กลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสได้เดินทางไปสระบุรี ความตั้งใจนั้น จะไปชมสวนพฤกษศาสตร์ ที่พุแค เลยตัวเมืองสระบุรีออกไปไม่มาก แต่ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลมาก ทำให้มีเวลาเหลือที่จะไปที่อื่นๆ เที่ยวนี้นับเป็นการเดินทางที่คุ้มค่า และไม่คาดฝันมาก คือได้ไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท สระบุรี และเผอิญ เห็นป้ายบอกทาง ไปพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี จึงได้เดินทางลพบุรีต่ออีกด้วย

&nbsp&nbsp&nbspพระพุทธบาท ที่สระบุรี เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงมาก มีกล่าวถึงมาช้านาน นักเรียนภาษาไทยคงรู้จักดีจากนิราศพระบาท ของท่านสุนทรภู่ นักอ่านวรรณคดีคงจะได้อ่านเพิ่มจากบุณโณวาทคำฉันท์ ซึ่งแต่งไว้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย

&nbsp&nbsp&nbspผมไปนมัสพระพุทธบาทด้วยความบังเอิญแท้ๆ เนื่องจากเราไปสวนพฤกษศาสตร์สายไปนิด ถ่ายภาพได้สักพัก ก็เริ่มหิว จึงตั้งใจออกไปหากาแฟ หรืออาหารเช้า (ซึ่งสายมากแล้ว) ปรากฏว่า เจอป้าย สวนอาหาร บ้านต้นไม้ จึงแวะรองท้องเสียเต็มอิ่ม บรรยากาศก็ร่มรื่น อยากให้ท่านที่ผ่านเส้นทางนี้ลองแวะนะครับ

&nbsp&nbsp&nbspจากสระบุรีเดินทางไปพระพุทธบาท ใช้เวลาไม่กี่สิบนาทีก็ถึง ไปถึงตอนบ่าย แดดแรง แต่ก็ถ่ายภาพได้ไม่เลวร้ายนัก ด้านหน้ามียักษ์สองตนยืนหราอยู่ เราขึ้นบันไดด้านทิศเหนือ เป็นบันไดนาค แต่ไม่ชัน มีนาคเจ็ดเศียร กรมศิลปากรสันนิษฐานว่า หล่อมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ บันไดนี้ไม่สูง ขึ้นไปถึงระเบียงมณฑปแล้วต้องอ้อมไปด้านตะวันตก จึงเป็นทางเข้านมัสการพระพุทธบาท

&nbsp&nbsp&nbspบันไดนาคนาคในบันไดนั้น&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp&nbsp ผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเล่น

&nbsp&nbsp&nbspขย้ำเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเป็น&nbsp&nbsp ตาเขม้นมองมุ่งสะดุ้งกายฯ

ส่วนในบุณโณวาทคำฉันท์ท่านว่า

&nbsp&nbsp&nbspบันไดไศลนาค &nbsp&nbsp&nbspอุรคราชเจ็ดศีร์

&nbsp&nbsp&nbspษเลิกพังพานมี &nbsp&nbsp&nbspพิษเพียงประไลยกัลป์

มีลั่นทมร่มรอบคีรีเรียง

&nbsp&nbsp&nbspขึ้นบันไดนาคไป มีต้นลั่นทมสูงใหญ่ คงเก่าแก่มาก คงจะมีมาช้านานตั้งแต่สมัยอยุธยา

&nbsp&nbsp&nbspลั่นทมระดมดาษ &nbsp&nbsp&nbspดุจลาดประพัตรา

&nbsp&nbsp&nbspแก้วกรรณนิกากา- &nbsp&nbsp&nbspรเกษกลิ่นกำจรลมฯ (บุณโณวาทคำฉันท์)

&nbsp&nbsp&nbspสุนทรภู่ก็เห็นลั่นทมเหมือนกันครับ เล่าเป็นกลอนไว้ว่า “มีลั่นทมร่มรอบคีรีเรียง มีกุฎิ์เคียงอยู่บนเขาเป็นหลั่นกัน” แดดแรงครับ จึงถ่ายรูปยอดมณฑปผ่านกิ่งลั่นทมมาฝาก ลั่นทมนี้เห็นไม่มากแล้วครับ แต่ต้นใหญ่ พุ่มกว้าง บอกถึงความเก่าแก่ได้ชัดเจน

&nbsp&nbsp&nbspจุดเด่นที่เห็นตั้งแต่แรกก็คือมณฑปพระพุทธบาท ยอดสูงแหลม งดงาม เห็นปั๊บก็ทราบได้เลยว่า นี่แหละพระพุทธบาทสระบุรี ความงามของพระมณฑปนี้มีพรรณนาไว้ในวรรณคดีทั้งสองเรื่อง

&nbsp&nbsp&nbspมองไปที่มณฑป เงยหน้าขึ้นไปเล็งยอด คว้ากล้องมาถ่ายทันที เพราะนึกถึงคำกลอนขึ้นมาได้

&nbsp&nbsp&nbspใบระกาหน้าบันบนชั้นมุข &nbsp&nbspสุวรรณสุกเลื่อมแก้วประภัสสร

&nbsp&nbsp&nbspดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคุนธร &nbspกระจังซ้อนแซมใบระกาบัง

&nbsp&nbsp&nbspนาคสะดุ้งรุงรังกระดึงห้อย &nbsp&nbspใบโพธิ์ร้อยระเรงอยู่เหง่งหงั่ง

&nbsp&nbsp&nbspเสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง&nbsp&nbspวิเวกวังเวงในหัวใจครัน

&nbsp&nbsp&nbspลวดลายกระหนก นาคสะดุ้ง ใบระกา ต่างๆ คงแปลกไปจากสมัยโบราณบ้าง แต่ก็น่าจะยังมีเค้า มีกลิ่นอายของเก่าตามคำกลอนที่ยกมา สำหรับเรื่องกระดึงรอบพระมณฑปนั้น พระมหานาค (วัดท่าทราย) ท่านได้รจนาไว้ดังนี้

&nbsp&nbsp&nbspใบโพสุวรรณห้อย&nbsp&nbsp&nbsp รยาบห้อยบรุงรัง

&nbsp&nbsp&nbspลมพัดกระดึงดัง &nbsp&nbsp&nbspเสนาะศัพทอลเอง

&nbsp&nbsp&nbspเสียงดุจสังคีต &nbsp&nbsp&nbspอันดึงดีดประโคมเพลง

&nbsp&nbsp&nbspเพียงเทพบรรเลง &nbsp&nbsp&nbspรเรื่อยจับรบำถวายฯ

&nbsp&nbsp&nbspระหว่างนี้มีเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ สักยี่สิบคนมาไหว้พระพุทธบาทด้วย คุณครูตามมาอีกราว 5-6 คน ท่าทางจะเหนื่อยน่าดู เพราะเด็กตัวน้อยเหมือนมด วิ่งไปโน่นไปนี่ ไล่ต้อนกันไม่หวาดไม่ไหว วันที่เราไปเป็นวันทำงาน คนไม่มาก แต่ก็มีมาเรื่อยๆ ชาวต่างชาติแถบเอเชียก็มาบ้างประปราย คิดว่าถ้าเป็นวันหยุดคงจะมีคนมาหนาแน่นกว่านี้หลายเท่า

&nbsp&nbsp&nbspพระมณฑปเองก็งดงามมาก ท่านสุนทรภู่พรรณนาไว้ว่า

&nbsp&nbsp&nbspทั้งซุ้มเสามณฑปกระจกแจ่ม &nbsp&nbspกระจังแซมปลายเสาเป็นบัวหงาย

&nbsp&nbsp&nbspมีดอกจันทน์ก้านแย่งสลับลาย &nbsp&nbspกลางกระจายดอกจอกประจำทำฯ (นิราศพระบาท)

&nbsp&nbsp&nbspซุ้มสี่ทวารา &nbsp&nbsp&nbspรจเรขเรืองไร

&nbsp&nbsp&nbspกาบพรหมสรไกร &nbsp&nbspกระหนาบเสาพเพราพราย (บุณโณวาทคำฉันท์)

&nbsp&nbsp&nbspมีอีกมากครับ ท่านพรรณนาไว้งดงาม เรียกว่าใช้ภาษาอย่างมีภาพพจน์ สนใจต้องอ่านวรรณคดีทั้งสองเรื่องนี้ก็แล้วกันนะครับ

ศาลารีมีทั้งระฆังห้อย

&nbsp&nbsp&nbspขึ้นไปบนลานรอบมณฑป มองลงไปด้านล่างมีระฆังราวให้เคาะ แต่ไม่ค่อยได้ยินเสียง เพราะแดดร้อน เลยไม่ค่อยมีใครไปตีระฆังเล่น

&nbsp&nbsp&nbspพระมหานาค ท่านพรรณนาเอาไว้ว่า "รายโรงระฆังปราง อดิเรกรจนา" ส่วนสุนทรภู่ท่านก็เล่าเช่นกัน ครับว่า "ศาลารีมีทั้งระฆังห้อย เขาตีบ่อยไปยังค่ำไม่ขาดเสียง" ช่วงที่ท่านสุนทรภู่เดินทางมานี่ คงมีคนมานมัสการรอยพระพุทธบาทมากกว่าวันที่เราไป

มณฑปน้อยสวมรอยพระบาทนั้น

&nbsp&nbsp&nbspภายในพระมณฑป ที่มีรอยพระพุทธบาทนั้น มีมณฑปน้อย ครอบอีกทีหนึ่ง งดงามมากครับ ไม่บรรยายให้เสียอรรถรส ชมภาพ พร้อมคำพรรณนาจากบูรพกวีดีกว่า

&nbsp&nbsp&nbspมณฑปเยาวในนั้น &nbsp&nbsp คณพรรณมณีดี

&nbsp&nbsp&nbspพวงกลิ่นสุมาลี &nbsp&nbsp&nbsp รยาบย้อยอร่ามเรือง (บุณโณวาทคำฉันท์)

&nbsp&nbsp&nbsp มณฑปน้อยสวมรอยพระบาทนั้น &nbsp&nbsp&nbsp ล้วนสุวรรณแจ่มแจ้งแสงอร่าม

&nbsp&nbsp&nbsp เพดานดาดลาดล้วนกระจกงาม &nbsp&nbsp&nbsp พระเพลิงพลามพร่างพร่างสว่างพราย

&nbsp&nbsp&nbspตาข่ายแก้วปักกรองเป็นกรวยห้อย &nbsp&nbsp&nbsp ระย้าย้อยแวววามอร่ามฉาย (นิราศพระบาท)

&nbsp&nbsp&nbsp ปัจจุบันมณฑปงดงามมาก สีแดงสีเหลืองทองอร่าม แต่ไม่มีพวงดอกไม้ห้อยอย่างในบุณโณวาทคำฉันท์ อ่านแล้วนึกถึงงานฉลองยามค่ำ สมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้า จะจุดไต้โคมไฟชวาลากันสุกใสเพียงไหน

&nbsp&nbsp&nbsp กราบพระพุทธบาทแล้ว ต้องรีบถอยออกมา คนอื่นจะได้เข้าไปบ้าง เห็นมีรอยปิดทองคำเปลวเหลืองอร่าม มีโยนเหรียญ ธนบัตรลงไปด้วย ถ่ายรูปไว้ได้พอมีภาพกลับบ้าน ไม่อยากใช้เวลามาก เกรงใจคนที่เข้าไปไหว้ พอกำลังจะลุกขึ้น อ้าว เจอ "คำสำคัญ" อีกแล้ว เสื่อเงิน ครับ

พื้นในหิรัญลาด

&nbsp&nbsp&nbsp พื้นมณฑปปูด้วยเสื่อเงินจริง เป็นลายขัดอย่างเสื่อ แต่ดูประณีต งดงามมาก เสื่อลาดมณฑปนี้คงมีมาช้านาน พระมหานาคท่านก็เล่าว่า

&nbsp&nbsp&nbspพื้นในหิรัญลาด &nbsp&nbspก็สะอาดอลังการ์

&nbsp&nbsp&nbspราบรอบพระบาทา &nbsp&nbspทศพลวิมลมี (บุณโณวาทคำฉันท์)

&nbsp&nbsp&nbsp ส่วนท่านสุนทรภู่ ก็เล่าไว้ด้วยว่า "ที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาม"

&nbsp&nbsp&nbsp เสื่อเงินนี้ สร้างเอาไว้หลายคราว คงจะชำรุดสึกง่าย เนื่องจากมีการเหยียบย่ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่สอง พวกจีนสมคบกันลอกทองหุ้มพระมณฑปน้อย และเงินที่ปูลาดพื้นด้วย ที่ปูอยู่ในปัจจุบัน ทำเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2494 ที่เห็นอยู่มีแผ่นพลาสติกหนาปูทับอีกที แต่ก็มีรอยชำรุดอยู่หลายแห่ง

&nbsp&nbsp&nbsp ไหว้พระพุทธบาทเสร็จแล้ว ก็ลงบันไดทางขึ้น คือว่า ตรงบันไดทิศตะวันตกนะครับ เป็นทางชันหน่อย มีสามช่องทาง มีราวบันได 4 สาย หัวบันไดเป็นเศียรนาค แต่ตรงนี้เป็นนาคห้าเศียร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง

&nbsp&nbsp&nbsp บันไดนาคนี้ มีเรื่องสนุกมากมาย เคยไปวัดทางภาคเหนือ บันไดนาคซับซ้อนกว่านี้ เพราะเศียรนาคโผล่ออกมาจาก “ตัวเหรา” ลำตัวที่เป็นราวบันไดนั้น ไม่ใช่ตัวนาค ตรงรอนาคนั้น มีรูปสัตว์ในป่าหิมพานต์อย่างหนึ่ง มีเท้าด้วย แต่วัดในภาคกลางไม่ค่อยเห็น บันไดนาคที่นี่ก็เป็นตัวนาคเปล่า ไม่ได้ออกมาจากปากสัตว์หิมพานต์

สิงโตตันสองตัวกระหนาบข้าง

<p>&nbsp&nbsp&nbsp มาถึงพื้นล่าง มองกลับไป พยายามจะถ่ายภาพทั้งเศียรนาคและราวบันได หามุมเหมาะๆ ไม่ได้เลย ถ้าถอยออกไปก็เลยรั้ว จึงลองนอนราบกับพื้น แล้วถ่ายขึ้นไป ได้นาคไม่ครบ 3 ตัวอยู่ดี แต่ก็กว้างกว่าเดิมหน่อย (ดูภาพขวา บนสุด) </p>

&nbsp&nbsp&nbsp ลงมาถึง เห็นรูปสิงห์ ขนาบสองข้างบันได จะเป็นของโบราณหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ที่ในนิราศพระบาทท่านว่า...

&nbsp&nbsp&nbspขั้นบันไดจะขึ้นไปมณฑปนั้น &nbsp&nbspสิงโตตันสองตัวกระหนาบข้าง

&nbsp&nbsp&nbspดูผาดเผ่นเหมือนจะเต้นไปตามทาง &nbsp&nbspพี่ชมพลางขึ้นบนบันไดพลันฯ


<p>&nbsp&nbsp&nbsp ยังไม่หมด เพราะยังนึกได้ว่าต้องมีฤษี เล็งๆ หารูปฤษี ไม่เจอแฮะ ถามป้าที่กวาดขยะ แกก็งงเล็กน้อย บอกว่า มีแต่ฤษีหมอ ถามคุณลุงเจ้าหน้าที่อีกคน ก็บอกว่าอยู่ด้านหลัง ฤษีมีอยู่ตนเดียว จึงขึ้นบันไดนาคย้อนไปหลังมณฑป ไปเจอวิหารหลวงพ่อโต พระพุทธรูปองค์ใหญ่ พระเศียรเกือบจรดเพดาน ส่วนด้านหลังเป็นพระนอน องค์ใหญ่เหมือนกัน มีป้านั่งพับดอกบัวอยู่ข้างใน ไม่เจอฤษี</p>

&nbsp&nbsp&nbsp อ้อมกลับไปด้านหลัง มีวิหารอีกหลังหนึ่ง อ้าว เจอฤษีจริงๆ ดูเทียบกับในหนังสือ ไม่เหมือนกันเท่าไหร่

&nbsp&nbsp&nbspอาวาสพระลานเลี่ยน &nbsp&nbspดุจแว่นสุวรรณสรรค์

&nbsp&nbsp&nbspมีรูปพระสัจพัน- &nbsp&nbspธดาบสบรรพชา

&nbsp&nbsp&nbspผดุงไว้จะหวังแจ้ง &nbsp&nbspกิจโดยตำนานมา

&nbsp&nbsp&nbspคือองค์ดาบศอา- &nbsp&nbspราธนรอยพระบาทางค์

&nbsp&nbsp&nbsp ในหนังสือที่อ้างอิงไว้ข้างล่าง ถ่ายภาพฤษีนั่งชันเข่าขวา แต่ที่ผมไปเห็น นั่งวางเท้าปกติ ตามบุณโณวาทคำฉันท์บอกว่า รูปฤษีนี้ปั้นไว้เพื่อเล่าตำนานว่าพระฤษีสัจพันธ์เป็นผู้อาราธนาพระพุทธบาทมา ซึ่งก็มีอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

&nbsp&nbsp&nbsp ความจริงไม่ตั้งใจจะยกกลอนมามากมาย เพียงจะเล่าว่าไปนมัสการพระพุทธบาท แต่ก็อดไม่ได้ เรื่องจึงยืดยาวไปหน่อย

หมายเหตุ พยายามจัดหน้าให้ดูดีที่สุด ก็ใช้เวลาตั้ง 2 ชั่วโมง เพราะเมนูไม่ขึ้นมาให้ปรับ ใส่โค้ด html งูๆ ปลาๆ คงพอจะอ่านได้ ความจริงตั้งใจจะเปลี่ยนสีข้อความเล่าเรื่อง และบทกลอนให้ต่างกัน แต่ก็คงใช้เวลาอีกมาก จึงยุติแค่นี้ ถ้าเปิดแก้ไข แล้วมีเมนูขึ้น ภาพที่จัดเอาไว้ก็จะเปลี่ยนขนาดไปอีก ผิดพลาดอย่างไรคงไม่แก้ แต่อาจเติมในความเห็นแทน ต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านด้วยครับ

อ้างอิง บุณโณวาทคำฉันท์ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง และนิราศพระบาท. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมรัตนากร (มณี สุพโจ), พ.ศ. 2534.