ปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นเป็นความปรารถนาของทุกชีวิต สำหรับประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตป่าเขาโดยไม่มีที่ราบเลย หรือมีน้อยมากๆนั้น วิถีชีวิตก็ต้องอิงอาศัยกับภูเขาเป็นหลัก  ประชาชนลาวในเขตภาคเหนือเช่นหลวงพระบาง ไชยบุรีและอื่นๆนั้นก็อาศัยภูเขาเป็นแหล่งทำมาหากิน 

ก่อนเดินทางไปหลวงพระบางผมตระเวนดูพื้นที่โดย google แล้วหลายรอบ เห็นแล้วก็อุทานกับตัวเองว่า ป่าไม่เหลือหรอแล้ว  พรุนไปหมด แหว่งโหว่เหมือนแมวยักษ์มาข่วนป่าเขาให้เป็นรอยทั่วไปหมด  ทำไมเป็นเช่นนั้น   

พื้นที่ที่ท่านเห็นในรูปนี้เป็นพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมรดกโลกหลวงพระบางครับ  เป็นพื้นที่ที่มีน้ำตกหลายจุดสวยงาม(ไม่เคยเที่ยวนะครับแต่ดูจากรูป)   เราจะเห็นรอนข่วนป่าไม้ทั่วไปหมดแม้ยอดดอยนั่น  ทำให้สภาพป่าไม่ไม่ใช่ผืนใหญ่ที่สมบูรณ์  

ผมคิดง่ายๆ ใช้สามัญสำนึกว่า หากจะบุกรุกป่าก็น่าจะบุกรุกตามชายขอบป่ารอบๆ ซิ  แต่นี่ไม่ครับ มันทั่วไปหมดจริงๆ  ทำไมเป็นเช่นนี้

เมื่อผมมีโอกาสล่องลำโขงก็เห็นภาพนั้นโดยทั่วไป ดูซิยอดเขานั่นก็มีการถากถาง มีร่องรอยการใช้ประโยชน์ ทั่วไปหมด 

เมื่อผมมีโอกาสนั่งคุยกับชาวบ้าน คุยกับท่านบุญมีข้าราชการกรมพลังงานและบ่อแร่ คุยกับอ้ายคำตัน คนขับเรือให้เรานั่ง

ผมถามทุกท่านว่าชาวบ้านทำการผลิตอย่างไร: ? 

คำตอบคือ:  -         ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีที่นาลุ่ม มีแต่นาไร่ คือทำข้าวไร่ ทำแค่พอกินเท่านั้นตามกำลังของแรงงานที่มีอยู่ในครอบครัว ซึ่งแต่ละครอบครัวจะมีบุตรมาก-        

นอกจากการทำนาไร่ แล้ว ประชาชนจะทำพืชไร่ ซึ่งปัจจุบันพืชไร่เศรษฐกิจคือ หมากเดือย (ลูกเดือย) ข้าวสาลี (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) และนอกนั้นก็จะมีประปรายคือการปลูกงา-          

 

เหตุผลในการปลูกพืชไร่เศรษฐกิจคือ ปลูกง่าย ไม่ซับซ้อนมากนัก มีตลาดรองรับ หากถามว่าในจำนวนทั้งหมดนั้นเกษตรกรชอบอะไรมากที่สุด เขาตอบว่าชอบข้าวสาลี (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ทั้งนี้เพราะดายหญ้าครั้งเดียว หนึ่งต้นมี 1-2 ฝักเท่านั้น เวลาเก็บเกี่ยวก็เก็บเฉพาะฝัก เป๊อะใส่หลังเดินลงจากภูเขามาเก็บไว้ที่บ้าน เดี๋ยวพ่อค้าก็เอาเรือบรรทุกมารับซื้อ เอาไปส่งฝั่งไทยที่ปากลาย เชียงคาน หรือหลวงพระบางเอง

-         แม้ว่าราคาหมากเดือนจะแพงกว่าข้าวสาลีเป็นสองเท่า แต่ชาวบ้านนิยมปลูกข้าวสาลีเพราะง่ายกว่า (ราคาข้าวสาลี 1200 กีบ หรือประมาณ 7 บาทต่อ กก.)

-         พื้นที่ส่วนใหญ่บนภูเขานั้นจะปลูกพืชไร่เหล่านี้ถึงสองในสามส่วน ปลูกข้าวเพียงส่วนเดียว บางครอบครัวไม่ปลูกด้วย ปลูกพืชไร่ขายได้เงินเอาไปซื้อข้าวกิน 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ระหว่างการเดินทางชมพื้นที่ป่าบนดอยนั้น เห็นร่องรอยการใช้พื้นที่แล้วปล่อยทิ้งไว้ เหมือนมีต้นไม้เริ่มฟื้นตัว 

ได้คำตอบว่า:

-         ชาวบ้านหนึ่งครอบครัวสามารถหาที่ดินทำกินบนดอยได้ 3 ผืน ตามวิถีการผลิตของเขาคือ ปีที่หนึ่งทำในผืนที่หนึ่ง ปีที่สองย้ายไปทำในพื้นที่แห่งที่สอง แล้วก็ทิ้งไว้ไปทำพื้นที่สามในปีที่สาม เมื่อปีที่สี่ก็ย้อนกลับมาทำในพื้นที่ปีที่หนึ่งใหม่ วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆเหมือนชนเผ่าในภาคเหนือของเราในอดีต

-         แต่ละครอบครัวไปเอาพื้นที่ป่าไม้ได้ตามชอบใจขนาดพื้นที่ตามกำลังแรงงานที่มีอยู่จริง  แล้วไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อลงบันทึกและเสียภาษีเข้ารัฐ

-         การเสียภาษีนั้น พื้นที่ใดแจ้งเป็นเจ้าของแล้วแต่ไม่ได้ทำกินก็ไม่ต้องเสียภาษี ส่วนพื้นที่ใดทำการเพาะปลูกก็จะเก็บภาษี โดยเก็บจากผลผลิตที่ขายได้ จำนวน 3 %ของราคาที่ขายได้

-         เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ในการดูแลว่าใครมีที่ดินเท่าใด อยู่ตรงไหน ผลผลิตปีนี้เท่าใด ต้องเสียให้รัฐเท่าใด เป็นชาวบ้านที่รัฐแต่งตั้งในทุกหมู่บ้านเรียกว่า คุ้มครองบ้าน 

เมื่อผมทราบข้อมูลนี้ก็มาถึงบางอ้อต่อข้อสงสัยแรกว่า ทำไมป่าไม้เมืองลาวจึงพรุนไปหมด เหมือนรอยแมวยักษ์ข่วน  นี่เองคือการที่ชาวบ้านอยากได้ที่ทำกินตรงไหน ก็ไปถากถางเอาตามกำลังแรงงานที่มีในครัวเรือน แล้วไปแจ้งให้คุ้มครองบ้านทราบ คนจึงปีนขึ้นไปเอาพื้นที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์ตามยอดดอย  ป่าไม้จึงถูกทำลายแหว่งเป็นผืนๆเต็มไปหมด  

 รัฐไม่ควบคุมหรือไง? 

มีการควบคุมเหมือนกันเช่น เขตนี้เป็นป่าสงวนก็ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านขึ้นไปถากถางทำการเพาะปลูก แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัด  ชาวบ้านจึงยังขึ้นไปถากถามทำกินเช่นเดิม 

นี่คือวิถีการผลิตของประชาชนที่อยู่ในระบบนิเวศป่าเขา และต้องการทำการผลิตเพื่อขายเอาเงินตราตามยุคสมัย  และแน่นอนครับพ่อค้าไทยก็มีส่วนมากทีเดียว ดูที่ถุงเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดสิครับ  เป็นของบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย  จึงเอาเมล็ดพันธุ์ไปขายและรับซื้อผลผลิตด้วย ก็ไม่ต่างจากเมืองไทย  

เมื่อระบบทุนเข้าไปและไม่จัดการอย่างเท่าทัน การถากถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดนั้น  สิ่งที่ได้ไม่เท่ากับสิ่งที่เสียเลย  นี่คือมุมมองของเราที่เป็นคนภายนอก ส่วนการตัดสินใจเป็นคนภายในตามเงื่อนไขของเขาเองครับ.