แต่สำหรับการต่อสู้ในทางปกครองนั้น เราไม่มีใครที่เป็นตัวแทน

                      การต่อสู้กันในทางการเมือง และการต่อสู้กันในทางปกครอง  มีความแตกต่างกัน แต่ผู้ชนะในทางการเมืองอาจกำหนดสิ่งที่ได้เปรียบหรือการละเมิดในทางปกครองได้  เมืองไทยอยู่ในระบบที่เปิดกว้างทางการเมืองเพราะใช้ระบบประชาธิปไตย แต่ในทางปกครองกลับไม่ได้เปิดกว้างมากนักซึ่งเป็นที่มาของคำกล่าวว่าไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มใบ  เนื่องจากเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยยังไม่ได้รับการรับรองไว้มากพอในกฎหมายใหญ่ คือรัฐธรรมนูญ  อีกทั้งไม่มีระบบที่แก้ไขหรือยับยั้งอำนาจปกครองของรัฐเมื่อรัฐไปใช้อำนาจทางปกครองละเมิดสิทธิของผู้คน

                อย่างไรก็ตามจนถึงเวลานี้  ประเทศไทยเรามีศาลปกครองมาได้ระยะหนึ่งและกลไกนี้ก็เป็น

ตัวกำหนดให้การปกครองและการใช้อำนาจของรัฐมีความระมัดระวังมากขึ้น ทั้งเป็นการประกันได้ว่าหากเกิดการละเมิดสิทธิประชาชนโดยการกระทำทางปกครองของรัฐแล้ว ประชาชนมีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย

                เวลานี้รวมทั้งก่อนหน้านี้ย้อนไปถึงปี พ.ศ. 2475   ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางการต่อสู้กันทางการเมืองและการต่อสู้กันในทางปกครอง   ซึ่งในช่วงแรกมีความชัดเจนเรื่องการต่อสู้ในทางปกครองไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช  และต่อสู้กันในภาพใหญ่เรื่องระบบคอมมิวนิสต์และเสรีประชาธิปไตย  แปลกตรงที่แม้เป็นการเปลี่ยนระบบใหญ่แต่หากการต่อสู้กลับอยู่ในวงผู้คนไม่กี่กลุ่ม    จนแม้ถึงเวลาปัจจุบันหากถามมาที่ประชาชนว่าเรารู้ตัวหรือไม่ว่าเรากำลังอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ใด  ส่วนใหญ่อาจจะตอบได้ว่าเราต่อสู้กันทางการเมือง  อาจมีบางส่วนว่าเป็นการต่อสู้กันของคนไม่กี่คน

                แต่ส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่าเรามีการต่อสู้กันในทางปกครองด้วยและนานมาแล้ว  ปัจจุบันพื้นที่การต่อสู้นี้ก็ยังอยู่ในวงแคบคือแค่สภาผู้แทนฯและรัฐสภา ( ผู้แทนและวุฒิสมาชิก ) แม้มีความพยายามจะดึงประชาชนให้ร่วมต่อสู้ทางการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึงสถาบันเบื้องสูง  ศาสนา  และการปกครองแบบประธานาธิบดีที่อาจมีขึ้นในประเทศไทย  แต่ไม่มีใครกล้ากล่าวด้วยเสียงอันดังและไม่มีผู้คนทั่วไปรับขานนักเพราะเรื่องราวเกี่ยวข้องกับสถาบันและกฎหมายอีกมาก และแม้จะมีองค์กรภาคเอกชน  หรือการรวมกลุ่มเป็นประชาสังคมของประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารงานของรัฐเข้าต่อต้านนโยบายของรัฐ  แต่ก็ไม่ได้รับการขานรับจากประชาชนทั่วไป  ไม่สามารถสื่อสารให้เป็นความเข้าใจถึงการต่อสู้ทางปกครองได้  ยังคงเป็นการต่อสู้ที่อยู่ในวงแคบ ๆ

                ทั้งนี้การต่อสู้ในทางปกครองในวงแคบที่ว่านั้นเป็นไปในรูปแบบการต่อรองอำนาจของนักการเมืองส่วนหนึ่งและที่สำคัญคือผลประโยชน์ที่เทียบเป็นความมั่งคั่งร่ำรวยได้  แม้มีความชัดเจนว่าการควบคุมอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรรวมไปถึงวุฒิสภาอยู่ในการบงการของอำนาจบริหารเสียแล้ว รวมไปถึงอำนาจที่ล่วงไปถึงการกำหนดผู้คนในองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เป็นตัวคานอำนาจทางปกครองของฝ่ายบริหาร  และนี่คือเหตุผลของคำกล่าว  เผด็จการรัฐสภา

                เรื่องราวเหล่านี้น้อยคนที่จะเข้าใจและเห็นความสำคัญ  เพราะไม่ใช่การละเมิดสิทธิของผู้คนที่เห็นได้ชัดเจนจับต้องไม่ได้  ไม่เหมือนการออกกฎหมายเวนคืนที่ดิน  หรือการออกคำสั่งย้ายข้าราชการ

                การต่อสู้ทางการเมืองนั้นที่จริงแล้วหากมองในแง่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนของประเทศไทย  ประชาชนไทยมีนักต่อสู้ที่ดีเยี่ยมลงสนามเป็นตัวแทนอยู่แล้ว

                แต่สำหรับการต่อสู้ในทางปกครองนั้น  เราไม่มีใครที่เป็นตัวแทน เพราะเหล่า สส.ที่เราเลือกเข้าไปที่สุดแล้วก็ต่อสู้ในทางปกครองสำหรับตนเองก็หมดเวลาที่จะมามองเห็นปัญหาทางปกครองที่เกิดกับประชาชน  กลุ่มองค์กรเอกชน  กลุ่มประชาสังคมของประเทศไทยก็ยังอ่อนแอและมีเรื่องราวผลประโยชน์หรือการช่วงชิงชัยชนะของกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง  พรรคการเมืองที่พูดถึงการต่อสู้ทางการปกครองอย่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็สลายขั้วความคิดออกไปสู่การเมืองแบบเสรีนิยมมากขึ้น  การคานอำนาจทางการปกครองมุ่งไปที่อำนาจตุลาการที่แยกเป็นศาลปกครอง  แต่ก็ยังอยู่ห่างไกลจากเนื้อหาของการต่อสู้ของประชาชนในทางปกครอง

                การเพิ่มความรู้ทางการเมืองสำหรับคนไทยอาจไม่สำคัญเท่ากับการส่งเสริมความรู้ทางการปกครองเสียแล้ว  ดังนั้นการส่งเสริมให้คนไปเลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ  แต่ต้องส่งเสริมให้ประชาชนตรวจสอบอำนาจปกครอง  ต้องมุ่งขยายความรู้ที่เป็นภาพใหญ่ของการปกครองคือระบบประชาธิปไตยให้ได้ก่อน และต้องส่งเสริมความรู้ทางการปกครองแบบอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นข้อดีข้อเสียให้ชัดเจนด้วย

                เราพูดแค่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่อย่างเดียว  การศึกษาพื้นฐานไม่ได้ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงระบบอื่น ๆ กล่าวโดยรวมสรุปแล้ว  ประชาชนเรามีปัญหาเรื่องความรู้ทางการปกครองมากกว่า  ความรู้ทางการเมือง

ทำไมมีแค่นโยบายประชานิยมก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่มองแค่เรื่องการเมืองจะทำให้พวกเขาบรรลุปัญหาทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยมั่นคงได้ แต่คิดไปไม่ถึงเรื่องการปกครองและการใช้อำนาจของรัฐบาลในอันจะกระทบกับความเป็นอยู่  นโยบายที่พูดถึงการแก้ไขกฎหมาย  การแก้ระบบภาษี  การแก้ระบบถือครองที่ดิน  การผูกขาดทางการค้า การมีส่วนร่วมของประชาชน  การตรวจสอบรัฐบาล  การจัดสรรทรัพยากร  การดูแลสิ่งแวดล้อม  การรักษาประเพณีวัฒนธรรม  การวางเงื่อนไขระบบการค้าเสรี    ฯลฯ  เหล่านี้จึงไม่ถูกกล่าวถึงโดยนักการเมืองอย่างชัดเจนนัก  เพราะไม่ใช่จุดขายที่จะให้ประชาชนสนใจเลือก

.............................................................