สพท.นนทบุรี เขต 1 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีจัดอบรมเชิงปฎิบัติการเรื่องการจัดการความรู้(KM) แก่ ผู้บริหาร ครู และ บุคลากรทางการศึกษา 2 รุ่น รุ่นแรกระหว่าง 30 ม.ค -2 ก.พ. 49 ณ โรงแรมริชมอนด์ รุ่น 2 วันที่ 20-23 มีค. 49 ที่โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์ทีมวิทยากรจาก สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) ซึ่งนำโดย ศจ.นพ.วิจารณ์ พานิช และ ดร.ประพนธ์ ผาสุุขยืด โดยวันแรกเป็นวันให้ความรู้เรื่อง KM. กับกลุ่มใหญ่ ส่วนอีก 3 วัน เป็นการปฎิบัติการกับกลุ่มเล็กที่มุ่งไปเป็นวิทยากรแกนนำและไปปฏิบัติจริง รูปแบบการอบรมเที่ยวนี้จะไม่เน้นภาคทฤษฎี แต่เป็นการลงมือปฏิบัติจริงให้เห็นกระบวนการจัดการความรู้ที่ดึงความรู้จากตัวคนแต่ละคนมาเป็นขุมความรู้ได้อย่างมากมาย ด้วยวิธีการที่เป็นกัลยาณมิตร เคารพในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ เป็นบรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ทุกคนมีความสุข เป็นการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานที่สร้างเสริมบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างแท้จริงโดยกระบวนการจัดการความรู้จะมีการกำหนดบทบาทของบุคคลต่างๆ เช่น คุณเอื้อ คุณอำนวย คุณกิจ คุณลิขิต ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนทำ KM.จริงๆ รุ่นแรกไปที่โรงเรียนจิระศาสตร์ รุ่น 2 จะไปที่ โรงเรียนรุ่งอรุณ และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยการเปิดบล็อกของตัวเองผ่านระบบ ICT ด้วย ซึ่งผมก็ได้เปิดบล็อกของตัวเองนี้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านแล้ว ก็อยากเชิญชวนทุกหน่วยงานมาสนใจเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ผมเห็นว่าหากโรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆนำกระบวนการนี้ไปใช้อย่างต่อเนื่องจะทำให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
ประชุมปฎิบัติการเรื่อง KM(การจัดการความรู้) ของ สพท.นนทบุรี เขต 1
Knowledge Management : KM เป็นกระบวนการจัดการความรู้เพื่อพัฒนางาน พัฒนาคนและพัฒนาองค์กร
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาย พงศกร เบ็ญจขันธ์ · 15 ก.พ. 2549
นาย พงศกร เบ็ญจขันธ์ · 15 ก.พ. 2549
วันนี้ได้ไปรายงานการทำ KM ของ สพท.นบ.ข1.ให้ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี(ท่านวิเชียร)รับทราบ ถึงเป้าหมายและวิธีการทำงานของเรา ทั้งการอบรม การสร้างเครือข่ายพัฒนา CoPต่างๆ ที่มีเจ้าภาพชัดเจน ภายใต้เป้าหมายคือ "สพท.นบ.ข.1 เข้มแข็ง โรงเรียนเข้มแข็ง" เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานและร่วมกันพัฒนาให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้(LO) ร่วมกัน อย่างเป็นระบบเครือข่ายทุกเรื่อง ท่านรองฯวิเชียรชื่นชอบวิธีการ KM ของเรามาก และวันที่ 27 ก.พ ท่าน
ผอ.ประไพและผมจะไปรายงานเรื่องนี้ให้ท่านผู้ว่าฯพระนายทราบต่อไป เพราะท่านเอาจริงกับเรื่องนี้มาก ท่านเชิญทีม KMจังหวัดหารือทุกอาทิตย์ ผมก็เป็นหนึ่งในทีมนี้ด้วย
วันศุกร์ที่ 24 ก.พ. เวลา 16.00-18.30 น. ท่านผู้ว่าฯพระนาย ได้เชิญทีม KM ของ สพท.นบ.เขต 1 และ เขต 2 มาเล่าการทำ KM ของตนเองให้ฟัง ซึ่งมีทั้งท่านรองผู้ว่าฯวิเชียร วิทยากร KM จากสถาบันเพิ่มผลผลิต และทีม KM ของจังหวัดนนทบุรี ด้วยบรรยากาศที่ชื่นมื่น ถือเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ของเขต 1 เราเพิ่งเริ่มอบรมกัน โดยเรามุ่งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทำงานของแต่ละหน่วยงานไปพร้อมกันจึงไม่ค่อยจะเร่งรัดและมีแผนที่ชัดเจนเหมือนเขต 2 ที่เขาทำไปก่อนแล้ว เราคงไม่แข่งกันแต่เราจะทำไปพร้อมๆกันและแลกเปลี่ยนกันไป …ท่านผู้ว่าฯขออย่างเดียวว่า "อย่าเป็นไฟไหม้ฟางเหมือนหลายๆเทคนิคที่เข้ามาแล้วก็ค่อยๆหายไปก็แล้วกัน"
วันที่ 27 ก.พ.หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ลงข่าวการอบรมและการพัฒนางานตามกระบวนการ KM ของ สพท.นนทบุรีเขต 1-2 และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐก็ลงภาพการอบรม KM ของเขต 1 ด้วย วันที่ 27 อีกเช่นกัน ท่านผู้ว่าฯพระนาย ให้ สพท.ไปนำเสนอการดำเนินงานเรื่อง KM ของเขตตนเองในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด ผมได้เป็นผู้แทนไปนำเสนอด้วย Powerpoint ประมาณ 10 นาที มีผู้สนใจและซักถามกันพอสมควร ท่านผู้ว่าฯให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ และเชิญชวนให้ทุกหน่วยงานนำกระบวนการนี้ไปใช้ ท่านบอกว่าจังหวัดนนทบุรี เป็นจังหวัดเดียวที่นำร่องทำ KM ของ กพร.และผ่านการประเมินในเบื้องต้นตามเกณฑ์ กพร.แล้ว ท่านจึงขอให้ทีม KM ของจังหวัด(ผมก็อยู่ในทีมด้วย) เป็นคุณอำนวยดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ พร้อมทั้งขอร้องให้หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดที่ทีม KM สังกัดอำนวยความสะดวกให้บุคลากรมาร่วมประชุมปฎิบัติการซึ่งมีเกือบทุกสัปดาห์ด้วย
ผมได้ลองนำกระบวนการ KM ไปใช้ในการประเมินครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้มีวิทยฐานะ ที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยนอกจากการประเมินตนเอง การดูหลักฐานเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้บริหาร เพื่อนครู นักเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังใช้วิธีการให้ผู้รับการประเมินเล่าเรื่องความสำเร็จที่เป็น Best Practices ของตัวเองตามภารกิจ อย่างอิสระไม่เร่งรัด แล้วเราก็ตั้งใจฟังด้วยความสนใจ แล้วชวนคุยโยงถามไปถึงประเด็นข้อสงสัยให้ครอบคลุมตามตัวชี้วัดการประเมินอย่างไม่ต้องเป็นไปตามลำดับ โดยพยายามทำให้ผู้รับการประเมินไม่เกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกประเมิน แต่เป็นการพูดคุยกัน ด้วยบรรยากาศที่เป็นกัลยาณมิตร และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย จากวิธีการดังกล่าวทำให้มีความรู้สึกว่าผู้ประเมินก็สบายใจ(ได้ขุมความรู้ด้วย) และผู้ถูกประเมินก็สบายใจไม่เหมือนการถูกเรียกไปสัมภาษณ์ทั่วๆไป ที่สำคัญคือได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนเป็นธรรมชาติดีด้วย ใครจะลองไปปรับใช้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะ
เรียน ท่านธเนศ
ยินดีด้วยนะคะกับความสำเร็จ
โคราชเพิ่งจะเริ่ม
สวัสดีค่ะ
เรียน ท่านธเนศ
ยินดีด้วยนะคะกับความสำเร็จ
โคราชเพิ่งจะเริ่ม
สวัสดีค่ะ