การจราจรแบบไร้เครื่องยนต์

การจราจรแบบไร้เครื่องยนต์กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน รัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนามักจะเน้นการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยด้วยการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในการจราจรโดยยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ คำนึงถึงความสะดวกของรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งความคิดในการพัฒนาเช่นนี้ถือว่าเป็นสิ่งล้าหลังและได้ถูกละทิ้งไปแล้วในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่สำหรับในประเทศกำลังพัฒนานั้นจำนวนของผู้มีรถยนต์ส่วนตัวที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นในทุกๆปี ตามมาด้วยความแออัดของยานพาหนะบนพื้นที่ถนนทำให้เกิดโครงการราคาแพงในการแก้ปัญหาจราจรส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของเมืองอย่างมากมายจนเกินกว่าจะย้อนกลับมาแก้ไขให้เหมือนเดิมได้ นอกจากนั้นการพัฒนาในลักษณะนี้ยังทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมที่เคยมีมาแต่เดิมของชุมชน เกิดเป็นผลกระทบในด้านลบอยู่ทั่วไปในทุกเมืองการแก้ปัญหาจราจรด้วยการเพิ่มพื้นที่ถนนนั้นเป็นแนวคิดที่ไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จได้เลยเมื่อพื้นที่ถนนกับจำนวนผู้เป็นเจ้าของรถยนต์นั้นไม่ได้เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน

กรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่างที่ไม่น่าปฏิบัติตามในเรื่องของการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลืองและไร้ประโยชน์เพื่อลดปัญหาความแออัดของรถยนต์ ที่นอกจากจะไม่ได้ผลแล้วโครงการแก้ปัญหาเหล่านั้นยังเป็นการเพิ่มความหนาแน่นให้เกิดขึ้นในพื้นที่เมือง สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมติดตามมาจนกลายเป็นเมืองที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมติดอันดับโลก ในแง่ของสังคมและเศรษฐกิจ การอำนวยความสะดวกกับรถยนต์ส่วนตัวด้วยการเพิ่มพื้นที่ถนนเป็นการใช้งบประมาณเพื่อสร้างความสะดวกให้กับผู้มีรายได้สูงที่สามารถมีรถยนต์ส่วนตัวได้แต่ในขณะเดียวกันเป็นการสร้างภาระให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาความเจ็บป่วยจากผลกระทบด้านมลภาวะที่เกิดจากความแออัดของรถยนต์ อย่างไรก็ตามหากพิจารณาตามหลักประชาธิปไตยงบประมาณที่ใช้สำหรับการสร้างพื้นที่ถนนนั้นควรจะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่หรือผู้มีฐานะยากจน เช่นการพัฒนาและเพิ่มจำนวนของบริการขนส่งสาธารณะ การควบคุมมลพิษและรักษาสิ่งแวดล้อม

เมืองในประเทศกำลังพัฒนามักประสบกับปัญหาหลากหลายและแต่ละเมืองก็ล้วนมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปซึ่งหากขาดความเข้าใจหรือไม่มีการชี้นำที่ถูกต้องก็จะมีผลต่อความสำเร็จในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในบริบทของการจราจร การเดินและการใช้ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องยนต์จัดเป็นรูปแบบการจราจรที่ไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม มีค่าใช้จ่ายน้อย ประชากรเมืองส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สามารถนำมาทดแทนโครงการก่อสร้างหรือขยายถนนที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาล ซึ่งปัจจุบันแนวคิดการส่งเสริมการเดินและใช้ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่สำหรับในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่แล้วแนวทางการพัฒนาระบบการจราจรแบบไม่พึ่งพาเครื่องยนต์กลับไม่ได้รับความสนใจและมีแนวโน้มที่จะกำจัดระบบการจราจรแบบไม่พึ่งพาเครื่องยนต์ออกไปด้วยความคิดว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงความล้าสมัยของเมืองและไม่จำเป็นสำหรับประชาชนทั่วไป การเดินและขี่จักรยานมีผลดีต่อสุขภาพ ไม่สร้างมลภาวะให้กับเมือง คนทั่วไปทุกระดับรายได้สามารถเข้าถึงได้เท่าเทียมกันโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่เมือง ยิ่งไปกว่านั้นยังการมีรถรับจ้างที่ไม่ใช้เครื่องยนต์เช่น รถลาก รถสามล้อถีบในพื้นที่เมืองสามารถเป็นช่องทางหนึ่งในการประกอบอาชีพสำหรับแรงงานไร้ฝีมือ หรือผู้ด้อยการศึกษาที่ไม่มีโอกาสในการทำงานในระบบจ้างงานปกติ ทำให้มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวช่วยลดปัญหาการว่างงานและความยากจนของประชากรในเมือง Gallagher(1992) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับอาชีพรถลากรับจ้างในเมืองบังคลาเทศพบว่ามีมูลค่าเป็น 34% ในส่วนของภาคการขนส่งในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ และรายได้นี้ยังหล่อเลี้ยงประชากรถึง 5 ล้านคน (4.5% ของจำนวนประชากรในประเทศ) อาชีพรถลากรับจ้างจัดเป็นภาคส่วนที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศบังคลาเทศ เป็นช่องทางในการอยู่รอดและดำรงชีวิตสำหรับประชาชนที่ไม่มีทางเลือกมากนักในการประกอบอาชีพ และรถลากยังถือเป็นพาหนะที่จำเป็นสำหรับพื้นที่เมืองในบริเวณที่ถนน ตรอก ซอย คับแคบเกินกว่ารถยนต์จะเข้าถึงได้ รถลากจัดเป็นยานพาหนะหลักที่สำคัญมีมากกว่า 85% ของยานพาหนะทั้งหมดในเมือง Old Dhaka (Saito 1993) การจราจรแบบไร้เครื่องยนต์มีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการที่จะลดมลพิษขั้นรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการจราจรโดยใช้เครื่องยนต์(Badami,1998) Hook(1998b)ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับรถสามล้อถีบรับจ้างในเมือง Agra ประเทศอินเดียโดยประยุกต์ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษได้ข้อสรุปว่า หากแทนที่จำนวนเที่ยวของการเดินทางด้วยรถรับจ้างที่ใช้แรงคนเป็นการเดินทางด้วยรถที่ใช้เครื่องยนต์สองจังหวะ(เช่น สามล้อเครื่อง) จำนวนมลพิษของเมือง Agra จะเพิ่มขึ้นจากสภาพเดิมคือ สารตะกั่ว 11 ตัน ฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็ก 4,000 ตัน คาร์บอนมอนน๊อกไซด์ 20,000 ตัน ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายแล้วว่าระบบการจราจรและความยากจนของประชากรในเมืองมีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเป็นอย่างมาก การจราจรแบบไร้เครื่องยนต์นั้นเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่เมือง ผู้ป่วย คนชรา ผู้หญิงหรือเด็กสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากการจราจรแบบไร้เครื่องยนต์ได้ง่ายกว่าการจราจรประเภทอื่น ดังนั้นการจราจรแบบไร้เครื่องยนต์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายควรจะตระหนักถึงความจำเป็นและส่งเสริมให้เกิดขึ้นในการพัฒนาเมืองเนื่องจากในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาประชากรส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน การจราจรแบบไร้เครื่องยนต์นั้นมีราคาถูก ไม่สร้างมลพิษ และมีความยืดหยุ่นสูง แล้วยังสร้างโอกาสในการมีงานทำให้กับกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือหรือกรรมกรในเมืองโดยการเป็นผู้รับจ้างหรือบำรุงรักษา ตรงข้ามกับการจราจรแบบพึ่งพาเครื่องยนต์ที่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงสำหรับผู้มีรายได้น้อย สร้างมลพิษให้กับเมือง และต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดำเนินการ การเปลี่ยนรูปแบบจากการจราจรแบบไร้เครื่องยนต์เป็นการจราจรแบบพึ่งพาเครื่องยนต์นั้นจะเป็นการเพิ่มภาระด้านค่าใช้จ่าย และทำลายโอกาสในการประกอบอาชีพของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่เมือง การที่จำนวนยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์เพิ่มมากขึ้นเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหามลพิษของเมืองกำลังก่อตัวขึ้น เพราะเมื่อมีโครงการพัฒนาระบบถนนสำหรับรองรับความต้องการใช้รถยนต์นี้จะทำให้เกิดอันตรายกับผู้เดินเท้าหรือขี่จักรยานในเมืองมากขึ้น มีผลให้กิจกรรมการเดินเท้าหรือขี่จักรยานในพื้นที่เมืองลดลง เกิดมลพิษในเมืองสูงขึ้นและความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในชุมชนก็จะถูกทำลายไป อย่างไรก็ตามแม้การจราจรแบบไร้เครื่องยนต์จะถือว่ามีประโยชน์ต่อการรักษาสภาพแวดล้อมและส่งเสริมการพัฒนาแบบยั่งยืนของเมือง แต่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาการจราจรแบบไร้เครื่องยนต์กลับกำลังถูกคุกคามจากนโยบายของหลายๆเมืองในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีความพยายามที่จะกำจัดการจราจรแบบไร้เครื่องยนต์ให้หมดสิ้นไปด้วยเหตุผลที่ว่า การจราจรแบบไร้เครื่องยนต์นั้นมีความเร็วต่ำ เกะกะถนน ทำให้การจราจรติดขัด และมีภาพลักษณ์ที่ไม่น่าดู เช่น เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เคยใช้มาตรการห้ามรถสามล้อถีบ(the becak) ในภาษาอินโดนีเซีย) เข้ามาในเขตพื้นที่เมืองในปี 1988 แต่ต่อมาในเดือนมิถุนายน 1998 กลุ่มผู้สนับสนุนการใช้พาหนะไร้เครื่องยนต์ได้โน้มน้าวให้ผู้บริหารเมืองจาการ์ตายกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวเพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดสำหรับประชาชนในช่วงที่อินโดนีเซียประสบภาวะวิกฤติทางการเงินของประเทศ เมื่อผู้บริหารเมืองเห็นด้วยและอนุญาต สามล้อถีบกว่าสองพันคันในพื้นที่โดยรอบเมืองจาการ์ตาก็ได้อพยพเข้ามาสู่พื้นที่เมืองอีกครั้ง

 

รัฐบาลหรือผู้บริหารเมืองในประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากกว่าการส่งเสริมการจราจรแบบไร้เครื่องยนต์สำหรับประชาชน เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์มีมูลค่าสูงและสามารถเกิดการจ้างงานได้หลายตำแหน่ง หลากหลายรูปแบบ ตรงข้ามกับการยกเลิกการจราจรแบบไร้เครื่องยนต์ในเขตเมืองที่มีผลกระทบทางด้านค่าใช้จ่ายของรัฐน้อยกว่า คนที่สูญเสียอาชีพจากนโยบายดังกล่าวก็มีจำนวนไม่ชัดเจนและส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีอิทธิพลทางการเมืองต่อการกำหนดนโยบาย ทั้งนี้รัฐบาลหรือผู้บริหารเมืองไม่ได้มองไกลไปถึงปัญหาทางด้านสภาพแวดล้อมของเมืองที่เกิดจากยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์และการเสียดุลย์การค้าระหว่างประเทศในการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น Hook & Replogle (1996) ได้รายงานถึงสถานการณ์การพัฒนาในประเทศจีน ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบการจราจรแบบไร้เครื่องยนต์ทั่วทั้งประเทศ แต่กลับทุ่มงบประมาณและทรัพยากรในการพัฒนาไปที่โครงการที่ส่งเสริมให้เกิดการจราจรแบบใช้เครื่องยนต์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาประเทศจีนกู้เงินจากธนาคารโลกกว่า 1.4 พันล้านดอลล่าร์ เพื่อก่อสร้างและขยายพื้นที่ถนน สำนักการจราจรของเมืองปักกิ่งคาดการณ์ว่าการใช้จักรยานในเมืองปักกิ่งจะลดลงจาก 50% เป็น 17 % ในปี 2040 เนื่องจากจักรยานถูกห้ามใช้ในบางพื้นที่ของเมืองปักกิ่งเพื่อส่งเสริมให้การจราจรโดยเครื่องยนต์มีความคล่องตัว จำนวนผู้มีรถยนต์เพิ่มมากขึ้นด้วยนโยบายอำนวยความสะดวกให้กับรถยนต์ของผู้บริหารเมืองโดยความสนับสนุนของรัฐบาล หากยังเป็นไปเช่นนี้พันธะสัญญาของธนาคารโลกเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็คงเป็นเหมือนเด็กที่ร่างกายแคระแกร็นไม่รู้จักโตนั่นเอง