสมดุลของใคร ใครสมดุลใครไม่สมดุล

รู้แต่ว่าธรรมชาติมีวิธีการในการขัดเกลาตัวเอง ส่วนเทคโนโลยีนั้นจะมีวิธีการขัดเกลาตัวเองหรือเปล่าไม่แน่ใจ หรือว่ากากเทคโนโลยีคือกากแห่งการทำลายธรรมชาติกันต่อไป

  • กากเทคโนโลยี เก็บที่ใด

  • กากธรรมชาติมีไหม เก็บที่ใด

คนเราว่าไปแล้วเกิดมาแล้วอยู่กับสิ่งใด ก็มีโอกาสเป็นไปหรือเอนเอียงไปในทางกับสิ่งนั้นเป็นส่วนใหญ่ โอกาสที่จะเกิดการผ่าเหล่าก็คงมีได้ แต่คงน้อยมาก

        ใครอยู่ได้ทันวันหนึ่งก็คงจะรู้ว่ามวยคู่นี้ ใครจะอยู่ใครจะไป ถามว่าใครเป็นผู้สร้าง ผู้สร้างธรรมชาติคือใคร ผู้สร้างเทคโนโลยีคือใคร จะสร้างให้สองอย่างนี้ไม่ต้องขึ้นเวทีไปต่อยกันจะได้ไหม จะสร้างอย่างไรให้สองอย่างนี้ทำงานเกื้อกูลกันและพึ่งพากันได้

        คุณคิดอย่างไร คิดแบบไร้กรอบ เชิญท่านร่วมบรรเลงครับผม

กราบขอบพระคุณมากครับ

พระธรรมชาติคุ้มครองครับ 

เม้งครับ