• มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งสร้าง และสั่งสมความรู้ และศิลปะวิทยาการ นี่คือความเป็นจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
• แต่ที่เปลี่ยนแปลงคือมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นศูนย์กลางของความรู้อีกต่อไป ยิ่งนับวันสถานะของความรู้มีลักษณะกระจาย” (distributive) มากกว่า “รวมศูนย์” (centralized) มากขึ้นเรื่อยๆ หากเราไม่ตระหนักในความจริงข้อนี้ เราก็จะดำเนินงานของมหาวิทยาลัยผิดทาง วางตัวผิดความเป็นจริง ความสำเร็จที่แท้จริงจะไม่เกิด หรือเกิดก็ด้วยความยากลำบาก มีสภาพการทำงานที่ไม่มีความสุข
• ยิ่งนับวัน ความรู้ ก็จะอยู่ที่ผู้ปฏิบัติ มากกว่าที่ผู้รับถ่ายทอดมาจากต่างประเทศ เพราะความรู้ในผู้ปฏิบัติงอกเงย งอกงาม อยู่ตลอดเวลา แต่ความรู้ที่รับถ่ายทอดมาเริ่มเก่าและล้าสมัยตั้งแต่วันแรกที่รับมานั้น
• มหาวิทยาลัยไม่ใช่ผู้ผูกขาดการสร้างและสั่งสมความรู้และศิลปะวิทยาการอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสร้างสรรค์และสั่งสมนี้ ศูนย์กลางของกิจกรรมนี้ไม่ควรอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ควรอยู่ในชีวิตจริงของผู้คน ที่เรียกว่า real sector
• การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยจึงต้องไม่หลงวนเวียนเน้นที่การเรียนวิชา แต่ต้องเน้นที่การเรียนรู้จากชีวิตจริง คือเรียนวิชาด้วย และเรียนชีวิตจริงด้วย เน้นที่ชีวิตจริงมากกว่าที่วิชา และที่สำคัญกว่านั้นต้องมีวิธีการให้การเรียน ๒ ด้านนี้ส่งเสริม (synergy) ซึ่งกันและกัน เอาการเรียนชีวิตจริงมาช่วยให้ความเข้าใจวิชาเข้มข้นลึกซึ้งเชื่อมโยงขึ้น เอาวิชามาทำให้เราเข้าใจชีวิตจริง การปฏิบัติจริง มากขึ้น
• มหาวิทยาลัยออกไปอยู่นอกระบบราชการเพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นสมาชิกของเครือข่ายความรู้ได้อย่างทะมัดทะแมงขึ้น ในระบบราชการความสัมพันธ์แบบเครือข่ายเกิดยาก เพราะเป็นวัฒนธรรมอำนาจ หรือวัฒนธรรมแนวดิ่ง เครือข่ายจะเกิดขึ้นได้ดีต้องใช้วัฒนธรรมแนวราบ หรือวัฒนธรรมความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน
• มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
- มุ่งทำหน้าที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายความรู้ เปลี่ยนจากการทำหน้าที่ศูนย์กลางความรู้
- มุ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความรู้ในฐานะของ “ผู้ไม่รู้” คือตั้งคำถามเพื่อสร้างความรู้ใหม่ขึ้นตอบคำถามนั้น เปลี่ยนจากทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้รู้”
- มุ่งทำหน้าที่สร้าง multilateral relationship เกี่ยวกับความรู้ เปลี่ยนจากการสร้าง bilateral relationship เกี่ยวกับความรู้ เรื่องนี้จะต้องมีการขยายความอีกมาก
- มุ่งสร้างความรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย (multiple modes of knowledge creation) เปลี่ยนจากใช้เพียง research mode เรื่องนี้ก็ต้องการการขยายความอีกมากเช่นเดียวกัน
- เน้นการเรียนรู้ มากกว่าความรู้ เพราะจะต้องอยู่บนฐานคิดว่าความรู้ไม่มีจุดสิ้นสุด โดยความเชื่อนี้ คนที่รักการเรียนรู้ มีฉันทะอันแรงกล้าต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น มีค่ามากกว่าผู้มีความรู้มาก มีปริญญามาก แต่ไม่รักการเรียนรู้
อ่านบันทึกทั้งหมดของเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐกับการเปลี่ยนวิธีคิดได้ที่ http://gotoknow.org/blog/council/155626
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ธ.ค. ๕๐
ขอบคูณมากค่ะสำหรับข้อมูลดีดี แน่นอนว่าการอยู่ที่มหาลัยไม่ควรเน้นแต่การเรียนเพราะว่าถ้าจบไปแล้วแน่นอนสิ่งที่ได้ก็จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได่