ก่อนสิ้นปีใหม่ เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า "53 วาทะ ธรรมะปิดทอง" ของพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ) รองหัวหน้าพระธรรมทุต สายประเทศอินเดีย ซึ่งจัดพิมพ์เมื่อวันที่ .3 พย.2550 นี้เองโดยคณะพระนักศึกษามหาวทยาลัยเดลี ซึ่งมีพระมหาอ้าย ธีรปญโญ เป็นต้น
เป็นการนำเอาวาทะของท่านเจ้าคุณพระราชฯ 53 วาทะมาลงเผยแพร่ ซึ่งแต่ละวาทะนั้นมีความหมาย น่าอ่าน น่าคิดและได้ความรู้เกี่ยวกับอินเดียมาก
ท่านมหาอ้ายบอกว่าหนังสือนี้จัดทำถวายเป็นพุทธบูชา หาทุนเอง พิมพ์เอง ที่เดลี แล้วถวายพระธรรมทูตวัดไทยกุสินารา
ผมจึงได้เรียนท่านมหาอ้ายว่าผมและคุณหมอบุญรุ่งก็กำลังจัดพิมพ์หนังสือเพื่อส่งคนไปช่วยงานที่คลินิควัดไทยกุสินาราเช่นกัน พระมหาอ้ายอนุโมทนาสาธุ แล้วบอกว่าทำเหมือนกันเลย..
จึงเป็นที่มาของความคิดว่า หนังสือ"หนึ่งคนวาดหนึ่งคนแต่ง" ก็จะถวายเป็นพุทธบูชาแด่วัดไทยกุสินาราเช่นกัน
กลับมาที่สาระของหนังสือ "53 วาทะ ธรรมะปิดทอง"
ขอนำสักหนึ่งวาทะที่น่าคิดมาก ดังนี้
"....ท่านบอกว่า อินเดียเป็นประเทศไม่น่าอยู่ ท่านย้ำว่า.. ประเทศที่น่าอยู่คือประเทศไทย อินเดียไม่มีใครอยากอยู่ ข้าราชการ นักเรียนนักศึกษา กำหนดวันกลับตั้งแต่วันที่ยังไม่ได้เดินทางมาถึงเสียอีก เมืองนี้เป็นเมืองที่สร้างบารมี ไม่ใช่บ้านน่าอยู่ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายท่านมาสร้างบารมีที่นี่ หลายภพหลายชาติ สุดท้ายก็ไม่มีองค์ไหนอยู่ ต่างก็ไปเสวยสขุในสวรรค์ไปเข้าสุ่นิพพานกันหมด"
(บริหารแบบพระธรรมทูตอินเดีย หน้า 126)
เพียงแค่วาทะเดียว ก็ลึกซึ้ง กินใจเหลือหลาย
ขอส่งท้ายปีเก่า 2550 ด้วยวาทะของท่านเจ้าคุณพระราชฯ นี้นะครับ
ขอให้ทุกท่านเจริญสุขครับ
ด้วยความปรารถนาดี
สวัสดีค่ะ
เมืองนี้...เป็นเมืองที่สร้างบารมี... ไม่ใช่บ้านน่าอยู่
อยู่ที่ไหนไม่สุขใจ เท่ากับอยู่บ้านของเรา..
พลเดช วรฉัตร
เปลี่ยนรูปถ่ายใหม่ นึกว่าใครเพราะไม่คุ้นเคย จึงเข้ามาเยี่ยม...
เจริญพร
นะมัสการครับ
เป็นเด็กชายเดชพล วรฉัตรครับ สมาชิกใหม่ของครอบครัว อายุเกือบ 3 เดือนแล้ว เนื่องจากเกิดที่อินเดียจึงตั้งชื่อเล่นว่า น้องเต้ มาจากคำว่านะมัสเต้ในภาษาฮินดี
สำหรับคำว่าเต้คำเดียวนั้น ในภาษาฮินดี หมายความถึง "รางวัล" reward ซึ่งเป็นความหมายที่ดีมากครับ
นะมัสการและสวัสดีปีใหม่ครับ
เหมือนพี่โยคีเคยบอก ทางเดินแห่งจิต เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่มีพลังมาก ตามกรรมที่สร้างสมกันมา
การหลีกหนี หรือเดินเข้าหา ล้วนเป็นสิ่งที่เรา กำหนดเอง แต่ลืมไปแล้ว
โยคีน้อยก็ยังไม่สามารถตอบได้ ว่าขณะนี้ กำลังเดินหนี บางสิ่งบางอย่าง หรือกำลังเดินเข้าหาบางสิ่งบางอย่างกันแน่ แต่พี่โยคีก็ให้คิดแค่ปัจจุบัน เดินหนอๆๆ แต่จะเดินไปไหน ไปทำไม ยังไม่ต้องคิด ทุกอย่างมีเหตุและผลเสมอ
รู้การลังเลสงสัย ทำให้จิตไม่ก้าวหน้า แต่ขอให้เข้าใจ คนกำลังฝึกหัดอยู่ค่ะ
ขอบคุณคุณนารีครับ
ขอบคุณแทนเด็กชายเดชพลด้วย
เป็นธรรมะและเทวดาจัดสรรครับ โดยมีผู้ร่วมบุญทุกคนมีส่วนด้วย
สวัสดีปีหนูครับ
ขอบคุณท่าน JJ ครับ
ขอให้พรนั้นย้อนกลับไปยังผู้ให้เป็นทวีคูณครับ
ขอมอบภาพนี้ให้ครับ ถ่ายที่เจนีวา 4 ปีมาแล้วครับ
ภาพโดย Tid Leman
แด่ ชาว G2K ทุกท่านครับ ขอให้มีสติ คิดทำสิ่งใด ขอให้เป็นไปเพื่อกุศล ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นครับ
เรียน คุณพลเดช ที่เคารพ
ดิฉันก็ไม่เคยอยู่อินเดียนานๆ แบบคณะพระต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น วาทะของท่านทำให้คิดว่า การใช้ชีวิตอยู่ในที่ใดนานๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ ท่านคงได้เห็นและสัมผัสอะไรมามาก ทั้งด้านบวกและลบ ซึ่งเป็นธรรมดาของโลก และโดยเฉพาะประเทศที่มีพลเมืองมากอย่างอินเดีย ดิฉันว่าต้องทำใจ และเปิดใจให้กว้าง และไม่ด่วนตัดสิน ฟันธงว่าอินเดียไม่น่าอยู่ ไม่มีใครอยากอยู่ คนที่ไปนับวันกลับ.... ดิฉันว่าหลายคนที่อ่านคงถอดใจและเปลี่ยนความคิดไม่อยากไปอินเดียทันที
ดิฉันมิบังอาจที่จะโต้แย้งท่าน ท่านคงมีประสบการณ์ของท่าน ดิฉันว่าอยู่ที่แต่ละคนมากกว่า คนที่ได้เรียนรู้และดึงส่วนที่ดีของอินเดียมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนไทย สังคมไทยก็มีสิทธิคิดต่างว่าอินเดียก็มีดีเยอะ น่าไปศึกษา สัมผัส เรียนรู้ แต่หากปิดใจนับวันกลับตั้งแต่ยังไม่ไปนี่คงลำบาก เพราะปิดประตูใจตั้งแต่ยังไม่ไปแล้ว
การอยู่เพื่อเรียนรู้ และเลือกนำสิ่งที่ดี ที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย นั่นคือของดีที่เขามีอยู่มิใช่หรือ การมองสังคมอื่นแบบ "คนใน" และมองโลกเชิงบวกจะเป็นประโยชน์ต่อความคิดและสุขภาพจิต มากกว่าที่จะมองและตัดสินด้วยสายตา "คนนอก" และด้วยสายตาคนที่อยู่อย่างสบายๆ แบบคนไทย เราชอบความสะดวก สบาย จนเราไม่ยอมผจญกับความยากลำบาก จริงๆ แล้วเราคนไทยนี่อยู่ในสายตาของชาวโลกแค่ไหน เรื่องนี้น่าคิดนะคะ
อาจารย์ครับ
วาทะดังกล่าวมีหลายนัยยะครับ
เป็นการบอกตามข้อเท็จจริงของผู้ทั่ไปสัมผัสอินเดียครับ(ข้าราชการ นักเรียนนักศึกษา) ซึ่งแน่นอน มองจากพระธรรมทูตผู้ซึ่งมีประสบการณ์และสู้ชีวิตในอินเดียมาอย่างยาวนานและยังสู้อยู่ทุกวันนี้
พระธรรมทูตเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าของอินเดียมากที่สุดก็ว่าได้ครับและมีบุญคุณกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดียครับ เพราะได้ทำคุณประโยชน์มากมายหลายประการ
ส่วนที่บอกว่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลายไปสร้างบารมีที่อินเดีย.....
ก็แสดงให้เห็นว่าอินเดียมีดีจริงครับ มีคุณต่อนักปฏิบัติธรรม เป็นเสมือนครูทำให้ลูกศิษย์สามารถข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งได้ครับ
วาทะดังกล่าวต้องการให้พวกเรา ฆราวาส ได้ทบทวนความคิดเกี่ยวกับอินเดียใหม่ครับ
ด้วยความปรารถนาดี