<p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in" class="MsoNormal"> …ได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ “ผานกแอ่น”ทั้ง 2 วัน วันแรก “memory” เต็ม..ต้อง..พอ..หมด..อด..หยุด..ถ่าย..วันที่สองจัดการกับ memory ได้เรียบร้อย (เพราะไปให้ร้านขายของที่ระลึกเค้า write ลงซีดี สนนราคา แผ่นละ 100 บาทขาดตัว…ยอม..(อีกเหมือนกัน)) แต่ปรากฏว่า…วันที่สอง..แบตเตอรี่หมด เพราะกลางวันเดินป่ากับถ่ายรูปที่ “ผาหล่มสัก” แบตเตอรี่เกือบเกลี้ยง…กลางคืนไม่ได้เอาไปชาร์ต (เพราะต้องไปชาร์ตที่ที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งแน่นอน..ต้องแข่งขันและแย่งชิงความเร็วระหว่างนักท่องเที่ยว..ที่..ทั้งชาร์ตแบตฯของโทรศัพท์และกล้องถ่ายภาพ ไม่นับผู้ที่เอาโน๊ตบุ๊คไปด้วย ซึ่งต้องใช้ปลั๊กไฟเหมือนกัน…แถมด้วยต้องนั่งเฝ้า เพราะ..ไม่มีใครเฝ้าให้ ไปกัน 5 คน ไม่มีใครขันอาสาเฝ้าที่ชาร์ตแบตเตอรี่กล้องสักคน…เฮ้อ…งั้นก็อดล่ะกัน ถ่ายเท่าที่มี…(โมโหนะเนี่ย…) สงสารก็แต่พี่เพชร ที่อุตส่าห์ตื่นตี 4 ตั้ง 2 วัน ด้วยเหตุผล..ไปอีกนะแม่ “ผานกแอ่น” เพราะเมื่อวานยังไม่ได้ถ่ายรูปอีกมุมหนึ่งเลย…ไม่นึกว่า วันที่ 2 ถ่ายได้แค่ 20 กว่าภาพ ก็ต้องหยุด…เพราะแบตฯ หมด….กรรม…</p> กลับจากการเยี่ยมชม “ผานกแอ่น” ในวันแรกหรือวันที่สองของการท่องเที่ยวครั้งนี้ (เนื่องจาก..ได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ “ผานกแอ่น” สองวัน) มีโปรแกรมต้องเดินเท้าเข้าป่า ไม่มากไม่มาย แค่เกือบ 20 กม. จากน้ำตกร้องกวาง ชมขุนเขาลำเนาไพรต้นน้ำลำธารไปเรื่อยจนถึง “ผาหล่มสัก” ซึ่งคุณพ่อบอกว่าที่เราจะเดินวันนี้..เค้า(ข้อมูลที่ที่ทำการอุทยานฯ) บอกไว้ว่า..ต้องเดิน 2 วัน จึงจะเดินได้ทั่วถึง..อ้าวแล้วเราล่ะ..พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้ว ต้องลงจาก “หลังแป”แต่เช้าด้วย แล้วจะเหลือได้เที่ยวอะไรเนี่ย…ด้วยเหตุผลประการนี้ ทั้งแม่และพี่เพชร (รวมถึงน้องพีชด้วยอีกคน) มุ่งมั่นที่จะรวม 2 วันให้เป็นหนึ่งวันให้ได้…เก่งกันซะเหลือเกิน.. <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in" class="MsoNormal"> แค่จะเริ่มออกเดินทางก็เกิดปัญหา ชาวบ้านชาวเมืองเค้าออกเดินทางกันไม่เกิน 7 โมง บ้านนี้ปาไปเกือบ 10 โมงเช้า ด้วยเหตุแม่กับพี่เพชร กว่าจะกลับจาก “ผานกแอ่น” ก็ปาไปเกือบ 8 โมงเช้า นั่งรออาหาร (ที่มีตั้งหลายร้าน แต่..ไม่เข้าใจ ทำไมต้องมาสั่งที่ร้านนี้ คนรอกันเยอะแยะ..เฮ้อ…) บวกกับรอ “น้องพีม” ที่ไปเป็นนายแบบให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้ขึ้นภูฯ พร้อมกัน อันเนื่องด้วย “ดูแล้ว ตัวเล็กกว่าเพื่อน..” (ไม่นับน้องซัน อายุแค่ 2 เดือน ที่คุณพ่อพาขึ้นภูฯ เนื่องจากต้องมาขายของบนภูฯ)..จนเป็นขวัญใจพี่ๆ (น่าจะน้าๆ) หลายคน เพราะเดินเจอกันตั้งแต่ขึ้นมาจากด้านล่าง จนกระทั่งเดินเที่ยวป่า จะได้ยินเสียงร้องทัก “น้องพีม คนเก่ง เหนื่อยหรือเปล่า เก่งจริงๆ เห็นเดินเองตลอดเลย”(อยากบอกว่า..ตอนที่พ่อกับพี่ๆ อุ้มหนูน่ะ น้าไม่เห็นหรอกคร๊าบบบบบบ)</p><p> ออกเดินทางเดินเท้าเข้าป่า ชมน้ำตก เลือกที่จะใช้วิธีวนขวา จากน้ำตก ร้องกวาง ที่พี่เพชรเจอ ดอก “หม้อข้าวหม้อแกงลิง” จังๆ แถมสวยอีกต่างหาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูป ด้วยเหตุผล เดี๋ยวไปถ่ายข้างหน้า (ที่สวยๆ กว่านี้)…แค่ออกเดินทางผ่าน น้ำตกร้องกวาง ซึ่งเป็นน้ำตกแรก ก็เกิดปัญหาซะแล้ว พ่อกับพี่เพชร เถียงกันตลอดเส้นทาง ว่าไปทางไหน ลูกบอกว่า..ทางนี้ถูกแล้วพ่อ เราต้องวนไปเจอน้ำตกนี้ แล้วอีกหน่อยเจอน้ำตกนั้น แล้วเจอนี้ๆ ๆ ๆ ….จนถึงผาหล่มสัก… ฝ่ายหัวเรือใหญ่ ก็เถียงว่า…ทางนี้มันอ้อม เค้าต้องวนขวา ไปผาหมากดูด ผาเหยียบเมฆ เรื่อยไปจนถึงผาหล่มสัก…อืม!!!! เถียงกันเข้าไป เดี๋ยวเหนื่อยก็หยุดกันเอง..แต่แม่ขอเดินล่วงหน้าไปก่อนนะ มันเหนื่อย และปวดขา (อย่างแรง)…เข้าใจไหม </p><p> ถึง น้ำตกเพ็ญพบใหม่ ที่พี่เพชรกับน้องพีช ตื่นเต้นนักหนา..เพราะได้เห็น “ใบเมเปิล”สีแดงสดใส (หนึ่งในพรรณไม้ ที่นักท่องเที่ยวหมายมั่นว่าต้องมาเห็นให้ได้ ที่ภูกระดึง…) เกือบทั้งต้น บางส่วนตกลงไปที่น้ำตก ที่พอมีน้ำให้เห็นอยู่บ้าง..เล็กๆ..ใช้เวลาที่นี่เกือบชั่วโมง จนคุณพ่อ ต้องนอนไขว่ห้างรอ แถมมองด้วยสายตา…ปลง..คงคิดในใจ “จะถ่ายอะไรกันนักหนา รูปเนี่ย..ถ่ายทุกอณูของใบเมเปิล” เอ๊า..เกิดมาเพิ่งเคยเห็นของจริง..(ที่อยู่บนภูกระดึง)..นี่นา…</p><p></p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in" class="MsoNormal"></p>
http://www.slide.com/r/sNgX4rmSyT_r44Qzd3-tAppl4xo257Fo?view=original
</span></span></span>