ซึ่งครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราจะได้ดูภาพยนตร์เกี่ยวกับ “พระพุทธเจ้า” โดยฝีมือคนไทย

          วันนี้ขอนำเรื่องเล่าของผู้ที่ใช้นามแฝงว่า แมวดาว ที่เล่าถึงดร.วัลลภา พิมพ์ทองที่มีอุดมการณ์มั่นคงในการสร้าง ภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องพระพุทธเจ้าจนสามารถทำได้สำเร็จและนำออกฉาย  แต่เกิดอะไรขึ้น  ลองอ่านเรื่องที่คุณแมวดาวเล่าซิครับ…
       …ดิฉันได้รู้จักผู้หญิงคนนี้
(ดร.วัลลภา พิมพ์ทอง)ครั้งแรกเมื่อครั้งที่เธอเคยไปเป็นแขกรับเชิญในรายการเจาะใจเมื่อปี 2549  ครั้งที่คุณดู๋ สัญญา คุณากร ยังเป็นพิธีกรรายการ  เธอพูดถึงโครงการการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องพระพุทธเจ้า ที่เธอได้ทุ่มทุนทั้งแรงกาย  แรงใจ แรงทรัพย์ส่วนตัวทั้งที่มีอยู่ รวมถึงยอมลงทุนกู้หนี้ยืมสินจนกระทั่งกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งจนถึงปัจจุบันเพื่อมาใช้เป็นทุนในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า…
       …ด้วยความตั้งใจจะนำรายได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา ด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนา  ประกอบกับการที่ได้มีประสบการณ์ในครั้งที่ได้ไปร่ำเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกที่ประเทศอินเดียถึง 7 ปี อีกทั้งการได้มีโอกาสใช้ชีวิตท่ามกลางเมืองอันเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างสังเวชนียสถานทั้ง 4 ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ ประสูติ ตรัสรู้  แสดงปฐมเทศนาและปรินิพพาน กระทั่งเธอเรียนจบและได้เข้าทำงานด้านการผลิตสื่อการเรียนการสอน  อันเป็นช่วงเดียวกับที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการ์ตูนแอนิเมชั่น ความคิดที่จะผลิตการ์ตูนแอนิเมชั่นจึงเกิดขึ้น…
          …หากแต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของรัฐบาล สุดท้ายภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้จึงไม่ได้รับการสนับสนุน ขณะที่กระบวนการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ได้ถูกดำเนินการและเป็นรูปเป็นร่างไปเกินกว่าครึ่งแล้ว…
         นั่นเป็นที่มาของการทุ่มเททุนทรัพย์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถยนต์ ที่ดิน ทรัพย์สินทุกอย่างถูกนำไปแปลงเป็นเงิน บ้างถูกนำไปขาย..บ้างถูกนำไปจำนองทั้งนี้ก็เพื่อนำเงินมาลงทุนในฐานะของ…ผู้อำนวยการสร้าง
           ตั้งแต่วันแรกที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 2546 จนภาพยนตร์เสร็จสมบูรณ์
เธอใช้เวลาในการสร้างถึง 4 ปี ใช้เงินส่วนตัวในการผลิตไปทั้งสิ้น 108 ล้าน ซึ่งไม่รวมถึงรายจ่ายด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นอีกประมาณ 12 ล้านบาท นั่นหมายถึง…เธอใช้เงินกับการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องพระพุทธเจ้า”  ไปทั้งสิ้น 120 ล้านบาท
        แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ…
ที่นับตั้งแต่ภาพยนตร์เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม  จนถึงวันนี้รายได้ของหนังยังอยู่แค่ 10 ล้านต้นๆ เทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวของหนังต่างประเทศฟอร์มยักษ์ และหนังไทยบางเรื่องที่ทำรายได้เหยียบ 100 ล้านในไม่กี่วัน      
            แถมล่าสุดเพื่อนที่ทำงานยังมาเล่าสู่กันฟังว่าเห็น
ซีดีเถื่อนเรื่องพระพุทธเจ้า วางขายอยู่ที่ตลาดนัดคลองถม และตลาดบางกะปิ เป็นขณะเดียวกับที่สน.บางเขนเพิ่งจะจับคนที่นำกล้องเข้าไปซูมหนังเรื่องนี้ในโรงเพื่อเอาออกมาก็อปปี้ขายทั้งที่หนังยังไม่ออกโรง ฟังดูแล้วยิ่งน่าเศร้ากับพฤติกรรมของคนคนหนึ่งที่สามารถทำสิ่งเลวทรามได้อย่างไร้ยางอาย!!!
           ส่วนตัวดิฉัน นับตั้งแต่หนังเข้าฉาย ดิฉันได้ชักชวนเพื่อนพ้อง พาหลานสาวสองคนไปดูมาแล้ว    ถึงแม้จะแค่รอบเดียวแต่ก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของผู้สร้าง หลานสาวเองก็ได้ซึมซับและรับรู้ถึงเรื่องราวพุทธประวัติที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ และอย่างน้อยก็รู้สึกดีที่ครอบครัวเล็ก ๆ ของเราได้มีโอกาสอุดหนุนภาพยนตร์ฝีมือคนไทย 
     …
ซึ่งครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราจะได้ดูภาพยนตร์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าโดยฝีมือคนไทย เพราะจากนี้ไปคงไม่มีใคร กล้า พอที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาอีกเลย…
                   นี่คือเรื่องที่คุณ แมวดาว ฝากให้มาเล่าต่อครับ