น้ำมันหอมระเหย

          กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้นานาพันธ์ล้วนเกิดจากน้ำมันหยดเล็กๆ ที่พืชหลั่งออกมา เรียกว่า "น้ำมันหอมระเหย"

          พืชผลิตน้ำมันหอมระเหยด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันบ้างเพื่อใช้ล่อแมลงให้มาผสมเกสร เพื่อป้องกันพวกกาฝากและสัตว์อื่นรบกวน ต้นไม้นับพัน ๆ ชนิดในโลกของเรานั้น มีเพียง 200 ชนิดที่ผลิตน้ำมันหอมระเหยได้

          น้ำหอมแต่ละชนิดมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยต่างไน  อาจผสมน้ำมันหอมระเหยเพียงไม่กี่ชนิดไปจถึงนับเป็นร้อยชนิด อย่างไรก็ตามน้ำหอมทุกชนิดมีองค์ประกอบที่สำคัญเพียง 3 ประการคือ "กลิ่นนำ" ซึ่งประกอบด้วยหัวน้ำมันหอมที่ระเหยง่าย ส่งกลิ่นกระทบฆานประสานอย่างได้ผลในฉับพลัน ต่อมาคือ "กลิ่นตาม" ซึ่งช่วยปรุงแต่งกลิ่นที่กระทบฆานประสาทในตอนแรกนั้นอีกที่หนึ่งกลิ่นนี้เป็น "เนื้อแท้" ของน้ำหอมและท้ายที่สุดคือ "กลิ่นหลัก" เป็นกลิ่นที่หอมทนทาน ประทับใจยาวนาน

          ชาวโรมันและกรีกโบราณผลิตน้ำหอมโดยการแช่ดอกไม้ ใบ และราก ในน้ำมันสัตว์หรือน้ำมันมะกอก เพื่อให้ดูดซับกลิ่นหอมจากพืชนั้น น้ำมันหอมนี้ใช้กันทั้งหญิงและชาย มีราคาค่อนข้างแพงเมื่อครั้งที่พระนางคลีโอพัตราเสด็จออกต้อนรับ มาร์ค แอนโธนี ก็ทรงให้ใช้น้ำหอมชโลมผ้าสีม่วงที่ใช้เป็นใบเรือที่ประทับเพื่อความเย้ายวนใจ

          นักบุญเซนต์ลุกได้เอ่ยถึงสตรีนางหนึ่ง แมรี แมกดาลิน  โดยเล่าว่าเธอผู้นี้ใช้น้ำมันชนิดหนึ่งชโลมพระบาทของพระเยชูเมื่อครั้งพระองค์เสด็จเยือนบ้านของชาวฟาริซี ผู้หนึ่ง น้ำมันนี้เชื่อว่าคงมีส่วนผสมของสไปก์นาร์ด ซึ่งเป็นน้ำมันหอมที่สกลัดจากต้นลำเจียก

          ชาวอาหรับเป็นพวกแรกที่รู้จักสกัดน้ำมันหอมด้วยวิธีกลั่น ปัจจุบันก็ยังมีการใช้วิธีคล้ายกันนี้ กล่าวคือนำดอกหรือใบของไม้หอมมาหั่นหรือบดให้ละเอียด แล้วอบด้วยไอน้ำเพื่อให้น้ำมันหอมกลายเป็นไอ ลอยไปที่หลอดแก้ว เย็นลงและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ  แม้จะได้ผลผลิตต่ำมาก คือปกติได้ปริมาณไม่ถึง 1/1,000  ของวัตถุดิบที่นำมากลั่น แต่ก็ได้กลิ่นหอมที่เข้มข้นมากจนแม้ผสมให้เจือจางลง 100 เท่าก็ยังส่งกลิ่นหอมจัด

          การสกัดน้ำมันหอมด้วยวิธีกลั่นไม่อาจนำมาใช้กับพืชได้ทุกชนิด เพราะความร้อนทำลายกลิ่นไม้หอมบางชนิดได้ ที่เมืองกราสส์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำหอมของเขตโพรองซ์ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ยังคงสกัดกลิ่นหอมด้วยวิธีที่เรียกว่า "อองเฟลอราจ"  คือนำดอกไม้ไปโรยไว้บนไขมันสัตว์หรือไขมันหมูซึ่งบริสุทธิ์มาก แล้วจึงนำไปใว้ในห้องเย็นที่มือสนิทเป็นเวลาประมาณ 1-3 วัน ให้ไขมันดูดซับน้ำมันหอมจากดอกไม้ผลผลิตที่ได้เรียกว่า "โปมาด"  จากนั้นจึงใส่แอลกอฮอล์เพื่อละลายไขมันที่ไม่ต้องการผลก็คือจะได้น้ำมันหอมในสารละลายแอลกอฮอล์พร้อมที่จะนำไปผสมทำน้ำหมอต่อไป

          หัวน้ำหอม  มักผลิตกันแบบธุรกิจในครอบครัวตามชนบทที่หางไกลโดยไม่เปลี่ยนวิธีการผลิตเลยนับเป็นเวลาร้อย ๆ ปี ประเทศบัลแกเรียยังคงผลิตหัวน้ำหอมกลิ่นกุหลาบได้ถึง 70 % ของผลผลิตทั่วโลก คนงานจะมาชุมนุมกัน ณ หุบเขาแห่งเทือกเขาบัลคานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพราะต้องเด็ดกลีบกุหลาบก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่ากลิ่นหอมยังคงอยู่ กลีบกุหลาบกว่า 2,000 กลีบใช้ผลิตหัวน้ำหอมได้เพียง 1 กรัม

          แหล่งผลิตตามที่ต่าง ๆ มักผลิตหัวน้ำหอมได้ปีละไม่กีตัน มีพ่อค้าคนกลางมาซื้อเพื่อนำไปขายให้แก่ผู้ส่งออกและผู้ผลิตน้ำหอม ผู้ผลิตน้ำมันหอมจะนำน้ำมันหอมระเหยไปปรุงแต่งเป็นกลิ่นต่าง ๆ ด้วยวิธีการอันเป็นศิลปะที่ซับซ้อนและเอียดอ่อนยิ่ง

          น้ำหอมประเภทกลิ่นไม้ดอกผสมกลิ่นกุหลาบ หรือกลิ่นดอกพุด ส่วนน้ำหอมประเภทกลิ่นอายตะวันออก กลิ่นสมุนไพร หรือกลิ่นเครื่องเทศ มักผสมกลิ่นอบเชยจากจีน พม่า และศรีลังกา หรือลูกจันทร์เทศจากอินโดนีเซียและหมู่เกาะอินดีสตะวันตก น้ำหอมหลังโกนหนวดมักมีกลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นไม้ หรือกลิ่นหนังสัตว์เป็นกลิ่นเด่น

          วิธีทำให้น้ำหอมมีกลิ่นติดทนนานต้องอาศัยสารคงสภาพ ในสมัยก่อนสกัดสารนี้ได้จากส่วนประกอบหรือผลิตผลจากสัตว์ เช่น ขี้ปลาวาฬ  ซึ่งได้จากลำไส้ของปลาวาฬสเบิร์ม ชะมดเชียง ได้จากถุงในท้องกระจงตัวผู้ ชะมด จากสารที่หลั่งจากต่อมของตัวชะมดและคาสทดเรียน หรือน้ำมันละหุ่ง ที่หลั่งจากต่อมของตัวบีเวอร์ ในปัจจบันมักผลิตสารกันระเหยด้วยวิธีสังเคราะห์ทางเคมี

          น้ำหอมที่ปรุงแต่งกลิ่นเสร็จแล้วมักประกอบด้วยหัวน้ำหอมระเหยอย่างน้อยที่สุด 20-30 ชนิด หรืออย่างมากอาจถึง 300 ชนิด เมื่อปรุงเสร็จแล้วก็นำไปขายในรูปแบบต่าง ๆ กัน น้ำหอมประเภทโคโลญ หรือ โอ เดอ ตัวแลตต์  มีหัวน้ำหอมประมาณ 2-6 % ละลายอยู่ในแอลกอฮอล์ ส่วนน้ำหอม มีความเข้มข้นกว่า คือจะมีหัวน้ำหอมประมาณ 10-25%  ละลายอยู่ในแอลกอฮอล์

          เมื่อนักเคมีวิเคราะห์สารต่างๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นใดได้สำเร็จ เขาก็จะสังเคราะห์กลิ่นนั้นได้ กลิ่นสังเคราะห์มีราคาถูกกว่าน้ำหอมที่ผลิตจากวิธีธรรมชาติ เขาจึงนำมาใช้ปรุงแต่งกลิ่นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่ น้ำยาสระผม น้ำยาขัดเงา ฯลฯ